บุปผาเคียงบัลลังก์

ตอนที่ 41 — บุปผาที่ต้องก้าวเข้าสู่กรงทอง

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

90 ตอน · 999 คำ

หลังจากวันนั้น ความกดดันในวังหลวงก็เริ่มทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ท่านสมุหนายกวิโรจน์และเสนาบดีกรมพิธีไกรสรได้พยายามเข้าเฝ้าองค์จักรพรรดิเพื่อกราบบังคมทูลทัดทานเรื่องความสัมพันธ์ของพระองค์กับมณีจันทร์อยู่หลายครั้ง แต่ทุกครั้งก็ได้รับคำตอบที่หนักแน่นและเด็ดขาดจากองค์จักรพรรดิอัคราเทพว่าพระองค์ทรงมีพระราชอำนาจเต็มที่ในการตัดสินพระทัยเรื่องส่วนพระองค์ และจะไม่มีผู้ใดสามารถก้าวล่วงได้

ทว่าเหล่าขุนนางก็มิได้ยอมแพ้ง่ายๆ พวกเขาเริ่มใช้กลวิธีที่แยบยลขึ้น โดยการแพร่ข่าวลือที่บิดเบือนและใส่ร้ายมณีจันทร์ให้แพร่สะพัดไปในหมู่ประชาชนนอกวังหลวง ทำให้ชื่อเสียงของมณีจันทร์เสียหาย ‌และทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมขององค์จักรพรรดิที่ทรงมีพระเมตตาต่อหญิงสามัญชนผู้หนึ่งมากเกินไป

มณีจันทร์เองก็ได้รับผลกระทบจากข่าวลือเหล่านั้นอย่างหนัก นางถูกมองด้วยสายตาดูแคลนจากบางคนในวังหลวง ถูกกีดกันจากงานศิลปะบางอย่าง และถูกปฏิบัติด้วยความเย็นชาจากบรรดาช่างเขียนรุ่นพี่ที่เคยสนิทสนมกัน ความโดดเดี่ยวที่เคยมีอยู่แล้วยิ่งเพิ่มพูนขึ้นเป็นทวีคูณ แต่นางก็พยายามอดทนและตั้งใจทำงานของตนเองอย่างเต็มที่ โดยมีเพียงคำพูดให้กำลังใจจากองค์จักรพรรดิเท่านั้นที่เป็นเหมือนแสงสว่างนำทางในชีวิต

องค์จักรพรรดิอัคราเทพทรงทราบถึงความทุกข์ใจของมณีจันทร์เป็นอย่างดี พระองค์ทรงรู้สึกเจ็บปวดที่เห็นหญิงสาวที่พระองค์ทรงรักต้องมาเผชิญหน้ากับความยากลำบากเช่นนี้ ​และทรงตัดสินพระทัยแล้วว่าจะไม่ปล่อยให้นางต้องทนทุกข์อยู่เพียงลำพังอีกต่อไป พระองค์ทรงปรารถนาที่จะให้นางได้เข้ามาอยู่ในความดูแลของพระองค์อย่างเป็นทางการ เพื่อปกป้องนางจากภัยคุกคามทั้งปวง

วันหนึ่ง องค์จักรพรรดิอัคราเทพทรงมีพระราชโองการเรียกประชุมเหล่าขุนนางผู้ใหญ่ทั้งหมด ณ ห้องโถงราชกิจอันโอ่อ่า บรรยากาศในห้องประชุมเต็มไปด้วยความตึงเครียด เหล่าขุนนางต่างคาดเดาไปต่างๆ ‍นานาว่าองค์จักรพรรดิจะทรงมีพระราชดำริอันใด

เมื่อองค์จักรพรรดิอัคราเทพเสด็จขึ้นประทับบนบัลลังก์ทองคำ พระพักตร์ของพระองค์เรียบเฉยและสงบนิ่ง แต่แววพระเนตรกลับฉายแววเด็ดเดี่ยวและหนักแน่นกว่าที่เคย

“วันนี้ที่ข้าเรียกพวกเจ้ามาประชุม มีเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่จะแจ้งให้พวกเจ้าทราบ” พระองค์ตรัสด้วยสุรเสียงที่ก้องกังวานไปทั่วห้องโถง “ข้าได้พิจารณาไตร่ตรองมาอย่างรอบคอบแล้ว และได้ตัดสินใจที่จะสถาปนา ‘มณีจันทร์’ ‌ช่างเขียนในโรงช่างหลวง ขึ้นเป็น ‘นางในตำหนัก’ โดยให้นางพำนักอยู่ในเขตพระราชฐาน และได้รับเบี้ยหวัดเงินปีตามสมควร”

ทันทีที่พระราชโองการสิ้นสุดลง เสียงฮือฮาและเสียงกระซิบกระซาบก็ดังขึ้นทั่วห้องโถง เหล่าขุนนางต่างตกใจและไม่คาดคิดว่าองค์จักรพรรดิจะทรงตัดสินพระทัยเช่นนี้ ท่านสมุหนายกวิโรจน์และเสนาบดีกรมพิธีไกรสรถึงกับหน้าซีดเผือด ‍ด้วยไม่คิดว่าพระองค์จะทรงดำเนินการอย่างรวดเร็วและเด็ดขาดถึงเพียงนี้

“ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ!” ท่านสมุหนายกวิโรจน์รีบคุกเข่าลงกราบบังคมทูล “หม่อมฉันขอประทานอภัยที่ต้องกราบทูลทัดทาน แต่การสถาปนาหญิงสามัญชนขึ้นเป็นนางในตำหนักเช่นนี้ เป็นเรื่องที่มิเคยมีมาในราชประเพณีของแคว้นอัคราพ่ะย่ะค่ะ และอาจนำมาซึ่งความวุ่นวายในราชสำนักได้”

“หม่อมฉันก็เห็นด้วยกับท่านสมุหนายกพ่ะย่ะค่ะ” เสนาบดีกรมพิธีไกรสรเสริม “ราชประเพณีนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ ​หากฝ่าบาททรงกระทำการใดที่ขัดต่อราชประเพณี ย่อมทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติยศ และอาจเป็นเหตุให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในราชบัลลังก์ได้พ่ะย่ะค่ะ”

องค์จักรพรรดิอัคราเทพทรงทอดพระเนตรมองเหล่าขุนนางที่คุกเข่าอยู่เบื้องล่างด้วยแววพระเนตรที่หนักแน่น “ราชประเพณีนั้นเป็นสิ่งที่ดีงาม แต่ก็มิได้หมายความว่าจะต้องยึดถืออย่างตายตัวโดยไม่คำนึงถึงเหตุผลและความถูกต้อง สิ่งใดที่ไม่เหมาะสมก็ควรปรับเปลี่ยน สิ่งใดที่ล้าสมัยก็ควรละทิ้งไป”

“มณีจันทร์เป็นหญิงสาวที่มีความสามารถ มีจิตใจบริสุทธิ์ ​และมีความดีงามสมควรที่จะได้รับเกียรติยศนี้ การที่ข้าสถาปนานางขึ้นเป็นนางในตำหนัก มิได้หมายความว่าจะให้นางเข้ามายุ่งเกี่ยวกับราชกิจบ้านเมืองแต่อย่างใด หากแต่เป็นเพียงการให้นางได้เข้ามาพำนักอยู่ในเขตพระราชฐานอย่างปลอดภัย และได้รับเกียรติยศที่สมควรได้รับ” พระองค์ตรัสด้วยสุรเสียงที่หนักแน่นและเด็ดขาด “เรื่องนี้ถือเป็นพระราชโองการเด็ดขาด ไม่มีผู้ใดสามารถทัดทานได้อีกต่อไป”

เมื่อเห็นว่าองค์จักรพรรดิทรงมีพระราชดำริที่เด็ดขาดเช่นนั้น ​เหล่าขุนนางก็มิอาจกล่าวทัดทานสิ่งใดได้อีก นอกจากก้มหน้าลงรับพระราชโองการด้วยความจำนน

“จางซื่อ” องค์จักรพรรดิอัคราเทพตรัสเรียกขันทีคนสนิท “เจ้าไปจัดเตรียมเรือนพักที่เหมาะสมสำหรับมณีจันทร์ และจัดหานางกำนัลผู้ซื่อสัตย์ไปดูแลนางให้เรียบร้อย”

“พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท” จางซื่อรีบรับคำสั่งด้วยความยินดี

ในวันเดียวกันนั้นเอง จางซื่อก็ได้นำพระราชโองการไปแจ้งแก่มณีจันทร์ที่โรงช่างหลวง เมื่อมณีจันทร์ได้ยินข่าวนี้ นางก็รู้สึกตกใจและประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง นางไม่เคยคิดฝันมาก่อนว่าชีวิตของนางจะเปลี่ยนแปลงไปมากถึงเพียงนี้

“ท่านจางซื่อ นี่เป็นเรื่องจริงหรือเพคะ” มณีจันทร์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ

“เป็นเรื่องจริงพ่ะย่ะค่ะคุณมณีจันทร์ ฝ่าบาททรงมีพระราชโองการสถาปนาท่านขึ้นเป็นนางในตำหนักแล้วพ่ะย่ะค่ะ นับจากนี้ท่านจะได้พำนักอยู่ในวังหลวง และได้รับการดูแลอย่างสมเกียรติพ่ะย่ะค่ะ” จางซื่อกล่าวด้วยรอยยิ้ม

มณีจันทร์รู้สึกราวกับโลกทั้งใบกำลังหมุนคว้าง นางดีใจที่องค์จักรพรรดิทรงให้เกียรตินางถึงเพียงนี้ และดีใจที่จะได้อยู่ใกล้ชิดกับพระองค์มากยิ่งขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกหวาดหวั่นถึงชีวิตที่กำลังจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากช่างเขียนสามัญชนที่อิสระ นางกำลังจะก้าวเข้าสู่กรงทองอันโอ่อ่าของราชวัง ที่เต็มไปด้วยกฎเกณฑ์อันเคร่งครัดและสายตาจับจ้องของคนรอบข้าง

“แต่... หม่อมฉันเป็นเพียงสามัญชนเพคะ จะเหมาะสมหรือ” มณีจันทร์เอ่ยถามด้วยความไม่มั่นใจ

“ฝ่าบาททรงมีพระราชดำริแล้วว่าท่านเหมาะสมที่สุดแล้วพ่ะย่ะค่ะคุณมณีจันทร์ ขอท่านอย่าได้กังวลไปเลย” จางซื่อปลอบ

มณีจันทร์ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากยอมรับพระราชโองการ ในวันนั้น นางได้เก็บข้าวของส่วนตัวเพียงเล็กน้อย อำลาครูบาอาจารย์และสหายในโรงช่างหลวง แล้วก้าวเท้าเข้ามาในเขตพระราชฐานพร้อมกับจางซื่อและนางกำนัลที่องค์จักรพรรดิจัดหามาให้

เรือนพักที่องค์จักรพรรดิจัดเตรียมไว้ให้นั้นตั้งอยู่ในส่วนที่เงียบสงบของวังหลวง เป็นเรือนไม้สักขนาดกลางที่ตกแต่งอย่างเรียบง่ายแต่งดงาม มีสวนดอกไม้เล็กๆ อยู่รอบบริเวณ เมื่อมณีจันทร์ก้าวเท้าเข้าไปในเรือนพัก นางก็รู้สึกราวกับกำลังเดินเข้าไปในอีกโลกหนึ่ง โลกที่แตกต่างจากชีวิตที่นางเคยเป็นมาโดยสิ้นเชิง

คืนนั้น องค์จักรพรรดิอัคราเทพเสด็จมาเยี่ยมนางด้วยพระองค์เอง โดยมีจางซื่อติดตามมาเพียงลำพัง เมื่อเห็นพระองค์ มณีจันทร์ก็รีบคุกเข่าลงกราบบังคมทูลด้วยความเคารพ

“ไม่ต้องมากพิธีนักหรอกมณีจันทร์” พระองค์ตรัส พลางพยุงนางให้ลุกขึ้น “เจ้าพอใจกับเรือนพักนี้หรือไม่”

“พอใจเพคะฝ่าบาท งดงามมากเพคะ” มณีจันทร์ตอบด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือด้วยความตื้นตัน

“นับจากนี้ไป เจ้าก็จะได้อยู่ที่นี่อย่างปลอดภัย จะไม่มีผู้ใดสามารถรังแกเจ้าได้อีกแล้ว” พระองค์ตรัสด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน แต่แฝงไว้ด้วยความหนักแน่น

มณีจันทร์เงยหน้าขึ้นมองพระองค์ ดวงตาของนางเต็มไปด้วยน้ำตาแห่งความซาบซึ้งใจ นางไม่รู้จะตอบแทนความเมตตาของพระองค์ได้อย่างไร

“ขอบพระทัยเพคะฝ่าบาท ขอบพระทัยสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างเพคะ”

องค์จักรพรรดิอัคราเทพทรงกุมมือของนางเบาๆ “อย่าได้คิดมากเลยมณีจันทร์ ข้าเพียงแต่ทำในสิ่งที่ข้าควรจะทำ”

ในคืนนั้น องค์จักรพรรดิและมณีจันทร์ได้สนทนากันอย่างยาวนาน พระองค์ทรงปลอบโยนนาง ให้กำลังใจ และรับปากว่าจะปกป้องนางจากภัยคุกคามทั้งปวง มณีจันทร์เองก็รู้สึกถึงความอบอุ่นและความปลอดภัยที่นางไม่เคยได้รับมาก่อน

การก้าวเข้ามาเป็นนางในตำหนักของมณีจันทร์นั้น แม้จะนำมาซึ่งความปลอดภัยและเกียรติยศ แต่มันก็เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของบททดสอบครั้งใหญ่ในชีวิตของนาง บุปผาที่เคยผลิบานอย่างอิสระนอกกำแพงวัง กำลังจะต้องเรียนรู้ที่จะเติบโตและปรับตัวให้เข้ากับกรงทองอันโอ่อ่า ที่เต็มไปด้วยความริษยา การแก่งแย่งชิงดี และกฎเกณฑ์อันเคร่งครัดที่นางจะต้องเผชิญหน้า ความรักขององค์จักรพรรดิและมณีจันทร์นั้นจะต้องแข็งแกร่งเพียงใดจึงจะสามารถฝ่าฟันอุปสรรคเหล่านี้ไปได้ บททดสอบที่แท้จริงกำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว

หน้านิยาย
หน้านิยาย
บุปผาเคียงบัลลังก์

บุปผาเคียงบัลลังก์

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!