หลังจากที่องค์จักรพรรดิอัคราทรงตัดสินพระทัยที่จะรักษาระยะห่างจากบุปผา บรรยากาศในท้องพระโรงก็กลับมาเป็นปกติอีกครั้ง องค์จักรพรรดิมิได้เสด็จมาทอดพระเนตรการทำงานของบุปผาบ่อยครั้งเหมือนเช่นเคย และเมื่อเสด็จมาก็มักจะประทับอยู่ห่างออกไป และมิได้ทรงสนทนากับนางเป็นการส่วนพระองค์อีก การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้บุปผารู้สึกถึงความโดดเดี่ยวอ้างว้างอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
บุปผาไม่เข้าใจว่าเหตุใดองค์จักรพรรดิจึงทรงเปลี่ยนไป นางรู้สึกราวกับถูกทอดทิ้ง และความรู้สึกผิดก็เข้ามาเกาะกุมจิตใจ นางคิดว่าอาจจะเป็นเพราะนางไปทำอะไรผิดพลาด หรืออาจจะเป็นเพราะคำซุบซิบของคนในวังที่ส่งผลกระทบต่อองค์จักรพรรดิจริงๆ นางได้แต่ก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไปด้วยหัวใจที่หม่นหมอง
ในขณะเดียวกัน สายตาอันจับจ้องของราชสำนักก็ไม่ได้ลดน้อยลงไปเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม กลับยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น เมื่อเห็นว่าองค์จักรพรรดิทรงรักษาระยะห่างจากบุปผา เหล่าขุนนางและพระสนมบางคนก็เริ่มรู้สึกว่านี่เป็นโอกาสอันดีที่จะกำจัดหญิงสาวสามัญชนผู้นี้ออกไปจากพระราชวังอย่างถาวร
เสนาบดีใหญ่หลี่ได้ร่วมมือกับพระมเหสีจันทร์ฉายวางแผนที่จะกำจัดบุปผา พวกเขาเห็นว่าการปล่อยให้หญิงสามัญชนผู้นี้อยู่ในวังต่อไป เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของราชวงศ์และอาจนำมาซึ่งความอื้อฉาวได้
"นางบุปผานั่นสมควรถูกขับออกจากวัง" พระมเหสีจันทร์ฉายตรัสด้วยพระสุรเสียงอันเย็นชา "นางไม่มีคุณสมบัติใดๆ ที่จะอยู่ในสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้ได้"
"พะยะค่ะ ฝ่าบาท" เสนาบดีใหญ่หลี่รับคำ "หม่อมฉันมีแผนการที่จะทำให้นางต้องจากไปโดยไม่มีข้อครหา"
แผนการของพวกเขาเริ่มต้นขึ้นอย่างเงียบเชียบ วันหนึ่ง ภาพวาดดอกบัวที่บุปผากำลังบรรจงวาดอยู่บนผนัง ซึ่งเป็นส่วนที่ใกล้จะเสร็จสมบูรณ์ที่สุด กลับถูกรอยเปื้อนสีดำขนาดใหญ่บดบังความงดงามนั้นไปจนหมดสิ้น ราวกับถูกใครบางคนจงใจสาดสีใส่
บุปผาเดินเข้ามาในท้องพระโรงในเช้าวันนั้น และเมื่อเห็นภาพวาดของตนถูกทำลาย นางก็ถึงกับเข่าทรุดลงด้วยความตกใจและเสียใจ น้ำตาไหลอาบแก้มอย่างห้ามไม่อยู่ นางใช้เวลาและความพยายามอย่างมากในการสร้างสรรค์ภาพเหล่านั้น และนางก็รักภาพวาดของนางราวกับชีวิตของตนเอง
"นี่มันอะไรกัน!" เสียงของจิตรกรอาวุโสผู้หนึ่งร้องขึ้นด้วยความตกใจ "ใครบังอาจมาทำลายงานศิลปะของหลวงเช่นนี้!"
ข่าวการทำลายภาพวาดแพร่สะพัดไปทั่วท้องพระโรงอย่างรวดเร็ว บรรดาจิตรกรคนอื่นๆ ก็พากันตกใจและโกรธเคือง เพราะนี่ไม่ใช่แค่การทำลายงานศิลปะ แต่ยังเป็นการกระทำที่ไม่เคารพต่อพระราชประสงค์ขององค์จักรพรรดิ
ไม่นานนัก เสนาบดีใหญ่หลี่ก็ปรากฏตัวขึ้นในท้องพระโรง พร้อมด้วยเหล่าทหารองครักษ์และขันทีผู้ติดตามจำนวนหนึ่ง เขามองไปยังภาพวาดที่ถูกทำลายด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ก่อนจะหันมามองบุปผาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความตำหนิ
"นางบุปผา นี่เป็นฝีมือเจ้าใช่หรือไม่" เสนาบดีใหญ่หลี่ถามด้วยน้ำเสียงที่แข็งกระด้าง "เจ้าจงใจทำลายผลงานของตนเอง เพื่อเรียกร้องความสนใจจากองค์จักรพรรดิกระนั้นรึ"
บุปผาเงยหน้าขึ้นมองเสนาบดีใหญ่ด้วยความตกใจ "ไม่จริงเพคะ! หม่อมฉันไม่เคยคิดที่จะทำเช่นนั้น หม่อมฉันรักภาพวาดของหม่อมฉันยิ่งกว่าสิ่งใด"
"แล้วเจ้าจะอธิบายเรื่องนี้ได้อย่างไร" เสนาบดีใหญ่ถามกลับ "มีเพียงเจ้าเท่านั้นที่เข้าใกล้ภาพวาดนี้มากที่สุด และมีเพียงเจ้าเท่านั้นที่จะมีเหตุผลในการทำลายมัน"
"หม่อมฉันไม่มีเหตุผลที่จะทำเช่นนั้นเพคะ!" บุปผาทูลปฏิเสธเสียงแข็ง "ใครบางคนจงใจใส่ร้ายหม่อมฉันเพคะ"
แต่ไม่มีใครเชื่อคำพูดของนาง เหล่าจิตรกรคนอื่นๆ พากันมองนางด้วยสายตาที่คลางแคลงใจ บางคนก็เริ่มซุบซิบกันว่านางอาจจะทำจริงอย่างที่เสนาบดีใหญ่กล่าว เพราะนางเป็นเพียงสามัญชนที่ทะเยอทะยาน
"เอาตัวนางไปขังไว้ก่อน!" เสนาบดีใหญ่หลี่สั่งทหาร "จนกว่าจะมีการไต่สวนอย่างเป็นทางการ"
ทหารองครักษ์สองคนเข้ามาจับตัวบุปผา บุปผาพยายามขัดขืน แต่นางก็เป็นเพียงหญิงสาวตัวเล็กๆ มิอาจสู้แรงของทหารได้ นางรู้สึกสิ้นหวังและหวาดกลัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
"ได้โปรดเชื่อหม่อมฉันเถิดเพคะ หม่อมฉันบริสุทธิ์!" บุปผาร้องไห้ออกมาด้วยความเจ็บปวด
ในขณะที่บุปผากำลังถูกนำตัวออกไป เสียงฝีพระบาทอันหนักแน่นก็ดังขึ้น องค์จักรพรรดิอัคราเสด็จมาถึงท้องพระโรงด้วยพระพักตร์ที่เคร่งขรึมยิ่งนัก พระองค์ทรงรับรู้ข่าวการทำลายภาพวาดและข้อกล่าวหาที่มีต่อบุปผาแล้ว
"หยุดเดี๋ยวนี้!" องค์จักรพรรดิทรงตรัสด้วยพระสุรเสียงอันก้องกังวาน ทำให้ทุกคนในท้องพระโรงถึงกับหยุดนิ่ง
ทหารองครักษ์ปล่อยตัวบุปผา บุปผาหันมามององค์จักรพรรดิด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวังและความสิ้นหวังปะปนกัน
"เกิดอะไรขึ้นที่นี่ เสนาบดีใหญ่" องค์จักรพรรดิทรงตรัสถามด้วยน้ำเสียงอันเย็นชา
เสนาบดีใหญ่หลี่รีบถวายบังคม "กราบบังคมทูลฝ่าบาท นางบุปผาผู้นี้ได้จงใจทำลายภาพวาดฝาผนังในท้องพระโรงพะยะค่ะ หม่อมฉันเห็นว่านางสมควรได้รับการลงโทษอย่างหนัก"
องค์จักรพรรดิอัคราทรงทอดพระเนตรไปยังภาพวาดที่ถูกทำลาย ก่อนจะหันมามองบุปผาที่กำลังยืนตัวสั่นอยู่เบื้องหน้าพระองค์ สายพระเนตรของพระองค์แฝงไว้ด้วยความห่วงใยและความไม่เชื่อในข้อกล่าวหานั้น
"เจ้าทำเช่นนั้นจริงหรือ บุปผา" องค์จักรพรรดิทรงตรัสถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน แต่แฝงไว้ด้วยอำนาจ
"ไม่จริงเพคะ ฝ่าบาท หม่อมฉันบริสุทธิ์" บุปผาทูลตอบด้วยน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม "หม่อมฉันไม่เคยคิดที่จะทำลายภาพวาดของหม่อมฉันเลยเพคะ"
องค์จักรพรรดิอัคราทรงกวาดสายพระเนตรมองไปรอบๆ พระองค์ทรงสังเกตเห็นถึงร่องรอยของสีที่ถูกสาด และทรงรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง
"เสนาบดีใหญ่ เจ้ามีหลักฐานอันใดที่จะยืนยันว่านางบุปผาเป็นผู้กระทำผิด" องค์จักรพรรดิทรงตรัสถาม
"ทูลฝ่าบาท ไม่มีผู้ใดเห็นนางกระทำผิดด้วยตาตนเองพะยะค่ะ แต่จากพฤติกรรมของนางที่มักจะอยู่ใกล้ภาพวาดนี้มากที่สุด และไม่มีผู้ใดอื่นที่สามารถเข้าถึงภาพวาดนี้ได้ง่ายเท่ากับนาง จึงเป็นเหตุผลอันควรเชื่อว่านางเป็นผู้กระทำพะยะค่ะ" เสนาบดีใหญ่ทูลตอบด้วยความมั่นใจ
องค์จักรพรรดิอัคราทรงแย้มสรวลเย็นชา "เหตุผลอันควรเชื่อ มิใช่หลักฐานอันแน่ชัด เสนาบดีใหญ่ การตัดสินผู้อื่นโดยไร้หลักฐานเช่นนี้ มิใช่วิสัยของผู้ปกครอง" พระองค์ทรงตรัสต่อ "จงค้นหาพยานหลักฐานให้แน่ชัดเสียก่อน ก่อนที่จะกล่าวโทษผู้ใด"
เสนาบดีใหญ่หลี่ถึงกับหน้าซีดเผือด ไม่คิดว่าองค์จักรพรรดิจะทรงปกป้องบุปผาถึงเพียงนี้
"แต่ฝ่าบาท..." เสนาบดีใหญ่พยายามจะทูลค้าน
"ไม่มีแต่" องค์จักรพรรดิทรงตรัสด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น "ข้าจะทรงสอบสวนเรื่องนี้ด้วยพระองค์เอง และหากผู้ใดพบหลักฐานอันเป็นประโยชน์ จงนำมาแจ้งแก่ข้าโดยตรง"
องค์จักรพรรดิอัคราทรงก้าวเข้าไปใกล้บุปผามากขึ้น ทรงยกพระหัตถ์ขึ้นเช็ดน้ำตาให้นางอย่างแผ่วเบา ท่ามกลางสายตาอันตกตะลึงของทุกคนในท้องพระโรง การกระทำขององค์จักรพรรดิครั้งนี้ เป็นการแสดงออกถึงความห่วงใยและปกป้องบุปผาอย่างชัดเจน และเป็นการประกาศให้ทุกคนรู้ว่า พระองค์ทรงเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของนาง
"เจ้าไม่ต้องกลัว บุปผา" องค์จักรพรรดิทรงตรัสด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน "ข้าจะทรงปกป้องเจ้าเอง"
คำตรัสขององค์จักรพรรดิทำให้บุปผารู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นางรู้สึกราวกับว่ามีกำแพงที่แข็งแกร่งมาโอบล้อมนางไว้จากอันตรายทั้งปวง
หลังจากนั้น องค์จักรพรรดิอัคราทรงมีรับสั่งให้ขันทีหลงสืบสวนเรื่องนี้อย่างละเอียด และทรงให้ทหารองครักษ์คอยดูแลความปลอดภัยของบุปผาเป็นพิเศษ และทรงให้บุปผาพักผ่อนจากการทำงานไปก่อนจนกว่าเรื่องราวจะคลี่คลาย
เสนาบดีใหญ่หลี่และพระมเหสีจันทร์ฉายรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมากที่แผนการของพวกเขาไม่เป็นผล ซ้ำยังทำให้องค์จักรพรรดิทรงแสดงออกถึงความโปรดปรานบุปผาอย่างเปิดเผยมากขึ้นกว่าเดิมอีก แต่พวกเขาก็ยังไม่ยอมแพ้ และยังคงคิดหาหนทางที่จะกำจัดบุปผาต่อไป
สำหรับบุปผาแล้ว เหตุการณ์ในวันนี้เป็นบททดสอบที่โหดร้าย แต่ก็เป็นสิ่งที่ทำให้นางได้รู้ว่าองค์จักรพรรดิทรงเชื่อมั่นในตัวนาง และทรงพร้อมที่จะปกป้องนางจากอันตรายทั้งปวง ความรู้สึกรักที่เคยเป็นเพียงเมล็ดพันธุ์เล็กๆ ในใจของนาง ได้หยั่งรากลึกและเติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่งท่ามกลางพายุแห่งราชสำนัก นางเปรียบดั่งดอกบัวที่ผุดพ้นจากโคลนตม แม้จะถูกแปดเปื้อนและถูกทำร้าย แต่นางก็ยังคงความบริสุทธิ์และสง่างามไว้ได้เสมอ และความรักของนางที่มีต่อองค์จักรพรรดิก็ยิ่งเบ่งบานงดงามขึ้นท่ามกลางความยากลำบากเหล่านั้น
องค์จักรพรรดิอัคราทรงตระหนักดีว่าการกระทำของพระองค์ในวันนี้ จะนำมาซึ่งความไม่พอใจของเหล่าขุนนางและพระมเหสี แต่พระองค์ก็มิได้ทรงเสียพระทัยเลยแม้แต่น้อย เพราะพระองค์รู้ดีว่าการปกป้องบุปผาคือสิ่งที่ถูกต้อง และเป็นสิ่งที่พระทัยของพระองค์ปรารถนามากที่สุดในเวลานี้ และพระองค์ก็พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับอุปสรรคทั้งปวง เพื่อปกป้องดอกบัวงามดอกนี้ไว้ในอ้อมพระหัตถ์ของพระองค์

บุปผาเคียงบัลลังก์
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก