กาลเวลาผันผ่านไปเกือบสามปีนับตั้งแต่การแสดงผลงานของอ้ายหลินในลานกว้างหน้าท้องพระโรง อ้ายหลินมิได้เป็นเพียงศิลปินหลวงอีกต่อไป นางได้รับการแต่งตั้งเป็น “พระสนมอ้าย” ตำแหน่งสนมขั้นสาม แม้จะมิได้สูงส่งเทียบเท่าพระมเหสีหรือพระสนมเอก แต่ก็เป็นตำแหน่งที่ได้รับการยอมรับในราชสำนัก นางเป็นที่โปรดปรานขององค์จักรพรรดิหลงเฟยอย่างหาที่เปรียบมิได้ และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือ พระสนมอ้ายได้ให้กำเนิดพระโอรสองค์แรกแก่แผ่นดิน นามว่า “องค์ชายหลงเทียน” ซึ่งเป็นความหวังสูงสุดของราชวงศ์
ความสุขขององค์จักรพรรดิหลงเฟยนั้นมิอาจประเมินได้ พระองค์ทรงทุ่มเทความรักและความเอาใจใส่ให้แก่พระสนมอ้ายและองค์ชายหลงเทียนอย่างเต็มเปี่ยม จนทำให้ราชสำนักที่เคยเงียบเหงาอับเฉา กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ทว่าความสุขนี้ก็เป็นดั่งเปลวเทียนในสายลม ท่ามกลางกระแสความไม่พอใจที่ยังคงคุกรุ่นอยู่เบื้องล่าง
เสนาบดีซ่งและเหล่าขุนนางผู้ใหญ่ยังคงไม่ยอมรับการขึ้นมาของพระสนมอ้ายและองค์ชายหลงเทียน พวกเขาเห็นว่าการที่บุตรชายของสามัญชนจะขึ้นมาเป็นรัชทายาทผู้สืบทอดบัลลังก์นั้นเป็นเรื่องที่มิอาจยอมรับได้ นี่เป็นการทำลายขนบธรรมเนียมราชประเพณีอันยาวนานอย่างสิ้นเชิง และจะนำความเสื่อมเสียมาสู่ราชวงศ์
มรสุมใหญ่เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ เมื่อเกิดภัยแล้งรุนแรงติดต่อกันหลายปี พืชผลทางการเกษตรเสียหายหนัก ประชาชนเริ่มอดอยากและล้มตายเป็นจำนวนมาก ความไม่สงบเริ่มแพร่กระจายไปทั่วหัวเมืองต่างๆ จนเกิดการจลาจลปล้นสะดมขึ้นในบางพื้นที่
“นี่เป็นอาเพศ!” เสียงของเสนาบดีซ่งดังก้องในท้องพระโรงยามประชุมเช้า “สวรรค์กำลังลงโทษที่เราละทิ้งธรรมเนียมปฏิบัติอันดีงาม การที่บุตรสาวสามัญชนขึ้นมาเป็นสนม และให้กำเนิดองค์ชายผู้ที่จะสืบทอดบัลลังก์นั้น เป็นสิ่งที่ผิดบาปมหันต์พ่ะย่ะค่ะ”
เหล่าขุนนางผู้ใหญ่ต่างพากันเห็นด้วย พวกเขาร่วมกันกดดันองค์จักรพรรดิอย่างหนัก ให้ทรงปลดพระสนมอ้ายออกจากตำแหน่ง และเนรเทศนางออกไปจากวังหลวง เพื่อเป็นการล้างอาเพศและคืนความสงบสุขแก่แผ่นดิน
พระเจ้าหลงเฟยทรงกริ้วจัดกับข้อกล่าวหาอันไร้เหตุผลเหล่านี้ “ภัยแล้งเป็นเรื่องของธรรมชาติ มิได้เกี่ยวข้องกับพระสนมอ้ายแม้แต่น้อย!” พระองค์รับสั่งด้วยพระสุรเสียงอันทรงอำนาจ “พวกเจ้ากำลังใช้ความทุกข์ยากของราษฎรมาเป็นเครื่องมือในการใส่ร้ายป้ายสีผู้บริสุทธิ์!”
“แต่ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ” เสนาบดีซ่งยังคงยืนกราน “นับตั้งแต่พระสนมอ้ายเข้ามาในวังหลวง ราชสำนักก็มิเคยสงบสุขเช่นเดิม บัดนี้ยังเกิดภัยพิบัติร้ายแรงถึงเพียงนี้ นี่มิใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”
การโต้เถียงดำเนินไปอย่างดุเดือด แต่ก็มิอาจหาข้อสรุปได้ พระเจ้าหลงเฟยทรงปฏิเสธที่จะทำตามข้อเรียกร้องของเหล่าขุนนางอย่างเด็ดขาด ทำให้ความตึงเครียดในราชสำนักยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น
ในขณะเดียวกัน อ้ายหลินเองก็รู้สึกได้ถึงภัยคุกคามที่เข้ามาใกล้ตัว นางได้ยินเสียงซุบซิบและคำกล่าวหาจากนางกำนัลและขันทีที่คอยรับใช้ ดวงตาที่เคยเป็นมิตรบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความหวาดระแวงและเย็นชา แม้กระทั่งเหล่าแพทย์หลวงก็เริ่มบ่ายเบี่ยงที่จะมาดูแลองค์ชายหลงเทียนอย่างใกล้ชิด ทำให้พระสนมอ้ายต้องดูแลพระโอรสด้วยตนเองเป็นส่วนใหญ่
คืนหนึ่ง ขณะที่อ้ายหลินกำลังกล่อมองค์ชายหลงเทียนให้บรรทมอยู่ในห้องบรรทมส่วนพระองค์ นางกำนัลคนสนิทนามว่า “เหมยฮวา” ก็เข้ามาด้วยใบหน้าที่ตื่นตระหนก
“พระสนมเพคะ” เหมยฮวากระซิบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “มีข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่ววังหลวงว่า… เสนาบดีซ่งและเหล่าขุนนางกำลังจะรวมตัวกันถวายฎีกาขอให้ฝ่าบาททรงปลดพระสนมออกจากตำแหน่ง และอาจถึงขั้นเนรเทศพระสนมออกจากแผ่นดินเพคะ”
หัวใจของอ้ายหลินบีบรัดด้วยความเจ็บปวด นางกอดองค์ชายหลงเทียนไว้แน่น น้ำตาคลอเบ้า “พวกเขาจะทำเช่นนั้นได้อย่างไร”
“พวกเขาอ้างว่าพระสนมเป็นต้นเหตุของอาเพศที่เกิดขึ้นในแผ่นดินนี้เพคะ” เหมยฮวาตอบด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกังวล “พวกเขายังคงไม่ยอมรับพระสนม และองค์ชายหลงเทียนเพคะ”
อ้ายหลินหลับตาลง ภาพขององค์จักรพรรดิผู้โดดเดี่ยวผุดขึ้นมาในห้วงความคิด นางรู้ว่าพระองค์ต้องเผชิญหน้ากับแรงกดดันมหาศาลเพื่อปกป้องนางและพระโอรส ความรักที่พระองค์มีให้นางนั้นบริสุทธิ์และจริงใจ แต่ในโลกของราชสำนัก ความรักเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ
วันรุ่งขึ้น เสนาบดีซ่งและขุนนางผู้ใหญ่รวมตัวกันถวายฎีกาต่อองค์จักรพรรดิหลงเฟย ฎีกานั้นมิได้เพียงแค่เรียกร้องให้ปลดพระสนมอ้ายเท่านั้น หากแต่ยังเสนอให้องค์จักรพรรดิทรงอภิเษกสมรสกับธิดาของตระกูลขุนนางผู้ทรงอำนาจ เพื่อเป็นการสร้างความมั่นคงให้แก่ราชวงศ์และเรียกขวัญกำลังใจของราษฎรกลับคืนมา
พระเจ้าหลงเฟยทรงรับฎีกามาทอดพระเนตรด้วยพระพักตร์ที่เคร่งขรึม พระหัตถ์แกร่งกำแน่นจนเส้นเอ็นปูดโปน พระองค์ทรงรู้สึกถึงความโกรธและความเจ็บปวดที่พุ่งพล่านอยู่ในพระทัย พวกเขาพยายามที่จะพรากทุกสิ่งทุกอย่างไปจากพระองค์ พรากความรัก พรากความสุข และแม้แต่พรากบุตรชายอันเป็นที่รัก
“พวกเจ้ากำลังพยายามที่จะบังคับข้าเช่นนั้นหรือ” พระองค์รับสั่งด้วยพระสุรเสียงที่เย็นชาจนน่าสะพรึงกลัว “พวกเจ้าคิดว่าข้าจะยอมทำตามข้อเรียกร้องอันไร้เหตุผลของพวกเจ้าเช่นนั้นหรือ”
“นี่มิใช่การบังคับพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท” เสนาบดีซ่งกราบทูลอย่างกล้าหาญ “นี่คือหนทางเดียวที่จะรักษาความสงบสุขของแผ่นดินไว้ได้พ่ะย่ะค่ะ”
“ความสงบสุขที่แลกมาด้วยการทำลายความรักและความสุขของข้าเช่นนั้นหรือ” องค์จักรพรรดิรับสั่งด้วยพระสุรเสียงที่เริ่มสั่นเครือ “พวกเจ้ากำลังจะพรากทุกสิ่งทุกอย่างไปจากข้า!”
การโต้เถียงในท้องพระโรงดำเนินไปอย่างยาวนาน และจบลงด้วยการที่องค์จักรพรรดิทรงปฏิเสธข้อเรียกร้องของเหล่าขุนนางอย่างเด็ดขาดอีกครั้ง พระองค์ทรงยืนกรานที่จะปกป้องพระสนมอ้ายและองค์ชายหลงเทียนด้วยชีวิต
เหตุการณ์ในท้องพระโรงแพร่กระจายไปถึงหูของอ้ายหลินอย่างรวดเร็ว นางทราบดีว่าองค์จักรพรรดิทรงกำลังเผชิญหน้ากับแรงกดดันมหาศาลเพื่อปกป้องนางและพระโอรส แต่ความรู้สึกของนางมิได้มีเพียงความซาบซึ้งใจเท่านั้น หากแต่ยังมีความรู้สึกผิดที่ตัวนางได้กลายเป็นต้นเหตุของความวุ่นวายทั้งหมดนี้
ค่ำคืนนั้น อ้ายหลินได้เข้าเฝ้าองค์จักรพรรดิหลงเฟยในห้องบรรทมส่วนพระองค์ พระพักตร์ของพระองค์ดูอิดโรยและเหนื่อยล้า แต่ดวงเนตรยังคงฉายแววแห่งความมุ่งมั่น
“ฝ่าบาทเพคะ” อ้ายหลินคุกเข่าลงเบื้องพระพักตร์ “หม่อมฉันรู้สึกผิดเหลือเกินเพคะ ที่ได้กลายเป็นต้นเหตุของความวุ่นวายทั้งหมดนี้”
พระเจ้าหลงเฟยทรงยื่นพระหัตถ์ออกไปแตะเบาๆ ที่ใบหน้าของนาง “เจ้ามิได้ผิดอะไรเลยอ้ายหลิน ความรักของเรามิใช่สิ่งผิด”
“แต่หม่อมฉันเกรงว่า… หากหม่อมฉันยังคงอยู่เคียงข้างพระองค์ จะทำให้พระองค์ต้องเผชิญกับอุปสรรคและแรงกดดันมากยิ่งขึ้นไปอีกเพคะ” น้ำเสียงของอ้ายหลินสั่นเครือ “บางที… หม่อมฉันควรจะจากไปจากวังหลวงแห่งนี้”
คำพูดของอ้ายหลินทำให้องค์จักรพรรดิทรงชะงัก พระองค์ทรงจ้องมองนางด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด “เจ้าพูดอะไรน่ะอ้ายหลิน เจ้าจะทอดทิ้งข้าไปเช่นนั้นหรือ”
“หม่อมฉันมิได้ต้องการทอดทิ้งพระองค์เพคะฝ่าบาท” น้ำตาของอ้ายหลินไหลรินลงมาเป็นทาง “แต่หม่อมฉันทำเพื่อพระองค์ เพื่อองค์ชายหลงเทียน เพื่อความสงบสุขของแผ่นดิน หม่อมฉันมิอยากให้ใครต้องมาว่าร้ายพระองค์เพราะหม่อมฉันอีกเพคะ”
พระเจ้าหลงเฟยทรงดึงอ้ายหลินเข้ามาสวมกอดแน่น พระองค์ทรงสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดและความเสียสละที่นางมีให้ “ไม่… ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าจากไป” พระองค์รับสั่งด้วยน้ำเสียงที่เด็ดเดี่ยว “ข้าจะปกป้องเจ้าและบุตรของเราด้วยชีวิต ข้าจะพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าความรักของเรานั้นบริสุทธิ์และคู่ควรแก่การยอมรับ”
มรสุมใหญ่ในราชสำนักยังคงโหมกระหน่ำอย่างไม่ลดละ แต่ท่ามกลางพายุอันบ้าคลั่งนั้น ความรักขององค์จักรพรรดิและพระสนมอ้ายก็ยิ่งทวีความแข็งแกร่งขึ้น พวกเขาจะต้องร่วมกันฝ่าฟันอุปสรรคครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต เพื่อพิสูจน์ว่าความรักแท้สามารถงดงามได้แม้จะแตกต่างชนชั้น และเพื่อปกป้องบุตรชายอันเป็นที่รักให้ได้ขึ้นครองบัลลังก์อย่างสง่างาม

บุปผาเคียงบัลลังก์
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก