นับจากวันนั้นเป็นต้นมา องค์จักรพรรดิหลงจ้าวก็ทรงมีพระราชประสงค์ให้มาลินีถวายงานวาดภาพบ่อยขึ้นกว่าเดิม ไม่เพียงแต่ในศาลาเหมันต์ แต่บางครั้งก็เป็นในตำหนักส่วนพระองค์ หรือแม้แต่ในอุทยานหลวงที่งดงาม มาลินีกลายเป็นจิตรกรส่วนพระองค์ที่องค์จักรพรรดิไว้วางพระทัยที่สุด นางมีโอกาสได้เข้าเฝ้าพระองค์บ่อยครั้งกว่านางกำนัลขั้นสูงบางคนเสียอีก
ความใกล้ชิดที่เพิ่มขึ้นทำให้มาลินีได้เรียนรู้ถึงตัวตนขององค์จักรพรรดิหลงจ้าวในมุมที่ผู้อื่นไม่เคยได้เห็น ภายใต้ท่าทางอันสง่างามและน่าเกรงขาม องค์จักรพรรดิหลงจ้าวทรงเป็นบุรุษผู้โดดเดี่ยว ทรงแบกรับภาระอันหนักอึ้งของอาณาจักรไว้บนพระอังสาเพียงลำพัง พระองค์ทรงมีพระปรีชาสามารถรอบด้าน แต่กลับทรงขาดความอบอุ่นและความเข้าใจจากผู้คนรอบข้าง มาลินีสัมผัสได้ถึงความอ้างว้างในดวงเนตรคมกริบคู่นั้นทุกครั้งที่พระองค์ทรงเผลอพระองค์
วันหนึ่ง องค์จักรพรรดิหลงจ้าวทรงมีพระราชประสงค์ให้มาลินีวาดภาพทิวทัศน์ทะเลสาบมรกต ซึ่งเป็นทะเลสาบที่อยู่ลึกเข้าไปในเขตอุทยานหลวง เป็นสถานที่ที่สงบเงียบและงดงามราวกับภาพวาดจากสวรรค์ มาลินีถูกนำตัวมายังริมทะเลสาบตั้งแต่เช้าตรู่พร้อมกับอุปกรณ์วาดภาพ พระองค์เสด็จตามมาไม่นานนัก ทรงฉลองพระองค์ด้วยชุดลำลองที่เรียบง่ายกว่าปกติ ทำให้พระองค์ดูผ่อนคลายและเข้าถึงง่ายขึ้นเล็กน้อย
มาลินีจัดเตรียมอุปกรณ์และเริ่มลงมือวาดภาพอย่างเงียบเชียบ องค์จักรพรรดิหลงจ้าวทรงประทับบนโขดหินริมทะเลสาบ ทรงทอดพระเนตรผืนน้ำสีมรกตที่สะท้อนเงาของหมู่เมฆและต้นหลิวที่พลิ้วไหวตามสายลม พระองค์มิได้ตรัสอะไรมากนัก เพียงแค่ประทับอยู่ตรงนั้นอย่างสงบเงียบ
มาลินีเองก็ไม่กล้าเอ่ยสิ่งใดไปก่อน นางเพียงมุ่งมั่นกับการวาดภาพ แต่ในใจก็รู้สึกถึงความอบอุ่นที่แผ่ออกมาจากพระวรกายขององค์จักรพรรดิ ความเงียบที่เกิดขึ้นระหว่างพวกเขานั้น มิใช่ความเงียบที่อึดอัด แต่เป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยความเข้าใจและความผูกพันที่มองไม่เห็น
เมื่อวาดภาพไปได้ครู่หนึ่ง มาลินีก็รู้สึกกระหายน้ำ นางจึงหยุดมือจากพู่กันแล้วเอื้อมไปหยิบถ้วยชาที่วางอยู่ข้างๆ
"เหนื่อยหรือ?" พระสุรเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น ทำให้มาลินีสะดุ้งเล็กน้อย
"มิได้เพคะ ฝ่าบาท หม่อมฉันเพียงรู้สึกกระหายน้ำเล็กน้อยเพคะ" มาลินีตอบอย่างนอบน้อม
องค์จักรพรรดิหลงจ้าวทรงลุกขึ้นจากโขดหิน เสด็จพระราชดำเนินเข้ามาหามาลินี พระหัตถ์เรียวยาวทรงหยิบถ้วยชาจากมือของนาง แล้วรินชาที่อยู่ในกาลงในถ้วยอย่างแผ่วเบา ก่อนจะยื่นส่งให้นาง
มาลินีรู้สึกประหลาดใจและตกใจเล็กน้อย ไม่เคยมีผู้ใดในวังหลวง แม้แต่นางกำนัลผู้ใกล้ชิด จะได้รับเกียรติเช่นนี้จากองค์จักรพรรดิ นางรีบรับถ้วยชามาด้วยสองมือที่สั่นเทา "ขอบพระทัยเพคะ ฝ่าบาท"
นางจิบชาอุ่นๆ ช้าๆ ความอบอุ่นของชาแผ่ซ่านไปทั่วลำคอและหัวใจของนาง
"เจ้าไม่จำเป็นต้องเกรงใจข้ามากนักหรอก" องค์จักรพรรดิหลงจ้าวตรัสด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน "เมื่ออยู่กันเพียงลำพังเช่นนี้ เจ้าสามารถพูดคุยกับข้าได้ตามสบาย"
มาลินีเงยหน้าขึ้นมองพระองค์ ดวงตากลมโตสบเข้ากับดวงเนตรคมกริบอีกครั้ง คราวนี้องค์จักรพรรดิทรงมองนางด้วยแววตาที่อ่อนโยนและอบอุ่นอย่างยิ่ง ทำให้หัวใจของนางเต้นระรัวอย่างควบคุมไม่ได้
"หม่อมฉัน... ไม่กล้าเพคะ ฝ่าบาท" นางกล่าวเสียงแผ่วเบา
องค์จักรพรรดิหลงจ้าวทรงแย้มสรวลจางๆ "เหตุใดจึงไม่กล้า เจ้ามิใช่หรือที่กล้าถ่ายทอดความงดงามของโลกใบนี้ลงบนผืนผ้าใบอย่างบริสุทธิ์ใจ แล้วเหตุใดจึงไม่กล้าเปิดใจพูดคุยกับข้าเล่า"
คำตรัสของพระองค์ทำให้มาลินีรู้สึกอึ้งไปชั่วขณะ นางไม่เคยคิดว่าองค์จักรพรรดิจะทรงสังเกตเห็นถึงความรู้สึกในใจของนางถึงเพียงนี้
"หม่อมฉันเพียง... ไม่เคยมีโอกาสได้พูดคุยกับผู้ใดที่สูงศักดิ์ถึงเพียงนี้เพคะ" มาลินีสารภาพด้วยความจริงใจ
"ความสูงศักดิ์นั้นเป็นเพียงเปลือกนอกที่ข้าต้องสวมใส่ แต่ภายใต้เปลือกนอกนั้น ข้าก็เป็นเพียงบุรุษคนหนึ่งที่มีความรู้สึก มีความโดดเดี่ยว และมีความปรารถนาเช่นเดียวกับผู้อื่น" องค์จักรพรรดิหลงจ้าวตรัสด้วยน้ำเสียงที่แฝงไว้ด้วยความอ้างว้างอย่างเห็นได้ชัด
มาลินีรู้สึกถึงความเห็นอกเห็นใจที่ก่อตัวขึ้นในใจ นางรู้ดีถึงความโดดเดี่ยวที่องค์จักรพรรดิตรัสถึง เพราะนางเองก็เคยสัมผัสความรู้สึกนั้นมาแล้วในชีวิตที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนเพียงลำพัง
"หม่อมฉันเข้าใจเพคะ" มาลินีกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน "บางครั้งความงดงามภายนอกก็ซ่อนความเจ็บปวดไว้ภายใน"
องค์จักรพรรดิหลงจ้าวทรงหันมาทอดพระเนตรมาลินีอย่างแปลกพระทัย พระองค์มิเคยคิดว่าจะมีผู้ใดเข้าใจความรู้สึกในใจของพระองค์ได้ลึกซึ้งถึงเพียงนี้
"เจ้า... เข้าใจข้าจริงๆ หรือ?" พระองค์ตรัสถามด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา
"เพคะ ฝ่าบาท หม่อมฉันเองก็เคยรู้สึกเช่นนั้น บางครั้งการที่หม่อมฉันได้วาดภาพก็เหมือนกับการได้ระบายความรู้สึกที่อยู่ในใจออกมาเพคะ" มาลินีตอบด้วยความจริงใจ
องค์จักรพรรดิหลงจ้าวทรงนิ่งเงียบไปชั่วขณะ ดวงเนตรคมกริบทอดมองไปยังทะเลสาบเบื้องหน้า ราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง ก่อนจะทรงหันมาสบตากับมาลินีอีกครั้ง
"เจ้ามีความฝันอันใด?" พระองค์ตรัสถาม
คำถามนี้ทำให้มาลินีรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย นางไม่เคยคิดว่าองค์จักรพรรดิจะทรงสนพระทัยในความฝันของสามัญชนอย่างนาง
"ความฝันของหม่อมฉัน... คือการได้วาดภาพต่อไปเรื่อยๆ เพคะ วาดภาพความงดงามของโลกใบนี้ และถ่ายทอดความรู้สึกที่บริสุทธิ์ลงไปในทุกเส้นสายเพคะ" มาลินีตอบด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหลงใหล
"ความฝันที่บริสุทธิ์และงดงาม" องค์จักรพรรดิหลงจ้าวทรงพึมพำกับพระองค์เอง "ข้าเอง... ก็เคยมีความฝันเช่นนั้น แต่เมื่อก้าวขึ้นมาบนบัลลังก์แห่งนี้ ความฝันเหล่านั้นก็ดูราวกับเลือนหายไป"
มาลินีรู้สึกสงสารองค์จักรพรรดิอย่างจับใจ นางสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดที่แฝงอยู่ในพระสุรเสียงของพระองค์
"ความฝันอาจจะไม่ได้เลือนหายไปไหนเพคะ ฝ่าบาท เพียงแต่ถูกบดบังด้วยภาระหน้าที่อันหนักอึ้งเท่านั้นเพคะ" มาลินีกล่าวด้วยความพยายามที่จะปลอบโยน "หากฝ่าบาททรงมีเวลาว่างจากราชกิจ ลองทรงหาเวลาไปเดินเล่นในอุทยาน ทอดพระเนตรดอกไม้ที่เบ่งบาน หรือฟังเสียงนกร้อง ก็อาจจะช่วยให้ฝ่าบาททรงค้นพบความฝันเหล่านั้นได้อีกครั้งเพคะ"
องค์จักรพรรดิหลงจ้าวทรงแย้มสรวลเบาๆ "เจ้าเป็นคนแรกที่กล้าแนะนำข้าเช่นนี้"
มาลินีรู้สึกเขินอายเล็กน้อย "หม่อมฉันเพียงอยากให้ฝ่าบาททรงมีความสุขเพคะ"
คำพูดที่บริสุทธิ์และจริงใจของมาลินีทำให้หัวใจขององค์จักรพรรดิหลงจ้าวรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด พระองค์ทรงทอดพระเนตรมาลินีอย่างลึกซึ้ง ความงามของหญิงสาวผู้นี้มิได้มีเพียงรูปกายภายนอก แต่ยังรวมถึงจิตใจที่บริสุทธิ์และงดงามราวกับดอกบัว
"ข้า... ไม่เคยมีความสุขที่แท้จริงมานานแล้ว" พระองค์ตรัสด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาอย่างที่ไม่เคยตรัสกับผู้ใดมาก่อน "แต่เมื่อได้อยู่กับเจ้า ได้เฝ้ามองเจ้าวาดภาพ ข้ากลับรู้สึกสงบและมีความสุขอย่างประหลาด"
คำสารภาพจากองค์จักรพรรดิทำให้หัวใจของมาลินีเต้นระรัวอย่างบ้าคลั่ง นางไม่เคยคิดว่าองค์จักรพรรดิจะทรงเปิดเผยความรู้สึกในใจกับนางถึงเพียงนี้
"ขอบพระทัยเพคะ ฝ่าบาท" มาลินีกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ นางไม่รู้จะตอบสิ่งใดออกไปได้อีก
องค์จักรพรรดิหลงจ้าวทรงยื่นพระหัตถ์ออกมาอย่างแผ่วเบา ทรงสัมผัสปลายผมของมาลินีที่ปลิวไหวตามสายลมเบาๆ การสัมผัสนั้นแผ่วเบาจนแทบไม่รู้สึก แต่กลับทำให้มาลินีรู้สึกราวกับถูกกระแสไฟฟ้าช็อต หัวใจของนางเต้นระรัวจนแทบจะหลุดออกมาจากอก
"เจ้าเปรียบเสมือนแสงสว่างที่ส่องเข้ามาในชีวิตที่มืดมิดของข้า" พระองค์ตรัสด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรู้สึก "เจ้าเปรียบเสมือนดอกบัวที่เบ่งบานท่ามกลางโคลนตม ความงามที่บริสุทธิ์และมิได้ถูกปรุงแต่ง"
มาลินีเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรขององค์จักรพรรดิอีกครั้ง ดวงตาของพระองค์เต็มไปด้วยความรู้สึกที่ลึกซึ้งเกินกว่าที่นางจะเข้าใจได้ แต่ในแววตานั้น นางเห็นความรัก ความปรารถนา และความหวังบางอย่างที่กำลังก่อตัวขึ้น
ลมกระซิบพัดผ่านอุทยานหลวง พัดพากลิ่นหอมของดอกไม้นานาพรรณมาแตะจมูก และพัดพากระแสความรู้สึกบางอย่างที่กำลังเบ่งบานระหว่างองค์จักรพรรดิผู้โดดเดี่ยวกับหญิงสาวสามัญชนผู้บริสุทธิ์ พวกเขาทั้งสองต่างรู้ดีว่าความรู้สึกนี้อาจนำมาซึ่งอุปสรรคมากมาย แต่ในขณะนี้ พวกเขากลับปรารถนาที่จะปล่อยให้ความรู้สึกนั้นเบ่งบานต่อไปในใจของพวกเขา
มาลินีรู้สึกราวกับอยู่ในความฝัน นางไม่เคยคิดว่าชีวิตของนางจะเปลี่ยนแปลงไปถึงเพียงนี้ การได้พบกับองค์จักรพรรดิหลงจ้าวทำให้โลกของนางกว้างขึ้น และทำให้หัวใจของนางได้สัมผัสกับความรู้สึกที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน
องค์จักรพรรดิหลงจ้าวทรงกลับมาประทับบนโขดหินอีกครั้ง ทรงทอดพระเนตรมาลินีที่ยังคงยืนนิ่งอยู่ด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย พระองค์ทรงรู้ดีว่าการที่พระองค์เปิดเผยความรู้สึกในใจออกไปเช่นนั้น เป็นสิ่งที่มิควรกระทำในฐานะองค์จักรพรรดิ แต่เมื่ออยู่ต่อหน้ามาลินี พระองค์กลับรู้สึกเป็นอิสระและเป็นตัวของพระองค์เองอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
พระองค์ทรงตัดสินใจแล้วว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พระองค์จะทรงปกป้องความงามที่บริสุทธิ์ของมาลินี และจะทรงปล่อยให้ความรู้สึกที่ก่อตัวขึ้นในใจของพระองค์เบ่งบานต่อไป ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับอุปสรรคอันใดก็ตาม

บุปผาเคียงบัลลังก์
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก