แสงแรกของอรุณรุ่งยังไม่ทันทอประกายเต็มที่ อ้ายหลินก็มาถึงยังศาลาไม้แกะสลักในสวนหลวงแล้ว นางมาพร้อมกับกล่องอุปกรณ์วาดเขียนคู่ใจและหัวใจที่เต้นระรัวด้วยความตื่นเต้นระคนหวาดหวั่น นับตั้งแต่กลับจากวังหลวงเมื่อวานคืน นางก็นอนไม่หลับตลอดทั้งคืน ภาพขององค์จักรพรรดิผู้สง่างามยังคงวนเวียนอยู่ในห้วงความคิด คำรับสั่งของพระองค์ที่ให้กลับมาวาดภาพถวายนั้นยังคงดังก้องอยู่ในหู
นางจัดเตรียมอุปกรณ์อย่างพิถีพิถัน ตรวจสอบพู่กันทุกด้าม สีทุกเฉด และกระดาษทุกแผ่นให้พร้อมที่สุดสำหรับภารกิจอันยิ่งใหญ่นี้ อ้ายหลินมิเคยคิดฝันว่าวันหนึ่งนางจะได้มีโอกาสเช่นนี้ การได้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะเพื่อองค์จักรพรรดิผู้ทรงอำนาจสูงสุดแห่งแผ่นดิน ถือเป็นเกียรติยศอันสูงสุดที่ช่างเขียนภาพสามัญชนอย่างนางจะพึงได้รับ
ไม่นานนัก เสียงฝีเท้าอันแผ่วเบาก็ดังขึ้นจากทางเดินหิน พระเจ้าหลงเฟยทรงเสด็จมาถึงศาลาไม้ พระองค์ทรงอยู่ในชุดลำลองสีเข้มที่ดูเรียบง่ายกว่าเมื่อวาน แต่ยังคงฉายรัศมีแห่งความสง่างามและอำนาจออกมาอย่างมิอาจปิดบังได้ ขันทีหลี่และองครักษ์ยังคงติดตามมาห่างๆ เช่นเคย
อ้ายหลินรีบลุกขึ้นถวายบังคมด้วยความเคารพยำเกรง “ถวายบังคมฝ่าบาทเพคะ”
พระเจ้าหลงเฟยทรงพยักพระพักตร์เล็กน้อย “ไม่ต้องมากพิธี” พระองค์รับสั่ง พลางทอดพระเนตรไปยังอุปกรณ์วาดเขียนที่ถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ “เจ้าเตรียมพร้อมแล้วหรือ”
“พร้อมแล้วเพคะฝ่าบาท” อ้ายหลินตอบด้วยน้ำเสียงที่ยังคงสั่นเล็กน้อย
พระองค์ทรงก้าวพระบาทเข้าไปประทับนั่งลงบนม้านั่งไม้แกะสลักที่อยู่ภายในศาลาใกล้กับโต๊ะวาดภาพ สายพระเนตรคมกริบกวาดมองไปรอบๆ สวนหลวงที่ยังคงเงียบสงบในยามเช้า “ข้าต้องการให้เจ้าวาดภาพ… สวนหลวงแห่งนี้”
อ้ายหลินเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรพระองค์ด้วยความประหลาดใจ “สวนหลวงเพคะ? แต่… หม่อมฉันเคยเห็นภาพวาดสวนหลวงที่งดงามมากมายแล้วเพคะ”
พระเจ้าหลงเฟยทรงแย้มพระโอษฐ์บางๆ “ใช่ แต่ข้าต้องการภาพวาดสวนหลวงในแบบที่เจ้าเห็น” พระองค์ทรงทอดพระเนตรไปยังทิวทัศน์เบื้องหน้า “ในสายตาของเจ้า สวนหลวงแห่งนี้มีความหมายเช่นไร”
คำถามขององค์จักรพรรดิทำให้อ้ายหลินครุ่นคิด นางก้มหน้าลงมองพู่กันในมือ “สำหรับหม่อมฉัน สวนหลวงแห่งนี้… เป็นเหมือนปอดของพระราชวัง เป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาและความสงบงามที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความยิ่งใหญ่ของวังหลวง เป็นที่ที่บุปผาเบ่งบานอย่างอิสระไร้การปรุงแต่งเพคะ”
พระเจ้าหลงเฟยทรงนิ่งฟังคำตอบของนางอย่างตั้งพระทัย พระองค์ทรงพยักพระพักตร์อย่างพอพระทัย “นั่นแหละคือสิ่งที่ข้าต้องการ” พระองค์รับสั่ง “ข้าต้องการให้เจ้าถ่ายทอดความรู้สึกเหล่านั้นออกมาในภาพวาด”
อ้ายหลินเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรพระองค์อีกครั้ง คราวนี้ในดวงตาของนางมีประกายแห่งความมุ่งมั่นฉายชัด “หม่อมฉันจะพยายามอย่างเต็มที่เพคะฝ่าบาท”
จากนั้น อ้ายหลินก็เริ่มลงมือวาดภาพ นางนั่งลงบนม้านั่งไม้ บรรจงลงพู่กันอย่างช้าๆ และมั่นคง ดวงตาจดจ่ออยู่กับทิวทัศน์เบื้องหน้า สลับกับการมองไปยังแผ่นกระดาษขาวสะอาด พู่กันในมือของนางดูราวกับมีชีวิต เคลื่อนไหวอย่างอิสระและพลิ้วไหว สร้างสรรค์เส้นสายและสีสันลงบนผืนกระดาษอย่างรวดเร็วและแม่นยำ
พระเจ้าหลงเฟยทรงประทับนั่งอยู่เบื้องหน้านาง ทอดพระเนตรการทำงานของอ้ายหลินอย่างเงียบเชียบ พระองค์ทรงสังเกตเห็นถึงความหลงใหลและความทุ่มเทที่นางมีต่อศิลปะ ทุกการเคลื่อนไหวของพู่กัน ทุกการผสมสี ทุกการตัดสินใจ ล้วนเต็มเปี่ยมไปด้วยสัญชาตญาณและความรู้สึกที่แท้จริง พระองค์ทรงสัมผัสได้ถึงพลังอันบริสุทธิ์ที่แผ่ออกมาจากตัวนาง ซึ่งเป็นสิ่งที่พระองค์มิเคยพบเจอในผู้ใดมาก่อน
เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า แต่กลับเต็มไปด้วยความรู้สึกที่อิ่มเอมใจ อ้ายหลินวาดภาพอย่างต่อเนื่องโดยมิได้หยุดพัก ในขณะที่องค์จักรพรรดิก็ทรงประทับอยู่ตรงนั้น เฝ้ามองนางอย่างไม่ละสายตา บางครั้งพระองค์ก็ทรงลุกขึ้นเดินไปทอดพระเนตรภาพวาดใกล้ๆ ก่อนจะกลับมาประทับนั่งลงอีกครั้ง
“เจ้าเริ่มวาดภาพมาตั้งแต่เมื่อไร” พระองค์ทรงเอ่ยถามขึ้นทำลายความเงียบ
อ้ายหลินเงยหน้าขึ้นจากภาพวาด “ตั้งแต่จำความได้เพคะ บิดาของหม่อมฉันเป็นช่างเขียนภาพ หม่อมฉันเติบโตมากับการเห็นพู่กันและสีสันอยู่รอบตัว”
“เจ้ามีความสุขกับการวาดภาพหรือไม่”
“มีความสุขยิ่งกว่าสิ่งใดในโลกเพคะ” นางตอบด้วยรอยยิ้มที่สดใส “เมื่อหม่อมฉันได้วาดภาพ โลกภายนอกก็ดูเหมือนจะเลือนหายไป เหลือเพียงแต่หม่อมฉัน พู่กัน และผืนผ้าใบเพคะ”
พระเจ้าหลงเฟยทรงพยักพระพักตร์อย่างเข้าใจ พระองค์เองก็มีช่วงเวลาที่ต้องหลบหนีจากความวุ่นวายของราชกิจและโลกภายนอกเช่นกัน แม้ว่าพระองค์จะมิได้ใช้พู่กัน แต่พระองค์ก็เข้าใจความรู้สึกของการได้จมดิ่งลงไปในบางสิ่งบางอย่างที่สามารถปลดปล่อยจิตวิญญาณได้
“การเป็นช่างเขียนภาพในเมืองหลวงนั้นยากลำบากหรือไม่” พระองค์ทรงเอ่ยถามต่อ
“ค่อนข้างยากเพคะ” อ้ายหลินตอบอย่างตรงไปตรงมา “มีช่างเขียนภาพมากมายที่ฝีมือดี แต่ก็มิได้รับโอกาสให้แสดงฝีมือ หม่อมฉันเองก็เช่นกันเพคะ บางครั้งก็ต้องรับงานจุกจิกเล็กๆ น้อยๆ เพื่อประทังชีวิต” น้ำเสียงของนางแฝงไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจเล็กน้อย แต่ก็มิได้บ่นพ้อ
พระเจ้าหลงเฟยทรงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง พระองค์ทรงทอดพระเนตรไปยังใบหน้าเรียวรูปไข่ของนาง ดวงตาคู่นั้นดูบริสุทธิ์และไร้เดียงสา หากแต่ก็ฉายแววของความมุ่งมั่นและแข็งแกร่งซ่อนอยู่ภายใน พระองค์ทรงรู้สึกได้ถึงความปรารถนาอันแรงกล้าของนางที่จะสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ และความยากลำบากที่นางต้องเผชิญในฐานะสามัญชน
“หากเจ้าได้วาดภาพในที่ที่ปราศจากความกังวลเรื่องปากท้อง เจ้าคิดว่าผลงานของเจ้าจะงดงามขึ้นหรือไม่” พระองค์ทรงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลกว่าปกติ
อ้ายหลินชะงักพู่กัน นางเงยหน้าขึ้นมองพระองค์ด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง “แน่นอนเพคะฝ่าบาท เมื่อจิตใจสงบและปราศจากความกังวล ศิลปะก็จะไหลออกมาอย่างอิสระและงดงามยิ่งขึ้นเพคะ”
รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นบนพระโอษฐ์ขององค์จักรพรรดิ “เช่นนั้นก็ดี” พระองค์รับสั่ง “จากนี้ไป เจ้าจงวาดภาพให้ข้า… ทุกวัน และไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้องอีก”
คำรับสั่งนั้นทำให้อ้ายหลินถึงกับตะลึง นางวางพู่กันลงบนโต๊ะโดยไม่รู้ตัว ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความประหลาดใจระคนความไม่เชื่อ “ฝ่าบาท… ทรงหมายความว่า…”
“ข้าจะแต่งตั้งเจ้าให้เป็นศิลปินหลวง” พระเจ้าหลงเฟยรับสั่ง “แม้จะมิได้มีตำแหน่งสูงส่งในราชสำนัก แต่เจ้าจะได้รับค่าตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อ และมีหน้าที่เพียงแค่สร้างสรรค์ผลงานศิลปะตามที่ข้าต้องการ”
อ้ายหลินแทบไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง นางถอนสายบัวลงต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดวงตาแดงก่ำด้วยความตื้นตัน “ขอบพระทัยเพคะฝ่าบาท ขอบพระทัยสำหรับพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้นี้ หม่อมฉันจะขอถวายงานรับใช้ด้วยความซื่อสัตย์และเต็มกำลังความสามารถเพคะ”
พระเจ้าหลงเฟยทรงแย้มพระโอษฐ์อย่างอ่อนโยน “เจ้าไม่ต้องขอบใจข้า อ้ายหลิน เจ้ามีพรสวรรค์และควรได้รับโอกาสที่จะแสดงฝีมือ” พระองค์ทรงทอดพระเนตรไปยังภาพวาดที่เริ่มเป็นรูปเป็นร่างบนผืนกระดาษ “ข้าเพียงต้องการให้เจ้าวาดภาพที่งดงามต่อไป”
ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา อ้ายหลินก็ได้เข้ามายังสวนหลวงแห่งนี้ทุกเช้าเพื่อวาดภาพถวายองค์จักรพรรดิ พระเจ้าหลงเฟยทรงเสด็จมายังศาลาไม้แห่งนี้ทุกวัน เพื่อทอดพระเนตรการทำงานของนาง และบางครั้งก็ทรงประทับอยู่ตรงนั้นเนิ่นนาน เพียงเพื่อที่จะได้พูดคุยกับนาง
บทสนทนาของทั้งสองมิได้มีเพียงแค่เรื่องศิลปะ หากแต่เป็นเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน อ้ายหลินเล่าเรื่องราวชีวิตในเมืองหลวงให้พระองค์ฟัง เล่าถึงความฝัน ความหวัง และความยากลำบากของสามัญชน พระองค์เองก็ทรงเล่าเรื่องราวของพรรณไม้และสัตว์น้อยใหญ่ในสวนหลวงให้ฟัง เล่าถึงความสงบที่พระองค์ทรงพบเจอในสถานที่แห่งนี้
องค์จักรพรรดิผู้โดดเดี่ยวและหญิงสาวสามัญชนผู้เปี่ยมพรสวรรค์ ต่างได้ค้นพบความสุขเล็กๆ น้อยๆ ในการได้พูดคุยและอยู่ร่วมกัน ความรู้สึกอันบริสุทธิ์ก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ ในใจของทั้งสองฝ่าย ความเข้าใจและความเห็นอกเห็นใจผลิบานขึ้นอย่างเงียบงัน ราวกับดอกไม้ที่ค่อยๆ แย้มกลีบออกรับแสงตะวัน
ความแตกต่างทางชนชั้นและสถานะดูเหมือนจะเลือนหายไปชั่วขณะที่พู่กันในมือของอ้ายหลินเคลื่อนไหวอยู่บนผืนกระดาษ และสายพระเนตรของพระเจ้าหลงเฟยก็ทอดมองมาที่นางอย่างอ่อนโยน พู่กันของนางมิได้เพียงแค่สร้างสรรค์ภาพวาดที่งดงามเท่านั้น หากแต่ยังเป็นสื่อกลางที่เชื่อมโยงหัวใจสองดวงเข้าไว้ด้วยกันอย่างแนบแน่น ท่ามกลางความสงบงามของสวนหลวง และเสียงกระซิบของสายลมที่พัดผ่านบุปผานานาพันธุ์

บุปผาเคียงบัลลังก์
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก