บุปผาเคียงบัลลังก์

ตอนที่ 5 — พบพาน ณ สวนหลวง

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

90 ตอน · 1,570 คำ

รัตติกาลล่วงเลย ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมทั่วอาณาบริเวณพระราชวังหลวง หลังจากที่แสงสีทองของอาทิตย์อัสดงลาลับขอบฟ้าไปแล้ว ความเยือกเย็นของราตรีกาลมิอาจทำให้องค์จักรพรรดิอัครเดชทรงบรรทมหลับได้สนิท พระทัยของพระองค์ยังคงวนเวียนอยู่กับความว่างเปล่าที่มิอาจเติมเต็มได้ แม้จะทรงครองบัลลังก์อันสูงส่ง มีอำนาจเหนือใต้หล้า แต่ความโดดเดี่ยวก็เป็นดังเงาตามติด ‌มิเคยห่างหายไปจากพระวรกาย

ในยามรุ่งอรุณ เมื่อดวงตะวันเริ่มทอแสงสีส้มนวลจับขอบฟ้า ท้องฟ้าฉาบด้วยสีชมพูอ่อน องค์จักรพรรดิอัครเดชทรงตื่นบรรทมแต่เช้าตรู่ ด้วยพระอัธยาศัยที่โปรดความสงบ พระองค์จึงทรงมีรับสั่งให้ขันทีหลี่ผู้รับใช้ใกล้ชิด เตรียมฉลองพระองค์ที่เรียบง่ายที่สุดสำหรับเสด็จประพาสส่วนพระองค์ในสวนหลวง สวนอันกว้างใหญ่ไพศาลแห่งนี้เป็นเพียงไม่กี่สถานที่ที่พระองค์จะทรงสามารถปลดปล่อยพระองค์จากภาระอันหนักอึ้งของราชกิจ ​และเป็นที่ที่พระองค์มักจะทรงพบกับความสงบภายในพระทัย

ขณะที่องค์จักรพรรดิเสด็จพระดำเนินไปตามทางเดินที่โรยกรวดละเอียด กลิ่นหอมอ่อนๆ ของบุปผานานาพรรณโชยมาปะทะพระนาสิก ดอกพุดซ้อนสีขาวบริสุทธิ์คลี่กลีบรับแสงอรุณ ดอกกุหลาบสีชมพูระเรื่อทอดกิ่งอ่อนไหว ยามเช้าเช่นนี้ สวนหลวงจึงงดงามราวกับภาพวาดที่เพิ่งถูกแต่งแต้มขึ้นมาใหม่ พระองค์ทรงหยุดยืนอยู่ข้างสระบัวขนาดใหญ่ ‍ที่ซึ่งดอกบัวสีชมพูและขาวกำลังชูช่อรับแสงแดดอ่อนๆ ละอองน้ำค้างยังคงเกาะพราวอยู่บนกลีบดอกไม้และใบหญ้า ทำให้ทุกสิ่งดูสดชื่นและมีชีวิตชีวา

พลัน สายพระเนตรขององค์จักรพรรดิก็สะดุดเข้ากับร่างเล็กๆ ของหญิงสาวผู้หนึ่ง นางกำลังนั่งคุกเข่าอยู่ริมแปลงดอกไม้เบื้องหน้าภาพเขียนขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่บนขาตั้งไม้เก่าๆ แสงอรุณสาดส่องลงกระทบเส้นผมสีดำขลับของนางที่มัดรวบไว้อย่างเรียบง่าย เผยให้เห็นต้นคอระหง ‌นางสวมเสื้อผ้าชุดพื้นๆ สีน้ำตาลอ่อนที่ดูสะอาดสะอ้าน มือน้อยๆ ของนางกำลังบรรจงใช้พู่กันแต้มสีลงบนผืนผ้าใบอย่างประณีตและเปี่ยมด้วยสมาธิ ราวกับว่าโลกทั้งใบของนางหยุดนิ่งอยู่ตรงหน้าภาพวาดนั้น

องค์จักรพรรดิทรงสังเกตเห็นว่าภาพที่นางกำลังวาดอยู่นั้นคือทิวทัศน์ของสวนหลวงในยามรุ่งอรุณที่พระองค์กำลังทอดพระเนตรอยู่ ภาพนั้นสะท้อนความงดงามของธรรมชาติได้อย่างน่าอัศจรรย์ แสงเงาที่ตกกระทบใบไม้แต่ละใบ ดอกไม้แต่ละดอก ‍ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างมีชีวิตชีวา สีสันที่นางใช้ดูอ่อนโยนและนุ่มนวล แต่ในขณะเดียวกันก็เปี่ยมด้วยพลัง ความสามารถในการมองเห็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ และถ่ายทอดมันออกมาบนผืนผ้าใบได้อย่างหมดจดเช่นนี้ ทำให้องค์จักรพรรดิทรงรู้สึกทึ่งอย่างยิ่ง พระองค์ทรงรู้สึกได้ถึงความบริสุทธิ์และความจริงใจที่แผ่ออกมาจากภาพวาดนั้น ​และจากตัวของหญิงสาวผู้นั้นเอง

องค์จักรพรรดิทรงยืนนิ่งอยู่พักหนึ่ง ทอดพระเนตรการทำงานของนางอย่างเงียบงัน ไม่ต้องการรบกวนสมาธิอันลึกซึ้งนั้น นางดูราวกับเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติรอบตัว ไม่ใช่หญิงสาวจากโลกภายนอกที่เข้ามาสร้างสรรค์งานศิลปะ แต่เป็นจิตวิญญาณแห่งศิลปะที่จุติลงมาในร่างของมนุษย์ เสียงของพู่กันที่ขูดลงบนผืนผ้าใบเป็นจังหวะเบาๆ คือเสียงเดียวที่ดังขึ้นในความเงียบสงัดของยามเช้า

เมื่อนางเงยหน้าขึ้นจากภาพวาดเพื่อจุ่มพู่กันลงในจานสี ​องค์จักรพรรดิก็ทรงเห็นใบหน้าของนางอย่างชัดเจน ใบหน้ารูปไข่ นัยน์ตาคู่โตสีน้ำตาลเข้มที่ดูบริสุทธิ์และเปี่ยมด้วยประกายแห่งความฝัน จมูกโด่งรั้น และริมฝีปากอิ่มสีชมพูระเรื่อ ยามที่นางขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความตั้งใจ ดวงตาของนางก็ฉายแววแห่งความมุ่งมั่นและหลงใหลในสิ่งที่กำลังทำ หญิงสาวผู้นี้มิได้มีรูปโฉมงดงามพิลาสพิไลดุจนางในวัง ​หรือหญิงงามชั้นสูงที่พระองค์เคยพบพาน แต่กลับมีเสน่ห์ดึงดูดใจอย่างประหลาด ความงามของนางคือความงามที่มาจากภายใน ความงามที่มิได้ปรุงแต่ง ความงามที่มาจากจิตใจที่บริสุทธิ์และรักในศิลปะอย่างแท้จริง

องค์จักรพรรดิทรงรู้ในทันทีว่าหญิงสาวผู้นี้คือบุษบา ช่างเขียนภาพจากตระกูลสามัญชนที่ได้รับพระราชทานโอกาสให้เข้ามาทำงานในวังหลวงภายใต้การดูแลของอาจารย์ช่างหลวงมังกร ผู้ซึ่งเคยทูลเล่าถึงพรสวรรค์อันล้นเหลือของนางให้พระองค์ทรงฟังเมื่อไม่นานมานี้ พระองค์ทรงนึกไม่ถึงว่าจะได้มาพบพานนางในสถานการณ์เช่นนี้ และทรงไม่คิดว่าพรสวรรค์ที่อาจารย์ช่างหลวงมังกรกล่าวถึงนั้น จะเป็นของจริงและน่าทึ่งได้ถึงเพียงนี้

บุษบาเองก็รู้สึกได้ถึงสายตาที่จับจ้องมา นางจึงค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมอง เมื่อเห็นองค์จักรพรรดิประทับยืนอยู่เบื้องหลัง นางก็ตกใจจนตัวแข็งทื่อ พู่กันในมือแทบจะหลุดจากมือ นางรีบลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว ก้มศีรษะลงต่ำทันทีด้วยความเคารพยำเกรง ใบหน้าของนางซีดเผือดด้วยความประหม่าและความกลัว นางไม่เคยคาดคิดว่าจะได้เผชิญหน้ากับองค์จักรพรรดิอย่างใกล้ชิดเช่นนี้มาก่อน

"ถวายบังคมเพคะฝ่าบาท หม่อมฉันบุษบาขออภัยเพคะ ที่มิได้สังเกตเห็นการเสด็จมาของฝ่าบาท" เสียงของนางแผ่วเบา สั่นเครือด้วยความตื่นตระหนก

องค์จักรพรรดิอัครเดชทรงแย้มพระสรวลอย่างอ่อนโยน พระองค์ทรงก้าวเข้าไปใกล้อีกสองสามก้าว ทอดพระเนตรภาพวาดที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ตรงหน้าบุษบาอีกครั้ง "ไม่ต้องตกใจไปหรอกบุษบา เราเพียงผ่านมาเห็นเจ้าทำงานเท่านั้น"

พระสุรเสียงขององค์จักรพรรดิช่างอ่อนโยนและอบอุ่นเกินกว่าที่บุษบาจะเคยจินตนาการไว้ นางค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองพระพักตร์ขององค์จักรพรรดิอย่างกล้าๆ กลัวๆ และได้พบกับดวงพระเนตรที่ฉายแววแห่งความเมตตาและสนใจ มิใช่ความโกรธกริ้วหรือความไม่พอใจอย่างที่นางเคยได้ยินมาเกี่ยวกับพระองค์ องค์จักรพรรดิผู้ทรงอำนาจและน่าเกรงขามในสายตาของปุถุชนทั่วไป กลับมีพระพักตร์ที่ดูสงบและพระเนตรที่เปี่ยมด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ยากจะอธิบาย

"ภาพวาดของเจ้า...งดงามยิ่งนัก" องค์จักรพรรดิทรงตรัสชมเชยด้วยพระทัยจริง "เจ้าสามารถถ่ายทอดความงามของธรรมชาติได้อย่างมีชีวิตชีวา ราวกับว่าสายลมที่พัดผ่านใบไม้ เสียงน้ำในสระบัว และกลิ่นหอมของดอกไม้ ล้วนถูกจับจองไว้บนผืนผ้าใบนี้"

คำชมเชยจากองค์จักรพรรดิทำให้บุษบารู้สึกประหลาดใจและหัวใจพองโตอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นางไม่เคยได้รับคำชมเชยจากผู้ใดที่สูงศักดิ์ถึงเพียงนี้มาก่อน ใบหน้าของนางเริ่มมีสีเลือดฝาดขึ้นมาเล็กน้อยด้วยความเขินอายปนปลื้มปีติ

"ขอบพระทัยเพคะฝ่าบาท หม่อมฉันเป็นเพียงช่างเขียนภาพตัวเล็กๆ ความสามารถของหม่อมฉันยังห่างไกลนักเมื่อเทียบกับท่านอาจารย์ช่างหลวงมังกร" นางกล่าวด้วยความถ่อมตน

"ความถ่อมตนเป็นสิ่งดี แต่พรสวรรค์ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง" องค์จักรพรรดิทรงยื่นพระหัตถ์ออกไปชี้ไปยังภาพวาด "ดูแสงเงาที่เจ้าใช้สิ...มันราวกับมีชีวิตจริงๆ ไม่ใช่แค่การลอกเลียนแบบ แต่เป็นการสร้างสรรค์จากจิตวิญญาณของเจ้า"

บุษบาไม่รู้จะตอบอย่างไรดี นางได้แต่ก้มหน้าลงเล็กน้อย ปล่อยให้ความรู้สึกหลากหลายเข้าปะปนในใจ ความตื่นเต้น ความเขินอาย และความรู้สึกอบอุ่นแปลกๆ ที่แผ่ซ่านเข้ามาในหัวใจ

"เจ้ามาทำงานที่นี่ทุกวันเลยหรือ" องค์จักรพรรดิทรงถามต่อ น้ำเสียงของพระองค์ยังคงอ่อนโยนและเป็นกันเอง

"ไม่เพคะฝ่าบาท หม่อมฉันจะเข้ามาในวังหลวงก็ต่อเมื่อท่านอาจารย์ช่างหลวงมังกรมีงานให้ทำ หรือบางครั้งก็เข้ามาฝึกฝนฝีมือตามที่ท่านอาจารย์แนะนำเพคะ" บุษบาทูลตอบด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงขึ้นเล็กน้อย

"เช่นนั้นหรือ" องค์จักรพรรดิทรงพยักพระพักตร์ช้าๆ "หากมีโอกาส เราอยากเห็นภาพวาดอื่นๆ ของเจ้าอีก"

คำตรัสนี้ราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางใจของบุษบา นางไม่เคยคิดฝันว่าจะมีโอกาสได้แสดงผลงานต่อหน้าองค์จักรพรรดิโดยตรงเช่นนี้ ความรู้สึกภาคภูมิใจถาโถมเข้ามา แต่นางก็ยังคงรักษาความสำรวมไว้

"เป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้เพคะฝ่าบาท หม่อมฉันยินดีจะแสดงผลงานให้ทอดพระเนตรหากมีโอกาส"

องค์จักรพรรดิทรงพยักพระพักตร์อีกครั้ง ก่อนจะหันพระวรกายกลับ "เจ้าทำงานของเจ้าต่อไปเถิด ไม่ต้องกังวลถึงเรา"

เมื่อองค์จักรพรรดิเสด็จพระดำเนินจากไปแล้ว บุษบายังคงยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น หัวใจของนางเต้นระรัวราวกับจะหลุดออกมาจากอก ภาพพระพักตร์ขององค์จักรพรรดิ คำตรัสชื่นชม และแววพระเนตรอันอ่อนโยนยังคงติดตรึงอยู่ในความทรงจำของนาง นางไม่เคยคิดว่าการพบพานกับองค์จักรพรรดิจะมิใช่เรื่องน่าหวาดกลัวอย่างที่ร่ำลือกัน แต่มันกลับเป็นประสบการณ์ที่ทำให้หัวใจของนางอบอุ่นอย่างประหลาด

นางกลับไปนั่งลงหน้าภาพวาดอีกครั้ง พู่กันในมือยังคงสั่นเล็กน้อย แต่นัยน์ตาของนางกลับฉายแววแห่งแรงบันดาลใจที่พลุ่งพล่าน นางเริ่มแต้มสีลงบนผืนผ้าใบอีกครั้ง คราวนี้ด้วยความรู้สึกที่แตกต่างออกไป ภาพวาดที่เคยเป็นเพียงทิวทัศน์ธรรมชาติ บัดนี้ราวกับมีบางสิ่งบางอย่างที่เพิ่มเข้ามาในภาพนั้น สิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่รับรู้ได้ด้วยหัวใจ สิ่งนั้นคือความหวัง ความปรารถนา และความรู้สึกที่เพิ่งก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงันในจิตใจของหญิงสาวสามัญชนผู้นี้

บุษบาใช้เวลาอีกหลายชั่วยามในการทำงาน จวบจนกระทั่งดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยสูงขึ้นจนแสงแดดเริ่มแรงกล้าขึ้น นางจึงตัดสินใจหยุดพัก การได้พบพานกับองค์จักรพรรดิในยามเช้าตรู่ทำให้จิตใจของนางปั่นป่วนและตื่นเต้นไปตลอดทั้งวัน นางเก็บอุปกรณ์เขียนภาพอย่างระมัดระวัง พลางคิดถึงคำตรัสขององค์จักรพรรดิ "หากมีโอกาส เราอยากเห็นภาพวาดอื่นๆ ของเจ้าอีก" คำตรัสนี้เป็นดั่งเมล็ดพันธุ์แห่งความหวังที่เพิ่งถูกหว่านลงในใจของนาง

นางเดินกลับออกมาจากสวนหลวงด้วยความรู้สึกที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง โลกใบเดิมที่เคยดูเรียบง่าย บัดนี้กลับมีสีสันและความลึกลับบางอย่างเพิ่มเข้ามา นางมิอาจรู้ได้ว่าการพบพานโดยบังเอิญในวันนี้จะนำพาสิ่งใดมาสู่ชีวิตของนาง แต่ที่แน่ๆ คือหัวใจของบุษบา ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว

ในขณะเดียวกัน องค์จักรพรรดิอัครเดชก็ทรงกลับมายังตำหนักส่วนพระองค์ พระองค์ทรงนั่งลงบนพระเก้าอี้ไม้แกะสลักอย่างประณีต สายพระเนตรทอดมองออกไปยังสวนหลวงที่เพิ่งเสด็จจากมา ภาพของหญิงสาวผู้กำลังวาดภาพอย่างตั้งอกตั้งใจยังคงวนเวียนอยู่ในพระเนตรของพระองค์ ความบริสุทธิ์ของนาง ความหลงใหลในศิลปะ และความสามารถอันน่าทึ่ง ได้จุดประกายความรู้สึกบางอย่างในพระทัยที่มิเคยมีผู้ใดทำได้มาก่อน

ตลอดเวลาที่ผ่านมา พระองค์ทรงแบกรับภาระอันหนักอึ้งของราชกิจ ต้องเผชิญหน้ากับเหล่าขุนนางผู้ใหญ่ที่เต็มไปด้วยเล่ห์กลเพทุบาย และความคาดหวังจากพระราชวงศ์ การใช้ชีวิตอยู่ในกรอบของกฎเกณฑ์อันเคร่งครัดทำให้พระองค์รู้สึกราวกับถูกจองจำในกรงทอง แต่หญิงสาวผู้นั้น ผู้ซึ่งเป็นเพียงสามัญชน กลับมีจิตวิญญาณที่อิสระและงดงามราวกับดอกไม้ป่าที่ผลิบานตามธรรมชาติ

องค์จักรพรรดิทรงรู้สึกถึงความสนใจที่ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ ในพระทัย มิใช่ความสนใจในฐานะช่างเขียนภาพฝีมือดีเพียงอย่างเดียว แต่เป็นความสนใจในตัวตนของนาง ความสงบงามที่แฝงอยู่ในบุคลิกที่อ่อนโยน ความมุ่งมั่นในดวงตา และความบริสุทธิ์ที่แผ่ออกมาจากการกระทำทุกอย่างของนาง

หัวหน้าขันทีหลี่ผู้ซึ่งติดตามองค์จักรพรรดิมาตลอดตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงในพระทัยขององค์จักรพรรดิได้ไม่ยาก พระพักตร์ของพระองค์ดูผ่อนคลายขึ้น และแววพระเนตรก็ฉายประกายบางอย่างที่มิใช่ความโดดเดี่ยวหรือความเบื่อหน่ายอย่างที่เคยเป็นมา

"ฝ่าบาททรงพอพระทัยกับภาพวาดของช่างเขียนผู้นั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ" ขันทีหลี่เอ่ยถามเบาๆ ด้วยความเคารพ

องค์จักรพรรดิทรงพยักพระพักตร์ช้าๆ "นางมีพรสวรรค์อย่างแท้จริงหลี่เอ๋อร์ และที่สำคัญกว่านั้น...นางมีจิตใจที่บริสุทธิ์"

คำว่า "จิตใจที่บริสุทธิ์" นั้น องค์จักรพรรดิทรงเน้นย้ำเป็นพิเศษในพระทัย เพราะในโลกของราชสำนักที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยานและเล่ห์กลเพทุบาย การได้พบเจอผู้ที่มีจิตใจบริสุทธิ์เช่นบุษบา นับเป็นสิ่งล้ำค่าที่หาได้ยากยิ่งนัก

องค์จักรพรรดิทรงตัดสินพระทัยบางอย่างในพระทัย พระองค์ทรงปรารถนาที่จะทำความรู้จักกับบุษบาให้มากยิ่งขึ้น ไม่ใช่ในฐานะองค์จักรพรรดิผู้สูงศักดิ์กับสามัญชน แต่ในฐานะมนุษย์สองคนที่ต่างก็มีความหลงใหลในความงดงามของศิลปะและธรรมชาติเหมือนกัน พระองค์ทรงอยากจะเห็นว่าเส้นพู่กันของบุษบาจะสามารถร่ายมนตร์แห่งสีสันและความรู้สึกได้อย่างไรอีกบ้าง

ความรู้สึกอันบริสุทธิ์นี้ได้เริ่มก่อตัวขึ้นแล้วท่ามกลางกำแพงสูงใหญ่และกฎเกณฑ์อันเคร่งครัดของพระราชวังหลวง และองค์จักรพรรดิทรงรู้ดีว่าหนทางข้างหน้าอาจมิได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่ในห้วงลึกของพระทัย พระองค์ทรงรู้สึกถึงความหวังเล็กๆ ที่เพิ่งผลิบาน ราวกับดอกไม้ที่กำลังจะเบ่งบานเคียงข้างบัลลังก์อันโดดเดี่ยวของพระองค์

ในค่ำคืนนั้น องค์จักรพรรดิอัครเดชทรงบรรทมหลับอย่างสนิทกว่าทุกคืนที่ผ่านมา พระองค์ทรงฝันถึงภาพวาดของบุษบา ภาพของดอกไม้นานาพรรณที่เบ่งบานภายใต้แสงจันทร์ และในความฝันนั้น พระองค์ทรงเห็นบุษบายืนอยู่ท่ามกลางดอกไม้เหล่านั้น รอยยิ้มของนางงดงามและบริสุทธิ์ราวกับแสงดาวที่ส่องประกายในความมืดมิด

นี่คือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวที่ไม่ธรรมดา เรื่องราวของหัวใจสองดวงที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่กลับถูกดึงดูดเข้าหากันด้วยพลังแห่งศิลปะและความบริสุทธิ์ ความรักที่กำลังจะผลิบานท่ามกลางสายตาจับจ้องของราชสำนัก และบทพิสูจน์ที่กำลังจะตามมาว่าความรักแท้สามารถงดงามได้แม้จะแตกต่างชนชั้นกันอย่างสิ้นเชิง

บุษบา ผู้ซึ่งเป็นเพียงดอกไม้ป่าดอกเล็กๆ กำลังจะถูกโชคชะตานำพาให้เข้ามาใกล้กับบัลลังก์อันสูงส่ง และองค์จักรพรรดิผู้ทรงโดดเดี่ยว ก็กำลังจะได้พบกับแสงสว่างที่จะเข้ามาเติมเต็มหัวใจของพระองค์ให้เต็มเปี่ยมอีกครั้งหนึ่ง.

หน้านิยาย
หน้านิยาย
บุปผาเคียงบัลลังก์

บุปผาเคียงบัลลังก์

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!