โดย : มนต์ตรา ประกาศิต
90 ตอน · 1,277 คำ
ท่ามกลางกำแพงศิลาสูงตระหง่านและหลังคาสีทองอร่ามของพระราชวังอัครา บุรุษผู้สูงศักดิ์ที่สุดในแผ่นดินนามว่าองค์จักรพรรดิอัครา ทรงประทับอยู่บนบัลลังก์แห่งอำนาจ ทว่าภายใต้ฉลองพระองค์อันวิจิตรและพระพักตร์ที่สงบนิ่งนั้น กลับแฝงไว้ซึ่งความโดดเดี่ยวอ้างว้างที่มิอาจมีผู้ใดเข้าใจ พระองค์ทรงแบกรับภาระแห่งแผ่นดิน พสกนิกรนับล้านชีวิต และกฎเกณฑ์อันเคร่งครัดที่พันธนาการพระองค์ไว้ในกรงทองแห่งนี้ ทุกวันเวลาหมุนเวียนไปพร้อมกับพิธีการที่ซ้ำซาก การประชุมกับเหล่าเสนาบดีที่เต็มไปด้วยเล่ห์กล และความคาดหวังจากราชสำนักที่มิเคยจบสิ้น
สายลมยามบ่ายพัดโชยนำพาความร้อนระอุเข้ามาในท้องพระโรงอันกว้างขวาง องค์จักรพรรดิทรงเอนกายพิงพนักบัลลังก์ทองคำ สายพระเนตรทอดมองออกไปยังผืนฟ้าเบื้องนอกที่ถูกบดบังด้วยหมู่เมฆดำทะมึน ซึ่งดูราวจะสะท้อนความรู้สึกภายในพระทัยได้เป็นอย่างดี ท่านขันทีหลง หัวหน้าขันทีคนสนิทที่รับใช้พระองค์มาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ สังเกตเห็นแววพระเนตรที่เหม่อลอยนั้น จึงถวายรายงานด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ทูลฝ่าบาท ใกล้ถึงกำหนดวันเฉลิมพระชนมพรรษาของไทเฮาแล้วพ่ะย่ะค่ะ ทางสำนักช่างหลวงได้นำเสนอภาพวาดและเครื่องประดับสำหรับถวายเป็นของขวัญแด่พระองค์ท่านพ่ะย่ะค่ะ”
องค์จักรพรรดิทรงพยักพักตร์เบาๆ พลางตรัสด้วยน้ำเสียงที่เนือยๆ “นำมาให้เราพิจารณาเถิด”
ไม่นานนัก เหล่าขันทีก็ทยอยนำภาพวาดม้วนแล้วม้วนเล่ามาจัดวางเรียงรายเบื้องหน้าพระองค์ ภาพส่วนใหญ่ล้วนเป็นทิวทัศน์อันงดงาม ดอกไม้นานาพันธุ์ หรือภาพเทพเซียนตามคติความเชื่ออันเป็นที่นิยมในหมู่ชนชั้นสูง ฝีแปรงประณีต งดงามตามแบบแผน หากแต่ไร้ซึ่งชีวิตชีวา ราวกับถูกสร้างขึ้นตามตำราที่เคร่งครัด ไร้ซึ่งจิตวิญญาณแห่งศิลปิน องค์จักรพรรดิทรงทอดพระเนตรแต่ละภาพอย่างรวดเร็ว ด้วยทรงคุ้นชินกับภาพเขียนในลักษณะนี้มาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ กระทั่งเมื่อม้วนกระดาษภาพเขียนม้วนสุดท้ายถูกคลี่ออก...
ภาพนั้นหาใช่ภาพดอกไม้อันงดงามตระการตา หรือทิวทัศน์ภูเขาสูงเสียดฟ้าอย่างที่เคยพบเห็น แต่เป็นภาพของ "กล้วยไม้ป่า" ช่อหนึ่ง ที่กำลังเบ่งบานอยู่ท่ามกลางซอกหินผาอันแห้งแล้ง ดอกสีม่วงอ่อนแซมขาวเล็กๆ แย้มกลีบออกรับแสงตะวันยามอัสดง เส้นสายของกล้วยไม้ถูกวาดด้วยฝีแปรงที่พลิ้วไหวแต่หนักแน่น สีสันดูเรียบง่าย หากแต่กลับเต็มไปด้วยมิติและความรู้สึกที่ลึกซึ้ง แสงเงาที่ตกกระทบบนกลีบดอกไม้และใบหญ้าแห้งเหี่ยวรอบข้างนั้นดูสมจริงราวกับมีชีวิต ราวกับว่าเพียงเอื้อมมือไปสัมผัส ก็จะรู้สึกถึงความเปราะบางและแข็งแกร่งที่ซ่อนอยู่ในดอกไม้ดอกนั้นได้
องค์จักรพรรดิทรงชะงัก สายพระเนตรจับจ้องอยู่ที่ภาพนั้นเนิ่นนาน ราวกับถูกมนต์สะกด ความรู้สึกบางอย่างที่ไม่เคยพบเจอมาก่อนเอ่อท้นขึ้นในพระทัย ความโดดเดี่ยวของดอกกล้วยไม้ที่ต้องยืนหยัดท่ามกลางความแห้งแล้งนั้น ช่างคล้ายคลึงกับความรู้สึกที่พระองค์ทรงเผชิญอยู่ แต่ทว่าในความโดดเดี่ยวนั้น กลับแฝงไว้ซึ่งความงามสง่าและความหวังอันเปี่ยมล้น
“ภาพนี้... ฝีมือผู้ใดกัน?” องค์จักรพรรดิทรงตรัสถามด้วยน้ำเสียงที่แฝงความสนพระทัยอย่างชัดเจน
ท่านขันทีหลงรีบกราบทูล “เป็นฝีมือของหญิงสาวสามัญชนนามว่า พุดแก้ว พ่ะย่ะค่ะ นางเป็นบุตรสาวของช่างเขียนภาพคนหนึ่งในหมู่บ้านช่างศิลป์นอกกำแพงวัง นางเพิ่งจะส่งผลงานนี้เข้าประกวดกับสำนักช่างหลวงเป็นครั้งแรกพ่ะย่ะค่ะ”
"พุดแก้ว..." พระนามนั้นฟังดูเรียบง่าย หากแต่กลับก้องกังวานอยู่ในพระทัยขององค์จักรพรรดิ “นำภาพนี้ไปตั้งไว้ในตำหนักของเรา... และให้เรียกตัวนางพุดแก้วผู้นี้เข้าเฝ้าเราในวันพรุ่งนี้”
คำรับสั่งขององค์จักรพรรดิสร้างความประหลาดใจแก่ท่านขันทีหลงเป็นอย่างมาก เพราะไม่บ่อยนักที่พระองค์จะทรงสนพระทัยในงานศิลปะใดๆ ถึงเพียงนี้ และการเรียกตัวสามัญชนเข้าเฝ้าโดยตรงนั้นยิ่งเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่ท่านขันทีหลงก็มิได้ทัดทาน เพียงก้มลงกราบรับคำสั่งด้วยความนอบน้อม
อีกด้านหนึ่ง ณ หมู่บ้านช่างศิลป์อันเงียบสงบ พุดแก้ว หญิงสาวร่างบอบบางในชุดผ้าฝ้ายเรียบง่าย กำลังนั่งบรรจงระบายสีบนผืนผ้าที่ยังไม่เสร็จดี แสงตะวันยามเย็นสาดส่องผ่านหน้าต่างไม้ไผ่กระทบใบหน้าเนียนละเอียดของนาง ทำให้เห็นรอยเปื้อนสีจางๆ บนแก้มและปลายนิ้ว นัยน์ตาของนางจดจ่ออยู่กับปลายพู่กันที่กำลังแต่งแต้มชีวิตลงบนผืนผ้า ผกา เพื่อนสนิทและน้องสาวบุญธรรมของนาง เดินเข้ามาพร้อมถ้วยน้ำชาอุ่นๆ “พุดแก้วเจ้าคะ พักบ้างเถิดเจ้าค่ะ มืดค่ำแล้ว”
พุดแก้วเงยหน้าขึ้นจากงานที่ทำ รอยยิ้มบางๆ ปรากฏบนริมฝีปาก “อีกนิดเดียวผกา พี่ก็จะเติมชีวิตให้กล้วยไม้ช่อนี้ได้สำเร็จแล้ว”
“ชีวิตของกล้วยไม้? พี่พุดแก้วชอบวาดอะไรที่แปลกๆ อยู่เสมอเลยนะคะ” ผกากล่าวพร้อมหัวเราะเบาๆ “ชาวบ้านส่วนใหญ่ชอบภาพเทพเซียนหรือดอกโบตั๋นสวยๆ มากกว่า”
“ก็เพราะชีวิตจริงมันไม่ได้สวยงามเหมือนเทพเซียน หรือเบ่งบานอวดใครได้เหมือนโบตั๋นหรอกผกา” พุดแก้วทอดถอนใจ “ชีวิตของคนเราก็เหมือนกล้วยไม้ป่า ที่ต้องยืนหยัดบนความลำบาก แต่ก็ยังคงความงดงามในแบบของตัวเอง”
ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูที่หนักแน่นก็ดังขึ้น ทำให้ทั้งสองสาวสะดุ้งตกใจ ไม่บ่อยนักที่จะมีแขกมาเยือนยามวิกาล บิดาของพุดแก้ว ช่างเขียนภาพอาวุโสผู้เปี่ยมประสบการณ์ แต่ชีวิตกลับไม่ได้รุ่งเรืองนัก เดินไปเปิดประตู เพียงไม่นาน ก็กลับมาด้วยสีหน้าตื่นตระหนกปนยินดี “พุดแก้ว! เจ้า...เจ้าถูกเรียกตัวเข้าเฝ้าองค์จักรพรรดิ!”
คำพูดนั้นทำให้พุดแก้วถึงกับทำพู่กันหลุดมือ หัวใจของนางเต้นระรัวด้วยความหวาดหวั่นพรั่นพรึง การเข้าเฝ้าองค์จักรพรรดิสำหรับสามัญชนเช่นนางนั้น ช่างเป็นเรื่องเหนือความคาดหมายและน่าเกรงขามยิ่งนัก “ท่านพ่อ... ท่านว่าอะไรนะเจ้าคะ?”
บิดาของนางเล่าเรื่องราวให้ฟังด้วยน้ำเสียงที่ยังคงสั่นเครือ “เมื่อครู่มีทหารหลวงมาแจ้งว่า องค์จักรพรรดิทรงพอพระทัยในภาพวาดกล้วยไม้ป่าของเจ้าเป็นอย่างยิ่ง และมีรับสั่งให้เจ้าเข้าเฝ้าในวันพรุ่งนี้เช้า... นี่เป็นเกียรติสูงสุดในชีวิตของพวกเราเลยนะพุดแก้ว! แต่ก็... ก็เป็นเรื่องใหญ่มาก”
ความรู้สึกหลากหลายถาโถมเข้าใส่นาง ทั้งความภาคภูมิใจที่ผลงานของตนเองได้รับเกียรติถึงเพียงนี้ ความดีใจที่จะได้เห็นพระพักตร์ขององค์จักรพรรดิผู้ปกครองแผ่นดิน แต่เหนือสิ่งอื่นใด คือความตื่นเต้นและหวาดกลัวต่อสิ่งที่ไม่รู้จัก ความสูงส่งของราชสำนักนั้นช่างห่างไกลจากชีวิตเรียบง่ายของนางราวกับฟ้ากับเหว นางจะเป็นอย่างไร จะต้องทำอะไรบ้างในสถานที่ที่เต็มไปด้วยกฎเกณฑ์อันเคร่งครัดนั้น?
คืนนั้น พุดแก้วแทบมิได้ข่มตาหลับ ภาพของพระราชวังอันโอ่อ่าที่เคยเห็นแต่เพียงในจินตนาการ หรือจากคำบอกเล่าของชาวบ้านผู้โชคดีที่เคยได้ผ่านเข้าไปในเขตชั้นนอก ผุดขึ้นมาในความคิดอย่างไม่ขาดสาย นางจินตนาการถึงองค์จักรพรรดิผู้ทรงอำนาจและน่าเกรงขาม จะทรงมีพระพักตร์เช่นไร จะทรงตรัสอะไรกับนาง หญิงสาวได้แต่ภาวนาให้พรุ่งนี้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ขอเพียงไม่ทำให้วงศ์ตระกูลต้องเสื่อมเสียก็พอ
ยามรุ่งอรุณของวันใหม่ พุดแก้วถูกจัดเตรียมให้สวมใส่ชุดผ้าไหมเนื้อดีสีเรียบๆ ที่บิดาไปหยิบยืมมาจากญาติผู้มีฐานะดีกว่าเล็กน้อย ใบหน้าซีดเซียวของนางถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางบางเบา ผกาคอยจัดผมให้นางอย่างเบามือ พร้อมกับปลอบประโลมด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ไม่ต้องกลัวนะเจ้าคะพี่พุดแก้ว องค์จักรพรรดิคงจะทรงเมตตาเจ้าค่ะ”
“พี่ก็หวังว่าจะเป็นเช่นนั้นผกา” พุดแก้วตอบด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ
เมื่อได้เวลา เหล่าทหารหลวงที่มารอรับก็พาพุดแก้วและบิดาออกจากหมู่บ้าน มุ่งหน้าสู่ประตูพระราชวังที่สูงใหญ่โอ่อ่า กำแพงวังสีขาวสะอาดตาดูสูงเสียดฟ้า ราวกับจะปิดกั้นโลกภายนอกทั้งหมดไว้เบื้องหลัง เสียงเกือกม้ากระทบพื้นถนนหินดังเป็นจังหวะ หัวใจของพุดแก้วเต้นระรัวแรงขึ้นทุกขณะที่รถม้าเคลื่อนที่เข้าไปใกล้ประตูสีแดงสดที่ประดับประดาด้วยลวดลายมังกรทอง
เมื่อประตูวังเปิดออก ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าทำให้นางถึงกับกลั้นหายใจ พระราชวังภายในยิ่งใหญ่ตระการตากว่าที่นางเคยจินตนาการไว้มากนัก สวนหย่อมที่ถูกจัดแต่งอย่างประณีต อาคารตำหนักต่างๆ ที่สร้างจากไม้เนื้อแข็งแกะสลักอย่างวิจิตรบรรจง หลังคามุงกระเบื้องเคลือบสีทองสะท้อนแสงตะวันระยิบระยับ ทางเดินที่ปูด้วยหินอ่อนขัดมันวาว สลับกับบ่อบัวที่ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ อบอวลไปทั่วบริเวณ ทุกย่างก้าวที่เดินเข้าไปในเขตพระราชฐานชั้นในนั้นราวกับกำลังก้าวเข้าสู่โลกอีกใบหนึ่ง โลกที่เต็มไปด้วยความงามอันพิสุทธิ์ ทว่าก็แฝงไว้ซึ่งความลึกลับและน่าเกรงขาม
เหล่าขันทีและนางกำนัลในชุดสีสันสดใสเดินสวนทางไปมาอย่างมีระเบียบวินัย ไม่มีเสียงพูดคุยที่ดังเกินไป ไม่มีท่าทีรีบร้อน พุดแก้วรู้สึกราวกับเป็นเพียงมดตัวเล็กๆ ที่กำลังเดินอยู่ท่ามกลางมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ นางพยายามก้าวเดินตามทหารหลวงไปอย่างเงียบเชียบ สายตากวาดมองไปรอบกายด้วยความตื่นตะลึงปนหวาดหวั่น ทุกสิ่งล้วนดูแปลกตาและยิ่งใหญ่เกินกว่าที่สามัญชนธรรมดาเช่นนางจะเคยได้สัมผัส
ในที่สุด พวกเขาก็หยุดลงเบื้องหน้าตำหนักใหญ่แห่งหนึ่ง ซึ่งมีชื่อว่า “ตำหนักเมฆา” เบื้องหน้าประตูตำหนักมีขันทีอาวุโสยืนรออยู่แล้ว เขาผู้นั้นคือท่านขันทีหลงนั่นเอง ใบหน้าของท่านขันทีหลงดูใจดี แต่แววตาฉายแววเฉลียวฉลาด เมื่อเห็นพุดแก้วและบิดา ท่านขันทีหลงก็พยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะผายมือเชิญให้เข้าไปด้านใน
พุดแก้วรู้สึกเหมือนหัวใจจะหลุดออกมาจากอก นางก้าวเท้าเข้าไปในตำหนักอย่างเชื่องช้า ความหอมของกำยานอ่อนๆ ลอยอบอวลไปทั่วบริเวณ ภายในตำหนักกว้างขวาง ประดับประดาด้วยภาพเขียนและเครื่องเรือนอันวิจิตรตระการตา แต่สิ่งที่ทำให้นางต้องหยุดชะงักและก้มหน้าลงแทบจะในทันที คือร่างสูงสง่าที่ประทับอยู่บนบัลลังก์ไม้จันทร์แกะสลักเบื้องหน้า องค์จักรพรรดิอัครา ทรงฉลองพระองค์ผ้าไหมสีแดงเลือดนก ปักลวดลายมังกรทองด้วยด้ายทองคำ พระพักตร์สงบนิ่ง หากแต่แฝงไว้ซึ่งรัศมีแห่งอำนาจที่แผ่ซ่านออกมาอย่างน่าเกรงขาม
พุดแก้วทรุดตัวลงคุกเข่าก้มกราบแทบเท้าอย่างนอบน้อมที่สุดเท่าที่จะทำได้ บิดาของนางก็เช่นกัน หัวใจของนางเต้นรัวจนแทบจะไม่ได้ยินเสียงของตัวเอง นางมิกล้าแม้จะเงยหน้าขึ้นมอง เพียงแค่รับรู้ถึงการมีอยู่ขององค์จักรพรรดิผู้สูงสุด ก็นับว่าเพียงพอแล้วที่จะทำให้ร่างของนางสั่นสะท้านด้วยความเคารพยำเกรง
เสียงทุ้มลึกกังวานขององค์จักรพรรดิแผ่วเบา หากแต่เต็มไปด้วยพลังอำนาจที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ตรัสขึ้นว่า “เงยหน้าขึ้นเถิด พุดแก้ว”
คำรับสั่งนั้นทำให้พุดแก้วตัวสั่นสะท้าน นางรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นช้าๆ สายตาของนางปะทะเข้ากับดวงพระเนตรอันคมกริบขององค์จักรพรรดิในทันที แววตาของพระองค์มิได้ดุดันอย่างที่นางจินตนาการไว้ หากแต่กลับแฝงไว้ซึ่งความลึกล้ำและความเมตตาบางอย่างที่ยากจะเข้าใจ
ในวินาทีนั้นเอง โลกของสามัญชนและโลกของจักรพรรดิได้มาบรรจบกันเป็นครั้งแรก และเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวที่ไม่ธรรมดา ที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของคนทั้งสองไปตลอดกาล

บุปผาเคียงบัลลังก์
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก