หลังจากวันนั้น การสนทนาระหว่างองค์จักรพรรดิอัครากับบุปผาก็เกิดขึ้นบ่อยครั้งขึ้นเรื่อยๆ องค์จักรพรรดิมักจะทรงปลีกพระองค์จากพระราชกิจอันยุ่งเหยิง เสด็จมายังท้องพระโรงเพื่อทอดพระเนตรการทำงานของบุปผา และทรงสนทนากับนางเกี่ยวกับศิลปะ ปรัชญาชีวิต หรือแม้กระทั่งเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน บุปผาเองก็เริ่มคุ้นเคยกับพระองค์มากขึ้น นางกล้าที่จะแสดงความคิดเห็นและเล่าเรื่องราวส่วนตัวให้พระองค์ทรงฟังโดยไม่รู้สึกเกร็งอีกต่อไป ความสัมพันธ์อันบริสุทธิ์และลึกซึ้งกำลังก่อตัวขึ้นระหว่างกษัตริย์ผู้โดดเดี่ยวกับจิตรกรสาวสามัญชนอย่างช้าๆ และเงียบงัน
ทว่า ความสัมพันธ์ที่ดูบริสุทธิ์งดงามนี้กลับมิอาจรอดพ้นจากสายตาอันคมกริบของเหล่าข้าราชบริพารในราชสำนักได้ ท้องพระโรงอันกว้างใหญ่ แม้จะดูเหมือนเป็นสถานที่ที่เปิดโล่ง แต่ทุกซอกทุกมุมล้วนเต็มไปด้วยหูตาของเหล่าขุนนาง สนมกำนัล และขันทีน้อยใหญ่ที่คอยสอดส่องและจับจ้องทุกความเคลื่อนไหวภายในพระราชวัง
ในตอนแรก เป็นเพียงแค่เสียงกระซิบกระซาบเล็กๆ น้อยๆ ในหมู่ขันทีและนางกำนัลที่คอยจัดเตรียมเครื่องเสวย หรือทำความสะอาดท้องพระโรง พวกเขาเริ่มสังเกตเห็นว่าองค์จักรพรรดิทรงเสด็จมาที่ท้องพระโรงบ่อยครั้งขึ้นกว่าปกติ และมักจะทรงใช้เวลานานอยู่กับการทอดพระเนตรงานของจิตรกรสาวสามัญชนผู้นั้น
"ได้ยินว่าองค์จักรพรรดิทรงโปรดปรานงานของนางจิตรกรผู้นั้นเป็นพิเศษ"
"ไม่เพียงแต่งาน แต่ยังได้ยินว่าทรงสนทนากับนางอยู่บ่อยครั้งเลยทีเดียว"
"เป็นเรื่องแปลกนัก ไม่เคยมีจิตรกรสามัญชนคนใดได้รับพระเมตตาถึงเพียงนี้"
เสียงกระซิบเหล่านี้ค่อยๆ แพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็วราวกับไฟลามทุ่ง จากนางกำนัลและขันที ไปสู่ขุนนางระดับล่าง และในที่สุดก็ไปถึงหูของเหล่าขุนนางผู้ใหญ่และพระมเหสี พระสนมทั้งหลาย
เสนาบดีใหญ่หลี่ ชายชราผู้ทรงอำนาจและเป็นที่ปรึกษาคนสำคัญขององค์จักรพรรดิมาตั้งแต่ครั้งรัชสมัยของอดีตจักรพรรดิ เป็นคนแรกๆ ที่เริ่มรู้สึกไม่สบายใจ เขามองว่าการที่องค์จักรพรรดิจะทรงสนิทสนมกับหญิงสามัญชนเป็นเรื่องไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง และอาจจะนำมาซึ่งความเสื่อมเสียแก่ราชวงศ์และบัลลังก์ได้
"ฝ่าบาททรงใช้เวลาอยู่กับนางจิตรกรผู้นั้นมากเกินไปพะยะค่ะ" เสนาบดีใหญ่หลี่ทูลกับขันทีหลงในวันหนึ่ง "เกรงว่าจะเป็นที่ครหาของเหล่าขุนนางและราษฎรได้"
ขันทีหลงเพียงแค่ยิ้มเจื่อนๆ "องค์จักรพรรดิทรงสนพระทัยในศิลปะมาโดยตลอดพะยะค่ะ เสนาบดีใหญ่"
"แต่ก็ไม่เคยมากถึงเพียงนี้" เสนาบดีใหญ่หลี่สวนกลับด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น "ข้าเกรงว่านางผู้นั้นจะใช้โอกาสนี้เพื่อผลประโยชน์ส่วนตน หรืออาจจะเข้ามาแทรกแซงกิจการบ้านเมืองได้"
ในอีกด้านหนึ่ง พระมเหสีเอกจันทร์ฉาย ผู้เป็นพระธิดาของตระกูลขุนนางเก่าแก่และเป็นผู้ที่ทรงอิทธิพลในราชสำนัก ก็ทรงรู้สึกไม่พอพระทัยเป็นอย่างมาก นางไม่เคยโปรดให้สตรีคนใดเข้ามาใกล้ชิดองค์จักรพรรดิมากเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งสตรีสามัญชนที่ไม่มีฐานะทางสังคมเช่นนี้
"นางจิตรกรผู้นั้น เป็นใครกัน ถึงกล้ามาตีสนิทกับองค์จักรพรรดิถึงเพียงนี้" พระมเหสีจันทร์ฉายทรงตรัสกับนางกำนัลคนสนิทด้วยพระสุรเสียงอันเย็นชา "เจ้าจงไปสืบประวัติของนางมาให้ละเอียด แล้วคอยจับตาดูทุกความเคลื่อนไหวของนาง อย่าให้คลาดสายตา"
แรงกดดันและสายตาจับจ้องจากทั่วทิศทางเริ่มส่งผลกระทบต่อบุปผา นางเริ่มสังเกตเห็นว่าเมื่อใดที่นางเดินผ่านเหล่าข้าราชบริพาร มักจะมีเสียงกระซิบกระซาบและสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้ หรือบางครั้งก็เป็นสายตาที่เต็มไปด้วยความริษยาและดูหมิ่นมองมาที่นาง
แรกเริ่มบุปผาก็คิดว่านางคิดไปเอง แต่นานวันเข้า ความรู้สึกนั้นก็ยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ นางรู้สึกอึดอัดและไม่สบายใจกับการเป็นจุดสนใจของทุกคนในพระราชวัง การสนทนากับองค์จักรพรรดิที่เคยเป็นความสุขของนาง เริ่มมีเมฆหมอกแห่งความกังวลเข้ามาบดบัง
ในวันหนึ่ง ขณะที่บุปผากำลังจัดเตรียมสีอยู่เบื้องล่างของนั่งร้าน นางได้ยินเสียงของนางกำนัลสองคนกำลังซุบซิบกันอยู่ไม่ไกล
"ดูสิ นางสามัญชนผู้นั้น ช่างไม่รู้จักเจียมตน"
"คงคิดว่าจะได้เป็นพระสนมองค์จักรพรรดิกระมัง ถึงได้ทำตัวออกนอกหน้าถึงเพียงนี้"
คำพูดเหล่านั้นบาดลึกลงไปในใจของบุปผา นางรู้สึกเจ็บปวดและอับอาย แต่มิอาจทำสิ่งใดได้ นอกจากก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไป น้ำตาคลอเบ้า แต่นางก็พยายามกลั้นไว้ไม่ให้ไหลออกมา
องค์จักรพรรดิอัคราเองก็ทรงรับรู้ถึงบรรยากาศที่ไม่ปกติในราชสำนัก พระองค์ทรงสัมผัสได้ถึงสายตาของเหล่าขุนนางที่มองมาอย่างจับผิด และเสียงกระซิบกระซาบที่แม้จะเบาบาง แต่ก็ไม่อาจรอดพ้นจากพระกรรณของพระองค์ไปได้ พระองค์ทรงรู้ดีว่าการที่ทรงสนิทสนมกับบุปผามากเกินไป กำลังสร้างความไม่พอใจให้กับผู้คนในราชสำนัก แต่พระองค์ก็มิอาจห้ามพระทัยของพระองค์ได้
ในระหว่างการสนทนากับบุปผา องค์จักรพรรดิทรงสังเกตเห็นถึงความกังวลที่ฉายชัดในแววตาของนาง รอยยิ้มที่เคยสดใสเริ่มหม่นหมองลงเล็กน้อย
"เจ้าดูไม่สบายใจนัก มีเรื่องอันใดรบกวนจิตใจเจ้าหรือ บุปผา" องค์จักรพรรดิทรงตรัสถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
บุปผาลังเลที่จะทูลความจริง แต่ในที่สุดก็ตัดสินใจที่จะเปิดใจกับพระองค์ "กราบบังคมทูลฝ่าบาท หม่อมฉันรู้สึกไม่สบายใจกับสายตาของคนในวังเพคะ" นางหยุดไปชั่วขณะ ก่อนจะทูลต่อด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา "พวกเขา... พวกเขาซุบซิบกันถึงหม่อมฉันเพคะ พวกเขาคิดว่าหม่อมฉันไม่รู้จักเจียมตัว และกำลังจะใช้โอกาสนี้เพื่อ... เพื่อความทะเยอทะยานของตนเองเพคะ"
องค์จักรพรรดิอัคราทรงฟังคำทูลของบุปผาด้วยพระพักตร์ที่เคร่งขรึมขึ้นเล็กน้อย พระองค์ทรงรับรู้ได้ถึงความเจ็บปวดในน้ำเสียงของนาง
"อย่าได้ใส่ใจคำพูดของคนเหล่านั้น บุปผา" องค์จักรพรรดิทรงตรัสปลอบโยน "พวกเขามิได้รู้จักเจ้าอย่างแท้จริง และพวกเขาก็มองทุกสิ่งด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยอคติ"
"แต่... แต่หม่อมฉันก็ไม่อยากให้ฝ่าบาทต้องทรงลำบากพระทัยเพราะหม่อมฉันเพคะ" บุปผาทูลด้วยความรู้สึกผิด
องค์จักรพรรดิอัคราทรงถอนพระทัย "ความลำบากพระทัยของข้า มิได้เกิดจากเจ้า บุปผา แต่เกิดจากความคับแคบของความคิดของผู้คนเหล่านั้นต่างหาก" พระองค์ทรงยื่นพระหัตถ์ออกไปอย่างแผ่วเบา ราวกับจะแตะต้องไหล่ของบุปผา แต่ก็ทรงยั้งพระหัตถ์ไว้ได้ทันเวลา ทรงระลึกได้ถึงสถานะของทั้งสองฝ่าย "จงเชื่อมั่นในตนเอง และจงทำในสิ่งที่เจ้าเห็นว่าถูกต้อง ความบริสุทธิ์ของจิตใจเจ้า ย่อมเป็นที่ประจักษ์แก่ผู้ที่มองเห็น"
คำตรัสขององค์จักรพรรดิช่วยปลอบประโลมจิตใจของบุปผาได้มาก นางรู้สึกอบอุ่นในหัวใจอีกครั้ง และความกังวลก็ลดน้อยลงไปบ้าง
แม้ว่าองค์จักรพรรดิอัคราจะทรงพยายามปลอบโยนบุปผา และทรงแสดงออกว่าไม่ทรงใส่พระทัยต่อคำครหาเหล่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว พระองค์ทรงเริ่มกังวลอย่างจริงจังถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับบุปผา พระองค์ทรงตระหนักดีว่าราชสำนักแห่งนี้ไม่ใช่สถานที่ที่ปลอดภัยสำหรับหญิงสาวสามัญชนผู้บริสุทธิ์เช่นนาง
ในคืนนั้น องค์จักรพรรดิอัคราทรงเรียกขันทีหลงเข้าเฝ้าเป็นการส่วนพระองค์
"ขันทีหลง เจ้าได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับนางบุปผาบ้างหรือไม่" องค์จักรพรรดิทรงตรัสถามด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง
"ทูลฝ่าบาท หม่อมฉันได้ยินมาบ้างพะยะค่ะ" ขันทีหลงทูลตอบด้วยสีหน้ากังวล
"เจ้าคิดว่าข้าควรทำเช่นไร" องค์จักรพรรดิทรงตรัสถาม ราวกับกำลังทรงขอคำปรึกษาจากสหายผู้รู้ใจ
ขันทีหลงเงียบไปชั่วขณะ ก่อนจะทูลตอบอย่างระมัดระวัง "ทูลฝ่าบาท หม่อมฉันเห็นว่าพระองค์ไม่ควรทรงละเลยเรื่องนี้พะยะค่ะ แม้ว่าองค์จักรพรรดิจะทรงมีพระเมตตา แต่นางบุปผาเป็นเพียงหญิงสามัญชน ไม่มีอำนาจและอิทธิพลใดๆ ในราชสำนัก หากยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป เกรงว่านางจะได้รับอันตรายได้พะยะค่ะ"
คำพูดของขันทีหลงทำให้องค์จักรพรรดิอัคราทรงตระหนักถึงความจริงอันโหดร้ายของราชสำนัก พระองค์ทรงขบพระทนต์แน่นในพระทัย ทรงรู้สึกโกรธเคืองต่อความอิจฉาริษยาและความคับแคบของเหล่าขุนนาง แต่ก็ทรงรู้ดีว่าพระองค์ไม่สามารถที่จะละเลยกฎเกณฑ์และขนบธรรมเนียมได้ทั้งหมด
"เช่นนั้น เจ้าคิดว่าข้าควรทำเช่นไร เพื่อให้นางปลอดภัย" องค์จักรพรรดิทรงตรัสถามอีกครั้ง
"ทูลฝ่าบาท หม่อมฉันเห็นว่าพระองค์ควรทรงรักษาระยะห่างจากนางบุปผาไว้บ้างพะยะค่ะ เพื่อลดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ และเพื่อความปลอดภัยของนางเอง" ขันทีหลงทูลตอบด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหนักใจ
องค์จักรพรรดิอัคราทรงหลับพระเนตรลงช้าๆ ความรู้สึกเจ็บปวดแล่นริ้วขึ้นมาในพระทัย การต้องรักษาระยะห่างจากบุปผาเป็นสิ่งที่พระองค์ไม่ปรารถนา แต่เพื่อความปลอดภัยของนาง พระองค์ก็จำต้องทำเช่นนั้น
"เช่นนั้นก็จงเป็นไปตามนั้น" องค์จักรพรรดิทรงตรัสด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา แต่แฝงไว้ด้วยความหนักแน่น "แต่จงคอยดูแลนางให้ดี อย่าให้ผู้ใดมาทำอันตรายนางได้"
"พะยะค่ะ ฝ่าบาท หม่อมฉันจะทำหน้าที่นี้อย่างสุดความสามารถ" ขันทีหลงรับคำอย่างหนักแน่น
แม้ว่าองค์จักรพรรดิจะทรงตัดสินพระทัยที่จะรักษาระยะห่างจากบุปผา แต่พระทัยของพระองค์ก็ยังคงผูกพันอยู่กับนางอย่างลึกซึ้ง และพระองค์ก็ทรงรู้ดีว่าการตัดสินใจครั้งนี้ จะเป็นบททดสอบครั้งสำคัญของความรู้สึกที่กำลังก่อตัวขึ้นระหว่างพวกเขา และจะเป็นจุดเริ่มต้นของพายุแห่งราชสำนักที่กำลังจะถาโถมเข้าใส่หญิงสาวสามัญชนผู้บริสุทธิ์ผู้นี้อย่างไม่หยุดหย่อน
บุปผาเองก็ยังคงไม่รู้เลยว่าการตัดสินใจขององค์จักรพรรดิในคืนนี้ จะส่งผลต่อชีวิตของนางมากเพียงใด นางยังคงฝันถึงการได้วาดภาพความหวังและรอยยิ้มต่อไป โดยไม่รู้เลยว่าเส้นทางเบื้องหน้าของนางนั้นเต็มไปด้วยขวากหนามและอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่นางจะจินตนาการถึงได้ และนางจะต้องพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง และความรักที่กำลังเบ่งบานท่ามกลางสายตาอันจับจ้องของราชสำนักให้ได้

บุปผาเคียงบัลลังก์
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก