ความใกล้ชิดระหว่างองค์จักรพรรดิหลงจ้าวกับจิตรกรสามัญชนนามมาลินี มิอาจรอดพ้นจากสายตาอันแหลมคมของขุนนางผู้ใหญ่และเหล่าสนมในวังหลวงได้ เมื่อกาลเวลาผ่านไป ความสนใจที่องค์จักรพรรดิทรงมีต่อมาลินีก็ยิ่งทวีความชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ พระองค์ทรงประทานสิ่งของมีค่าให้แก่นางอยู่บ่อยครั้ง ทรงอนุญาตให้นางเข้าออกตำหนักส่วนพระองค์ได้โดยอิสระ และที่สำคัญที่สุดคือ ทรงใช้เวลาส่วนพระองค์กับนางมากกว่าผู้ใดในวังหลวง
ข่าวลือเกี่ยวกับความสัมพันธ์อันมิบังควรนี้แพร่สะพัดไปทั่วราชสำนักอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดความไม่พอใจและความกังวลในหมู่ขุนนางผู้จงรักภักดี และความอิจฉาริษยาในหมู่สนมที่ต่างพากันหวังจะได้เป็นที่โปรดปรานขององค์จักรพรรดิ
ท่านเสนาบดีจ้าว ผู้เป็นขุนนางเฒ่าผู้มากประสบการณ์และจงรักภักดีต่อราชวงศ์มาหลายชั่วอายุคน เป็นหนึ่งในผู้ที่รู้สึกกังวลมากที่สุด ท่านได้สังเกตเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงในพระทัยขององค์จักรพรรดิ และรู้ดีว่าความสัมพันธ์เช่นนี้จะนำมาซึ่งความวุ่นวายและปัญหาในราชสำนักอย่างแน่นอน
วันหนึ่ง ท่านเสนาบดีจ้าวได้เข้าเฝ้าองค์จักรพรรดิหลงจ้าวในท้องพระโรงเพื่อถวายรายงานราชกิจ แต่เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ ท่านก็ยังคงยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าบัลลังก์ ไม่ยอมทูลลากลับ
"มีสิ่งใดอีกหรือ ท่านเสนาบดีจ้าว" องค์จักรพรรดิหลงจ้าวตรัสถามด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ทรงทราบดีว่าท่านเสนาบดีมีเรื่องอื่นจะทูล
ท่านเสนาบดีจ้าวคุกเข่าลงอย่างนอบน้อม "ทูลฝ่าบาท กระหม่อมมีเรื่องสำคัญยิ่งที่จะต้องกราบทูลขอพระราชทานอภัยที่ต้องก้าวล่วงเพคะ"
"ว่ามาเถิด" พระองค์ตรัสอนุญาต
"ทูลฝ่าบาท... กระหม่อมเห็นว่าพระองค์ทรงให้ความสนพระทัยแก่จิตรกรนามมาลินีมากเกินไปแล้วเพคะ" ท่านเสนาบดีจ้าวกล่าวด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น แม้จะรู้ดีว่าเป็นการเสี่ยงชีวิต
พระพักตร์ขององค์จักรพรรดิหลงจ้าวแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาในทันที "เจ้าหมายความว่าอย่างไร"
"ทูลฝ่าบาท ด้วยธรรมเนียมของราชวงศ์ การที่องค์จักรพรรดิจะทรงผูกพันกับสามัญชนอย่างลึกซึ้งนั้น เป็นสิ่งที่มิอาจยอมรับได้เพคะ ยิ่งไปกว่านั้น มาลินีเป็นเพียงหญิงสามัญชน มิได้มีตระกูลสูงส่งหรือฐานะทางสังคมที่จะสามารถเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของราชวงศ์ได้เพคะ" ท่านเสนาบดีจ้าวกล่าวอย่างกล้าหาญ
"แล้วอย่างไร" องค์จักรพรรดิหลงจ้าวตรัสด้วยน้ำเสียงที่เยียบเย็น "ความสามารถและความบริสุทธิ์ของนางมิใช่สิ่งที่มีค่ามากกว่าฐานะทางสังคมที่เจ้ากล่าวถึงหรือ"
"ทูลฝ่าบาท กระหม่อมมิได้ดูหมิ่นความสามารถของนาง แต่กฎเกณฑ์ของราชวงศ์นั้นเป็นสิ่งที่มิอาจฝ่าฝืนได้เพคะ การที่องค์จักรพรรดิทรงแสดงความโปรดปรานแก่นางมากเกินไปเช่นนี้ ย่อมนำมาซึ่งความวุ่นวายและเสียงครหาในราชสำนักเพคะ เหล่าขุนนางและสนมต่างพากันกังวลและมิพอใจเพคะ" ท่านเสนาบดีจ้าวกล่าวด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง "เกรงว่าจะบั่นทอนพระเกียรติของพระองค์และราชวงศ์ได้เพคะ"
องค์จักรพรรดิหลงจ้าวทรงนิ่งเงียบไปชั่วขณะ ดวงเนตรคมกริบทอดมองไปยังเพดานท้องพระโรงสูงเสียดฟ้า พระองค์ทรงรู้ดีว่าสิ่งที่ท่านเสนาบดีจ้าวกล่าวมานั้นเป็นความจริง กฎเกณฑ์ของราชวงศ์นั้นเคร่งครัดและตายตัวมานานนับร้อยปี พระองค์ทรงถูกอบรมสั่งสอนมาให้ตระหนักถึงภาระหน้าที่ขององค์จักรพรรดิเหนือสิ่งอื่นใดเสมอ
"เจ้าต้องการให้ข้าทำอย่างไร" พระองค์ตรัสถาม น้ำเสียงอ่อนลงเล็กน้อย
"ทูลฝ่าบาท กระหม่อมขอให้พระองค์ทรงลดความสนพระทัยในตัวมาลินีลง และให้โอกาสแก่เหล่าสนมที่ถูกเลือกเข้ามาถวายงานรับใช้พระองค์ตามธรรมเนียมราชวงศ์เพคะ เพื่อรักษาไว้ซึ่งเสถียรภาพของราชสำนักและพระเกียรติของพระองค์เพคะ" ท่านเสนาบดีจ้าวกล่าวอย่างนอบน้อม
องค์จักรพรรดิหลงจ้าวทรงหลับพระเนตรลงช้าๆ ความรู้สึกสับสนและเจ็บปวดถาโถมเข้ามาในพระทัย พระองค์ทรงผูกพันกับมาลินีด้วยความรู้สึกที่บริสุทธิ์และจริงใจ นางเป็นเพียงผู้เดียวที่สามารถทำให้พระองค์รู้สึกเป็นตัวของพระองค์เอง และสัมผัสได้ถึงความสุขที่แท้จริง แต่ในฐานะองค์จักรพรรดิ พระองค์มิอาจทำตามใจปรารถนาได้
"ข้าจะพิจารณา" พระองค์ตรัสเพียงสั้นๆ ก่อนจะทรงโบกพระหัตถ์ให้ท่านเสนาบดีจ้าวถวายบังคมลา
เมื่อท้องพระโรงกลับมาสู่ความเงียบสงัดอีกครั้ง องค์จักรพรรดิหลงจ้าวทรงรู้สึกราวกับมีหินก้อนใหญ่มาทับถมอยู่ในพระทัย พระองค์ทรงลุกขึ้นจากบัลลังก์ เสด็จพระราชดำเนินไปยังหน้าต่าง ทอดพระเนตรไปยังอุทยานหลวงที่งดงามภายใต้แสงแดดยามบ่าย ภาพของมาลินีที่กำลังวาดภาพอย่างมีความสุขในศาลาเหมันต์ผุดขึ้นมาในพระเนตร
ในขณะเดียวกัน มาลินีเองก็เริ่มสัมผัสได้ถึงสายตาจับจ้องและคำพูดซุบซิบนินทาจากคนรอบข้าง นางสังเกตเห็นว่าเหล่านางกำนัลและขันทีบางคนเริ่มมองนางด้วยแววตาที่ไม่เป็นมิตร และเหล่าจิตรกรอาวุโสบางคนก็เริ่มแสดงท่าทีรังเกียจนางอย่างออกนอกหน้า
วันนั้น ขณะที่มาลินีกำลังเดินทางกลับจากตำหนักส่วนพระองค์ขององค์จักรพรรดิ หลังจากที่ได้ถวายงานวาดภาพเสร็จสิ้น นางเดินผ่านกลุ่มนางกำนัลที่กำลังยืนจับกลุ่มพูดคุยกันอย่างออกรส เมื่อเห็นนางเดินผ่านมา พวกนางก็หยุดพูดคุยกันในทันที และมองนางด้วยสายตาที่ไม่เป็นมิตร
"ดูนั่นสิ... จิตรกรสามัญชนผู้นั้น ช่างกล้าหาญนักที่พยายามปีนป่ายขึ้นสู่ที่สูง" นางกำนัลคนหนึ่งกระซิบเสียงดังพอให้มาลินีได้ยิน
"ใช่แล้ว นางคิดว่าองค์จักรพรรดิจะทรงโปรดปรานนางไปได้นานแค่ไหนกัน" อีกคนเสริม
คำพูดเหล่านั้นบาดลึกเข้าไปในหัวใจของมาลินี นางรู้สึกเจ็บปวดและอับอาย แต่นางก็พยายามเก็บซ่อนความรู้สึกนั้นไว้ และเดินผ่านพวกนางไปอย่างสงบเสงี่ยม
เมื่อกลับมาถึงห้องพักอันเรียบง่ายของตน มาลินีก็รู้สึกเหนื่อยล้าอย่างบอกไม่ถูก นางทิ้งตัวลงนั่งบนเตียง ภาพพระพักตร์ขององค์จักรพรรดิที่ทรงมีพระเมตตาและอ่อนโยนต่อยางผุดขึ้นมาในความทรงจำ พร้อมกับคำพูดของนางกำนัลที่ยังคงก้องอยู่ในโสตประสาท
นางรู้ดีว่าความสัมพันธ์ระหว่างนางกับองค์จักรพรรดินั้นมิอาจเป็นไปได้ กฎเกณฑ์ของราชวงศ์นั้นแข็งแกร่งและตายตัวเกินกว่าที่สามัญชนอย่างนางจะสามารถฝ่าฟันไปได้ นางมิได้ปรารถนาที่จะปีนป่ายขึ้นสู่ที่สูง นางเพียงปรารถนาที่จะได้วาดภาพต่อไป และได้อยู่ใกล้ชิดกับองค์จักรพรรดิผู้เป็นแรงบันดาลใจของนางเท่านั้น
แต่ในตอนนี้ ความรู้สึกผิดเริ่มก่อตัวขึ้นในใจของมาลินี นางเริ่มรู้สึกว่าการที่องค์จักรพรรดิทรงให้ความสนพระทัยแก่นางมากเกินไปนั้น อาจจะกำลังนำความเดือดร้อนมาสู่พระองค์ และนำความวุ่นวายมาสู่ราชสำนัก
"เราควรจะทำอย่างไรดี" มาลินีพึมพำกับตัวเองด้วยความสับสน นางไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป นางรักในการวาดภาพ และรักช่วงเวลาที่ได้อยู่กับองค์จักรพรรดิ แต่ในขณะเดียวกัน นางก็ไม่อยากเป็นต้นเหตุของปัญหา
เช้าวันรุ่งขึ้น มาลินีถูกเรียกเข้าเฝ้าองค์จักรพรรดิอีกครั้งในตำหนักส่วนพระองค์ นางเดินเข้าไปในตำหนักด้วยความรู้สึกที่หนักอึ้งในใจ
องค์จักรพรรดิหลงจ้าวทรงประทับอยู่เบื้องหน้าโต๊ะทรงงาน ทรงทอดพระเนตรไปยังเอกสารราชกิจกองโต พระพักตร์ดูเหนื่อยล้าและเคร่งเครียดกว่าปกติ
"มาแล้วหรือมาลินี" พระองค์ตรัสขึ้นเมื่อเห็นนาง
"เพคะ ฝ่าบาท" มาลินีคุกเข่าถวายความเคารพ
"วันนี้เจ้าจะวาดภาพอะไรให้ข้าดู" พระองค์ตรัสถาม น้ำเสียงมิได้แสดงความกระตือรือร้นเหมือนเช่นเคย
มาลินีรู้สึกถึงความผิดปกติในน้ำเสียงของพระองค์ นางเงยหน้าขึ้นมองพระพักตร์ขององค์จักรพรรดิ และเห็นถึงความสับสนและความเจ็บปวดในดวงเนตรคมกริบคู่นั้น
"ทูลฝ่าบาท... หม่อมฉันคิดว่า... หม่อมฉันควรจะกลับไปทำงานในสำนักศิลปะตามเดิมเพคะ" มาลินีกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา แต่หนักแน่น
องค์จักรพรรดิหลงจ้าวทรงชะงักไปชั่วขณะ พระองค์ทรงเงยหน้าขึ้นสบตากับมาลินี ดวงเนตรของพระองค์เต็มไปด้วยความประหลาดใจและเจ็บปวด
"เจ้าหมายความว่าอย่างไร" พระองค์ตรัสถาม น้ำเสียงสั่นเล็กน้อย
"ทูลฝ่าบาท หม่อมฉันเกรงว่าการที่หม่อมฉันได้เข้าเฝ้าฝ่าบาทบ่อยครั้งเช่นนี้ จะนำมาซึ่งความวุ่นวายในราชสำนัก และอาจจะบั่นทอนพระเกียรติของฝ่าบาทได้เพคะ" มาลินีกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ น้ำตาเริ่มคลอหน่วย
องค์จักรพรรดิหลงจ้าวทรงลุกขึ้นจากที่ประทับ เสด็จพระราชดำเนินเข้ามาหามาลินี ทรงยกพระหัตถ์ขึ้นสัมผัสใบหน้าของนางอย่างแผ่วเบา
"เจ้ากำลังจะทิ้งข้าไปหรือมาลินี" พระองค์ตรัสถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด
มาลินีรู้สึกเจ็บปวดไม่แพ้กัน นางส่ายหน้าช้าๆ "มิได้เพคะ ฝ่าบาท หม่อมฉันมิได้ปรารถนาที่จะจากฝ่าบาทไปเลย แต่หม่อมฉันมิอาจทนเห็นฝ่าบาทต้องแบกรับความเดือดร้อนเพราะหม่อมฉันได้เพคะ"
องค์จักรพรรดิหลงจ้าวทรงโอบกอดมาลินีอย่างแผ่วเบา พระพักตร์แนบลงบนศีรษะของนาง พระองค์ทรงสัมผัสได้ถึงความสั่นสะท้านในร่างของหญิงสาว
"เจ้ามิได้ทำให้ข้าเดือดร้อนเลยมาลินี เจ้าคือแสงสว่างในชีวิตของข้า" พระองค์ตรัสด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ "เจ้าจะทิ้งข้าไปไม่ได้"
มาลินีน้ำตาไหลพราก นางไม่เคยคิดว่าองค์จักรพรรดิจะทรงแสดงความรู้สึกที่แท้จริงออกมาถึงเพียงนี้
"ฝ่าบาท... หม่อมฉันรักในศิลปะ และรักในความเมตตาที่ฝ่าบาททรงมีต่อหม่อมฉันเสมอมา แต่กฎเกณฑ์ของราชวงศ์นั้นมิอาจฝ่าฝืนได้เพคะ" มาลินีกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด "หม่อมฉันมิได้อยากจากไปเลยเพคะ"
องค์จักรพรรดิหลงจ้าวทรงผละออกจากอ้อมกอด ทรงยกพระหัตถ์ขึ้นเช็ดน้ำตาให้นางอย่างแผ่วเบา ดวงเนตรคมกริบเต็มไปด้วยความปวดร้าว
"ข้าจะมิยอมให้เจ้าจากไป" พระองค์ตรัสด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น "ไม่ว่ากฎเกณฑ์ใดๆ ก็มิอาจแยกเราจากกันได้"
มาลินีรู้สึกถึงความอบอุ่นและความมั่นคงที่แผ่ออกมาจากพระวรกายขององค์จักรพรรดิ แต่นางก็ยังคงหวาดหวั่นในอนาคตที่มิอาจคาดเดาได้
ในค่ำคืนนั้น ทั้งองค์จักรพรรดิและมาลินีต่างก็นอนไม่หลับ พวกเขาทั้งสองต่างเผชิญหน้ากับความรู้สึกที่สับสนและเจ็บปวด กฎเหล็กของราชวงศ์ที่เคยเป็นสิ่งที่ค้ำจุนอาณาจักร บัดนี้กลับกลายเป็นกำแพงสูงใหญ่ที่ขวางกั้นความรักอันบริสุทธิ์ของพวกเขา
องค์จักรพรรดิหลงจ้าวทรงตระหนักดีว่าการจะรักษาสถานะของมาลินีไว้ในวังหลวงนั้น มิใช่เรื่องง่าย แต่พระองค์ก็มิอาจปล่อยให้นางจากไปได้ เพราะนางคือแสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวในชีวิตที่มืดมิดของพระองค์ พระองค์ทรงตัดสินใจแล้วว่า จะต้องหาทางปกป้องมาลินี และจะต้องพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าความรักแท้สามารถงดงามได้แม้จะแตกต่างชนชั้น
ส่วนมาลินี แม้จะหวาดกลัวต่ออนาคตที่ไม่แน่นอน แต่นางก็มิอาจปฏิเสธความรู้สึกที่นางมีต่อองค์จักรพรรดิได้อีกต่อไป คำพูดของพระองค์ที่ตรัสว่า "เจ้าจะทิ้งข้าไปไม่ได้" ยังคงก้องอยู่ในใจของนาง และทำให้หัวใจที่สั่นคลอนของนางรู้สึกมั่นคงขึ้นมาเล็กน้อย นางรู้ดีว่าเส้นทางข้างหน้ามิได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่เพื่อองค์จักรพรรดิผู้ทรงเมตตาและอ่อนโยน นางก็พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับอุปสรรคทุกอย่าง

บุปผาเคียงบัลลังก์
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก