ยามเช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น บุปผาตื่นขึ้นมาด้วยหัวใจที่เต้นระรัว นางแทบไม่ได้ข่มตาหลับตลอดทั้งคืน ภาพของท่านอัคราผู้สง่างามยังคงชัดเจนอยู่ในความทรงจำ และคำขอของเขาที่อยากให้นางวาดภาพดอกไม้ที่สะท้อนถึงตัวนางเอง ก็เป็นแรงบันดาลใจให้นางเริ่มร่างภาพลงบนผืนผ้าใบผืนใหม่ตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง
นางเลือกดอกบัวหลวงสีชมพูอ่อนที่กำลังเบ่งบานเต็มที่ เป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ผุดผ่องและความสงบ ซึ่งนางเชื่อว่าสะท้อนถึงจิตใจของตนเองได้ดีที่สุด บุปผาบรรจงใช้พู่กันแต้มสีลงไปอย่างละเมียดละไม ความตั้งใจทั้งหมดของนางถูกถ่ายทอดลงสู่ภาพวาดอย่างหมดสิ้น
เมื่อแสงแดดยามเช้าเริ่มสาดส่องเข้ามาในอุทยาน บุปผาก็แบกอุปกรณ์วาดภาพของตนเองไปยังบริเวณใต้ต้นไทรใหญ่ริมลำธารที่เดิม วันนี้อากาศสดใสเป็นพิเศษ นกร้องเพลงขับขานอย่างร่าเริง และผีเสื้อปีกสวยก็โบยบินไปมาท่ามกลางหมู่ดอกไม้
นางจัดวางผืนผ้าใบและอุปกรณ์ต่างๆ เตรียมพร้อมสำหรับการวาดภาพต่อ ดวงตาคู่สวยยังคงทอดมองไปยังทางเดินอย่างมีความหวังลึกๆ ว่าชายผู้นั้นจะมาตามที่ได้ให้คำมั่นไว้
ไม่นานนัก เงาร่างสูงสง่าในชุดผ้าแพรสีน้ำเงินเข้มก็ปรากฏขึ้นที่ปลายทางเดิน องค์จักรพรรดิอัคราเสด็จมาตามลำพังตามที่ได้ทรงกำชับขันทีจงไว้ พระพักตร์ที่เคยเคร่งขรึมยามประทับในท้องพระโรง บัดนี้กลับมีรอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นเมื่อทอดพระเนตรเห็นบุปผานั่งอยู่ใต้ต้นไทร
บุปผาเห็นเขาแล้ว หัวใจของนางเต้นไม่เป็นจังหวะ นางรีบลุกขึ้นโค้งคำนับอย่างนอบน้อม
"ท่านอัครา"
"ไม่ต้องมากพิธีหรอกบุปผา" พระองค์ตรัสด้วยน้ำเสียงอบอุ่น "นั่งลงเถอะ เราอยากเห็นภาพวาดของท่าน"
บุปผายิ้มเล็กน้อย ก่อนจะทรุดตัวลงนั่ง นางผายมือไปยังผืนผ้าใบที่เพิ่งลงสีไปได้ไม่มากนัก "ข้าเพิ่งจะเริ่มวาดเมื่อเช้านี้เองเจ้าค่ะ"
องค์จักรพรรดิอัคราทรงทรุดพระวรกายลงนั่งบนโขดหินข้างๆ นาง ทอดพระเนตรภาพวาดดอกบัวหลวงสีชมพูอ่อนที่กำลังเริ่มก่อร่างขึ้นบนผืนผ้าใบ
"ดอกบัวหลวง...เป็นดอกไม้ที่งดงามและมีความหมายลึกซึ้งยิ่งนัก" พระองค์ตรัส "ท่านเลือกได้อย่างเหมาะสม"
"ดอกบัวหลวงผุดขึ้นมาจากโคลนตม แต่ก็ยังคงความบริสุทธิ์และเบ่งบานอย่างสง่างามเจ้าค่ะ" บุปผากล่าว น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความรู้สึก "ข้าคิดว่ามันเป็นตัวแทนของความหวังและศรัทธาในความดีงาม"
คำพูดของบุปผาทำให้องค์จักรพรรดิอัคราทรงนิ่งไป พระองค์ทรงหวนคิดถึงชีวิตของพระองค์เอง ที่แม้จะประทับอยู่บนบัลลังก์สูงสุด แต่ก็รายล้อมไปด้วยความไม่บริสุทธิ์และเล่ห์เพทุบาย พระองค์ทรงปรารถนาที่จะเป็นเหมือนดอกบัวหลวง ที่สามารถดำรงอยู่ได้ด้วยความบริสุทธิ์ท่ามกลางความมืดมิด
"ท่านมองเห็นความงามในทุกสิ่งจริงๆ บุปผา" พระองค์ตรัสด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนลง "ไม่ว่าจะเป็นดอกไม้ใบหญ้า หรือแม้กระทั่งความหมายที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง"
บุปผาเงยหน้าขึ้นสบตาเขา รอยยิ้มแรกที่จริงใจและบริสุทธิ์ผุดขึ้นบนใบหน้าของนาง แววตาของนางเป็นประกายด้วยความสุขที่ได้พบคนที่เข้าใจในสิ่งที่นางรู้สึก
องค์จักรพรรดิอัคราทรงรู้สึกราวกับมีแสงสว่างวาบเข้ามาในพระทัย รอยยิ้มของบุปผาช่างบริสุทธิ์และงดงามยิ่งนัก ไม่เหมือนรอยยิ้มเสแสร้งใดๆ ที่พระองค์เคยพบเห็นในราชสำนัก เป็นรอยยิ้มที่มาจากใจจริง ทำให้พระองค์รู้สึกถึงความอบอุ่นและสบายใจอย่างประหลาด
"ท่านอัคราเองก็เป็นผู้ที่มองเห็นความงามและเข้าใจในศิลปะเช่นกันเจ้าค่ะ" บุปผากล่าว "ไม่บ่อยนักที่ข้าจะได้พบผู้ที่เข้าใจในสิ่งที่ข้ากำลังสร้างสรรค์"
พระองค์ทรงยิ้มตอบ "เราไม่ใช่นักศิลปะผู้ยิ่งใหญ่เช่นท่าน เพียงแต่เราชื่นชอบความงามที่แท้จริงเท่านั้น"
ทั้งสองนั่งพูดคุยกันอย่างออกรสชาติ องค์จักรพรรดิอัคราทรงปล่อยวางพระราชกิจอันหนักอึ้งและกฎเกณฑ์แห่งราชสำนักลงชั่วขณะ พระองค์ทรงรู้สึกเป็นอิสระและเป็นตัวของพระองค์เองอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนเมื่ออยู่กับบุปผา
พระองค์ทรงถามถึงชีวิตของบุปผา นางเล่าถึงบิดาผู้เป็นช่างวาดภาพหลวงที่ถ่ายทอดวิชาและความรักในศิลปะให้กับนางตั้งแต่ยังเด็ก เล่าถึงความสุขที่ได้ใช้พู่กันสร้างสรรค์ผลงาน และความฝันที่จะได้เดินทางไปเห็นโลกกว้างเพื่อวาดภาพทิวทัศน์ที่งดงามต่างๆ
"น่าเสียดายที่ข้าเป็นเพียงสามัญชน คงไม่มีโอกาสได้เดินทางไปไกลถึงเพียงนั้น" บุปผากล่าวด้วยรอยยิ้มเจื่อนๆ แต่แววตาของนางก็ยังคงเต็มไปด้วยความหวัง
องค์จักรพรรดิอัคราทรงรู้สึกสะท้อนใจกับคำพูดของนาง พระองค์เองก็ถูกจำกัดด้วยหน้าที่และฐานะ แม้จะมีอำนาจล้นฟ้า แต่กลับไม่มีอิสระที่จะทำตามใจปรารถนา
"หากมีโอกาส...เราอยากจะให้ท่านได้เดินทางไปในที่ที่ท่านอยากไป" พระองค์ตรัสด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
บุปผาเงยหน้าขึ้นมองเขา แววตาของนางเป็นประกายด้วยความประหลาดใจระคนดีใจ "จริงหรือเจ้าคะ ท่านอัครา"
"จริงสิ" พระองค์ตรัส "เราเชื่อว่าพรสวรรค์เช่นท่าน ไม่ควรถูกจำกัดไว้ในกำแพงแห่งนี้"
คำพูดของท่านอัคราทำให้บุปผารู้สึกอบอุ่นในหัวใจ นางไม่เคยมีใครที่มองเห็นคุณค่าในตัวนางและสนับสนุนความฝันของนางได้มากเท่านี้มาก่อน
"ขอบพระคุณเจ้าค่ะ" นางกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงใจ "แค่ท่านกล่าวเช่นนี้ ข้าก็รู้สึกดีใจมากแล้ว"
องค์จักรพรรดิอัคราทรงทอดพระเนตรบุปผาที่กำลังบรรจงลงสีบนผืนผ้าใบ นางดูสงบและมีความสุขเมื่อได้อยู่กับศิลปะของตนเอง ความงามของนางไม่ได้มาจากเครื่องแต่งกายที่หรูหราหรือเครื่องประดับอันล้ำค่า แต่มาจากจิตใจที่บริสุทธิ์และแสงแห่งความมุ่งมั่นที่เปล่งประกายออกมาจากดวงตา
พระองค์ทรงรู้สึกถึงความผูกพันบางอย่างที่เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ ความรู้สึกที่บริสุทธิ์และจริงใจนี้เป็นสิ่งแปลกใหม่สำหรับพระองค์ และเป็นสิ่งที่พระองค์โหยหามาตลอดชีวิต
ขณะที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกันอย่างเพลิดเพลิน เสียงฝีเท้าที่ดังขึ้นจากทางเดินก็ทำให้ทั้งคู่ชะงัก
"บุปผา! มาอยู่ที่นี่เอง" เสียงแหลมสูงของสตรีผู้หนึ่งดังขึ้น
บุปผาหันไปมอง เห็นสตรีวัยกลางคนในชุดผ้าไหมแพรวพราว กำลังเดินตรงเข้ามาพร้อมกับสาวใช้สองคน นางคือเจ้านายของบุปผา หัวหน้าห้องเครื่องผู้มีอำนาจและอิทธิพลในราชสำนักพอสมควร นางชื่อ คุณหญิงจันทร์เทวี
คุณหญิงจันทร์เทวีหยุดยืนอยู่ตรงหน้าบุปผาและท่านอัครา ดวงตาของนางกวาดมองชายแปลกหน้าอย่างสำรวจ ก่อนจะหันมามองบุปผาด้วยสีหน้าไม่พอใจ
"บุปผา ทำไมเจ้าถึงมานั่งอยู่กับชายแปลกหน้าเช่นนี้! นี่มันเขตพระราชฐานชั้นในนะ เจ้าไม่รู้กฎระเบียบหรืออย่างไร" คุณหญิงจันทร์เทวีตำหนิเสียงดัง
บุปผารีบลุกขึ้นยืนโค้งคำนับ "ขออภัยเจ้าค่ะคุณหญิง ท่านอัคราเพียงแค่ผ่านมาและสนใจในภาพวาดของข้าเท่านั้นเจ้าค่ะ"
คุณหญิงจันทร์เทวีหันไปมององค์จักรพรรดิอัคราอย่างไม่เกรงใจนัก "ท่านเป็นใครกัน เหตุใดจึงเข้ามาในเขตหวงห้ามเช่นนี้ได้"
องค์จักรพรรดิอัคราทรงนิ่งสงบ พระพักตร์ยังคงเรียบเฉย "เราเพียงแค่ผ่านมาชมความงามของอุทยานเท่านั้น ขออภัยหากทำให้ท่านไม่สบายใจ" พระองค์ทรงพยายามปรับน้ำเสียงให้ดูเป็นคนสามัญชนมากที่สุด
คุณหญิงจันทร์เทวีจ้องมองเขาด้วยความสงสัย แต่เมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้มีท่าทีแข็งกร้าวอะไร ก็ลดความโกรธลงเล็กน้อย "ราชสำนักมีกฎระเบียบที่เข้มงวดนัก หากท่านไม่ใช่ข้าราชบริพาร ก็ไม่ควรเข้ามาในบริเวณนี้ตามลำพัง"
"ข้าเข้าใจแล้ว" องค์จักรพรรดิอัคราตรัส "ข้าจะระมัดระวังให้มากกว่านี้"
คุณหญิงจันทร์เทวีหันไปหาบุปผาอีกครั้ง "รีบเก็บของแล้วกลับไปที่ห้องเครื่องเดี๋ยวนี้! มีงานอื่นที่ต้องทำอีกมากมาย อย่ามัวแต่มาทำเรื่องไร้สาระอยู่เลย"
บุปผาหน้าซีดเผือด นางรีบก้มหน้าโค้งคำนับ "เจ้าค่ะคุณหญิง"
องค์จักรพรรดิอัคราทรงรู้สึกไม่พอพระทัยกับท่าทีของคุณหญิงจันทร์เทวี แต่ก็ทรงเก็บซ่อนความรู้สึกไว้ พระองค์ทรงลุกขึ้นยืนช้าๆ "เช่นนั้น เราคงต้องขอตัวแล้ว"
พระองค์ทรงหันไปมองบุปผาอีกครั้ง นางเงยหน้าขึ้นสบตาพระองค์แวบหนึ่ง แววตาของนางเต็มไปด้วยความเสียใจและผิดหวัง องค์จักรพรรดิอัคราทรงยิ้มให้เล็กน้อย เพื่อปลอบโยนนาง ก่อนจะหันหลังและเสด็จจากไปพร้อมกับความรู้สึกไม่สบายพระทัย
คุณหญิงจันทร์เทวีมองตามแผ่นหลังของท่านอัคราจนลับสายตา ก่อนจะหันมามองบุปผาด้วยสายตาตำหนิ
"เจ้าเป็นถึงช่างวาดภาพหลวง มีหน้าที่สร้างสรรค์งานศิลปะให้แก่ราชสำนัก ไม่ใช่มานั่งจับเจ่าอยู่กับชายแปลกหน้าเช่นนี้! หากเรื่องนี้ไปถึงหูขุนนางผู้ใหญ่ เจ้าจะต้องเดือดร้อนแน่"
"ขออภัยเจ้าค่ะคุณหญิง ข้าจะระมัดระวังให้มากกว่านี้" บุปผากล่าวเสียงแผ่ว
คุณหญิงจันทร์เทวีถอนหายใจ "รีบเก็บของได้แล้ว อย่าให้ข้าต้องมาตามเจ้าถึงที่นี่อีก"
บุปผารีบเก็บอุปกรณ์วาดภาพของตนเองด้วยความรู้สึกหดหู่ใจ นางรู้สึกผิดที่ทำให้คุณหญิงจันทร์เทวีไม่พอใจ และรู้สึกเสียใจที่การพูดคุยกับท่านอัคราต้องจบลงอย่างกะทันหัน
เมื่อกลับมาถึงห้องทำงานในห้องเครื่อง บุปผาก็ยังคงรู้สึกไม่สบายใจ นางหยิบพู่กันขึ้นมา แต่ก็ไม่มีสมาธิที่จะวาดภาพต่อ ภาพของท่านอัคราและคำตำหนิของคุณหญิงจันทร์เทวียังคงวนเวียนอยู่ในความคิด
ในขณะเดียวกัน องค์จักรพรรดิอัคราเสด็จกลับเข้าสู่ตำหนักหลวงด้วยสีพระพักตร์ที่เคร่งขรึม ขันทีจงสังเกตเห็นความผิดปกติจึงรีบเข้ามาสอบถาม
"ฝ่าบาท ทรงมีเรื่องใดไม่สบายพระทัยหรือพ่ะย่ะค่ะ"
"คุณหญิงจันทร์เทวี...นางเป็นใครกัน" พระองค์ตรัสถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา
ขันทีจงประหลาดใจเล็กน้อยที่ฝ่าบาททรงเอ่ยถึงคุณหญิงจันทร์เทวี "คุณหญิงจันทร์เทวีเป็นหัวหน้าห้องเครื่องพ่ะย่ะค่ะ เป็นสตรีผู้มีอำนาจและเป็นคนสนิทของพระสนมเอกเหมันต์พ่ะย่ะค่ะ"
พระสนมเอกเหมันต์...สตรีผู้เลอโฉมและมีอิทธิพลในราชสำนักอย่างมาก เป็นบุตรีของเสนาบดีกระทรวงกลาโหม มีเครือข่ายอำนาจที่แข็งแกร่ง และมักจะพยายามเข้ามาแทรกแซงในพระราชกิจอยู่เสมอ
องค์จักรพรรดิอัคราทรงนึกถึงท่าทางอันเย่อหยิ่งของคุณหญิงจันทร์เทวี และแววตาตำหนิที่นางมองบุปผา พระองค์ทรงรู้สึกไม่พอพระทัยเป็นอย่างยิ่งที่หญิงสาวผู้บริสุทธิ์ต้องมาถูกรังแกเช่นนี้
"นางมีอำนาจถึงขั้นจะตำหนิข้าราชบริพารในเขตพระราชฐานชั้นในได้เชียวหรือ" พระองค์ตรัสด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาขึ้น
"คุณหญิงจันทร์เทวีเป็นผู้ควบคุมดูแลงานศิลปะและงานฝีมือทั้งหมดในราชสำนักพ่ะย่ะค่ะ จึงมีสิทธิ์ที่จะดูแลบุปผาซึ่งเป็นช่างวาดภาพหลวง" ขันทีจงตอบ
องค์จักรพรรดิอัคราทรงกำพระหัตถ์แน่น หากทรงอยู่ในชุดฉลองพระองค์เต็มยศ คุณหญิงจันทร์เทวีคงไม่มีทางกล้าแสดงท่าทีเช่นนั้นต่อหน้าพระองค์แน่
"ท่านจง" พระองค์ตรัส "พรุ่งนี้จัดให้เรามีพระราชกิจที่จะต้องไปตรวจตราการก่อสร้างตำหนักใหม่ที่อยู่ใกล้กับอุทยาน"
ขันทีจงโค้งคำนับ "พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท" แม้จะไม่เข้าใจในพระประสงค์ที่แท้จริง แต่ก็รับพระบัญชาไว้
องค์จักรพรรดิอัคราทรงทราบดีว่าการพบปะกับบุปผาในฐานะคนสามัญชนนั้นเป็นเรื่องที่ยากขึ้นเรื่อยๆ แต่พระองค์ก็ไม่สามารถห้ามความรู้สึกที่เริ่มก่อตัวขึ้นในพระทัยได้ ความบริสุทธิ์ของบุปผาเป็นเหมือนโอเอซิสในทะเลทรายที่แห้งแล้งของพระองค์ และพระองค์จะไม่ยอมให้สิ่งใดมาพรากโอเอซิสแห่งนี้ไปจากพระองค์ได้ง่ายๆ
รอยยิ้มแรกที่บุปผามอบให้ยังคงตราตรึงอยู่ในพระทัยขององค์จักรพรรดิอัครา เป็นรอยยิ้มที่บริสุทธิ์และจริงใจที่สุดเท่าที่พระองค์เคยได้รับมาตลอดชีวิต เป็นรอยยิ้มที่จุดประกายความหวังและความรักให้แก่ดวงใจอันเดียวดายขององค์ประมุขผู้ยิ่งใหญ่

บุปผาเคียงบัลลังก์
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก