วันรุ่งขึ้น องค์จักรพรรดิอัคราทรงเสด็จไปยังบริเวณใกล้เคียงอุทยานตามแผนที่ได้ทรงวางไว้ โดยมีขันทีจงและองครักษ์ติดตามมาไม่กี่นาย พระองค์ทรงเลือกที่จะตรวจตรางานก่อสร้างตำหนักใหม่ที่อยู่ไม่ไกลจากต้นไทรใหญ่ที่ทรงเคยพบกับบุปผา เพื่อเป็นข้ออ้างในการแวะเวียนไปหาหญิงสาวผู้เป็นที่ต้องพระทัย
เมื่อเสร็จสิ้นพระราชกิจที่ตำหนักใหม่ องค์จักรพรรดิอัคราก็ทรงปลีกพระองค์ออกจากกลุ่มผู้ติดตาม โดยทรงอ้างว่าต้องการเดินสำรวจพื้นที่ด้วยพระองค์เอง ขันทีจงเข้าใจในพระประสงค์ จึงพยายามถ่วงเวลาและกันไม่ให้ผู้ใดตามเสด็จไป
พระองค์ทรงเดินลัดเลี้ยวไปตามเส้นทางเล็กๆ ที่คุ้นเคย จนกระทั่งมาถึงใต้ต้นไทรใหญ่ริมลำธาร และก็ทรงพบกับบุปผานั่งอยู่ตรงนั้นจริงๆ นางกำลังบรรจงลงสีดอกบัวหลวงบนผืนผ้าใบอย่างตั้งใจ แสงแดดยามเช้าสาดส่องลงมากระทบผิวกายของนาง ทำให้ดูราวกับนางเป็นเทพธิดาแห่งธรรมชาติ
บุปผาเงยหน้าขึ้นเมื่อรู้สึกถึงเงาที่ทอดลงมา นางเห็นท่านอัคราแล้วก็ยิ้มออกมาอย่างสดใส รอยยิ้มนั้นทำให้หัวใจขององค์จักรพรรดิอัคราเต้นแรงขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุม
"ท่านอัครา! ข้าคิดว่าท่านจะไม่มาเสียแล้ว" บุปผากล่าวด้วยน้ำเสียงยินดี
"เรามาตามสัญญาแล้ว" พระองค์ตรัส พลางทรุดพระวรกายลงนั่งข้างๆ นาง ทอดพระเนตรภาพวาดบนผืนผ้าใบ "ภาพวาดของท่านงดงามขึ้นมากจริงๆ ดอกบัวหลวงดูมีชีวิตชีวามาก"
"ข้าพยายามถ่ายทอดความบริสุทธิ์ของมันให้ได้มากที่สุดเจ้าค่ะ" บุปผาตอบ แววตาของนางเป็นประกายด้วยความสุขที่ได้พูดคุยกับเขา
ทั้งสองเริ่มพูดคุยกันอีกครั้งในบรรยากาศที่ผ่อนคลายและเป็นกันเองมากขึ้นกว่าครั้งก่อนๆ องค์จักรพรรดิอัคราทรงรู้สึกว่าพระองค์สามารถเปิดเผยความรู้สึกภายในใจบางอย่างกับบุปผาได้โดยไม่ต้องกังวลถึงฐานะหรือตำแหน่ง
"บางครั้ง...เราก็รู้สึกว่าชีวิตนี้ช่างโดดเดี่ยวเหลือเกิน" พระองค์ตรัสขึ้นมาเบาๆ แววพระเนตรทอดมองไปยังลำธารที่ไหลเอื่อย "แม้จะอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมาย แต่กลับไม่มีใครที่เราสามารถพูดคุยด้วยความจริงใจได้เลย"
บุปผาเงยหน้าขึ้นมองเขา แววตาของนางเต็มไปด้วยความเห็นใจ "ข้าเข้าใจความรู้สึกนั้นดีเจ้าค่ะ บางครั้งข้าเองก็รู้สึกเช่นกัน โลกของข้ามีเพียงศิลปะและผืนผ้าใบเท่านั้น"
"แต่ท่านมีอิสระที่จะสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ที่ท่านรัก" พระองค์ตรัส "ในขณะที่เรา...กลับถูกจำกัดด้วยหน้าที่และกฎเกณฑ์มากมาย"
บุปผาฟังคำพูดของเขาด้วยความรู้สึกสงสาร ชายผู้นี้ดูเหมือนจะมีชีวิตที่เพียบพร้อม แต่กลับมีความทุกข์ที่ซ่อนอยู่ภายใน นางรู้ดีว่าโลกของราชสำนักนั้นเต็มไปด้วยความกดดันและความคาดหวัง
"ไม่ว่าท่านจะเป็นใคร หรือมีภาระหน้าที่อันใด ข้าเชื่อว่าท่านก็ยังสามารถค้นพบความสุขและความสงบภายในใจได้เจ้าค่ะ" บุปผากล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "เหมือนกับดอกบัวหลวงที่แม้จะผุดขึ้นจากโคลนตม แต่ก็ยังคงเบ่งบานอย่างบริสุทธิ์"
คำพูดของบุปผาเป็นเหมือนหยาดน้ำทิพย์ชะโลมพระทัยขององค์จักรพรรดิอัครา พระองค์ทรงยิ้มออกมาอย่างจริงใจ รอยยิ้มที่ไม่เคยมีผู้ใดเคยเห็นมาก่อน
"ท่านเป็นคนพิเศษจริงๆ บุปผา" พระองค์ตรัส "ท่านมองเห็นโลกในมุมที่งดงาม และสามารถทำให้เรามองเห็นความงามเหล่านั้นได้ด้วย"
บุปผาหน้าแดงเล็กน้อยกับคำชมเชยของเขา นางรู้สึกเขินอายแต่ก็มีความสุขอย่างประหลาด
การพบปะกันระหว่างองค์จักรพรรดิอัคราและบุปผาเริ่มกลายเป็นกิจวัตรประจำวัน พระองค์ทรงหาข้ออ้างต่างๆ เพื่อเสด็จออกจากตำหนักมาพบกับนางใต้ต้นไทรใหญ่แห่งนั้น บุปผาเองก็เฝ้ารอคอยการมาของเขาอย่างใจจดใจจ่อ ทุกครั้งที่ได้พูดคุยกัน ความผูกพันระหว่างทั้งสองก็ยิ่งลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ
พระองค์ทรงเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับสถานที่ต่างๆ ที่ทรงเคยเสด็จประพาสในวัยเยาว์ เล่าถึงความฝันที่อยากจะเห็นแผ่นดินมีความสงบสุขและประชาชนอยู่ดีกินดี ในขณะที่บุปผาก็เล่าถึงชีวิตอันเรียบง่ายของนาง เล่าถึงแรงบันดาลใจในการวาดภาพ และความฝันที่จะได้วาดภาพทิวทัศน์ที่งดงามทั่วทุกมุมโลก
ความลับของทั้งสองเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ ภายในกำแพงพระราชวังอันกว้างใหญ่ มีเพียงขันทีจงที่ล่วงรู้ความจริงทั้งหมด แต่ขันทีเฒ่าผู้จงรักภักดีก็เลือกที่จะเก็บงำความลับนี้ไว้ เพื่อให้องค์จักรพรรดิได้พบกับความสุขที่แท้จริงบ้างในชีวิต
ทว่าในโลกของราชสำนักนั้น ไม่มีสิ่งใดสามารถเป็นความลับได้ตลอดไป สายตาจับจ้องของขุนนางและเหล่าพระสนมมีอยู่ทุกหนแห่ง การที่องค์จักรพรรดิเสด็จออกจากตำหนักบ่อยครั้งโดยไม่มีพระราชกิจสำคัญ ย่อมเป็นที่สังเกตได้
วันหนึ่ง ในขณะที่องค์จักรพรรดิอัครากำลังเสด็จกลับจากอุทยาน ขันทีจงก็รีบเข้ามาทูลรายงานด้วยสีหน้าเป็นกังวล
"ฝ่าบาท...เสนาบดีกระทรวงกลาโหม ทูลขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ ทรงมีเรื่องสำคัญจะกราบทูล"
องค์จักรพรรดิอัคราทรงขมวดพระขนง "เรื่องอะไรกัน"
"ดูเหมือนว่า...มีข่าวลือบางอย่างแพร่สะพัดในราชสำนักพ่ะย่ะค่ะ เกี่ยวกับการที่ฝ่าบาททรงปลีกพระองค์ออกจากพระราชกิจบ่อยครั้ง" ขันทีจงกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
พระองค์ทรงทราบดีว่าข่าวลือที่ว่านั้นหมายถึงอะไร พระองค์ทรงหันไปมองต้นไทรใหญ่ที่อยู่ไกลออกไป แววพระเนตรฉายแววเป็นห่วงบุปผา
"ไปกันเถอะ" พระองค์ตรัสด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย พยายามเก็บซ่อนความรู้สึกภายในใจ
ในท้องพระโรง เสนาบดีกระทรวงกลาโหม ซึ่งเป็นบิดาของพระสนมเอกเหมันต์ กำลังยืนรออยู่ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เมื่อองค์จักรพรรดิเสด็จมาถึง เขาก็รีบคุกเข่าถวายบังคม
"ถวายบังคมฝ่าบาท"
"ลุกขึ้นเถิดท่านเสนาบดี มีเรื่องอันใดที่จะกราบทูลเรา"
"กราบทูลฝ่าบาท" เสนาบดีกระทรวงกลาโหมกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "บัดนี้มีข่าวลืออันไม่เหมาะสมแพร่สะพัดในราชสำนักพ่ะย่ะค่ะ ข่าวลือที่กล่าวถึงการที่ฝ่าบาททรงโปรดปรานหญิงสามัญชนผู้หนึ่ง และทรงใช้เวลาอยู่กับนางบ่อยครั้ง เป็นเหตุให้พระราชกิจบางอย่างต้องล่าช้า"
องค์จักรพรรดิอัคราทรงกำพระหัตถ์แน่น พระพักตร์เรียบเฉย แต่แววพระเนตรกลับฉายแววไม่พอพระทัยอย่างชัดเจน
"ข่าวลืออันใดกัน ท่านเสนาบดี" พระองค์ตรัสด้วยน้ำเสียงเย็นชา "เรื่องส่วนตัวของเรา ไม่ควรเป็นที่กล่าวขวัญในราชสำนัก"
"ขออภัยพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท" เสนาบดีกระทรวงกลาโหมกล่าว "แต่เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเกียรติยศของราชวงศ์ และความมั่นคงของบัลลังก์พ่ะย่ะค่ะ การที่ฝ่าบาททรงแสดงความโปรดปรานต่อหญิงสามัญชน ย่อมทำให้ขุนนางและประชาชนเกิดความสงสัยเคลือบแคลงในพระปรีชาสามารถของฝ่าบาทได้พ่ะย่ะค่ะ"
"ท่านกำลังกล่าวหาว่าเราไม่มีพระปรีชาสามารถเช่นนั้นหรือ" พระองค์ตรัสเสียงเข้ม
"หามิได้พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท" เสนาบดีกระทรวงกลาโหมรีบกล่าว "ข้าพระองค์เพียงแต่เป็นห่วงว่าเรื่องนี้จะนำพาความวุ่นวายมาสู่ราชวงศ์พ่ะย่ะค่ะ"
องค์จักรพรรดิอัคราทรงยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ความเงียบเข้าปกคลุมท้องพระโรงจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจ
"ท่านเสนาบดี" พระองค์ตรัส "เราจะจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเราเอง ท่านไม่ต้องเป็นห่วง และเราจะหาตัวผู้ที่ปล่อยข่าวลืออันไม่เป็นความจริงนี้มาลงโทษ"
เสนาบดีกระทรวงกลาโหมโค้งคำนับ "พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท" แต่ในใจของเขาก็ยังคงไม่วางใจ
หลังจากเสนาบดีกระทรวงกลาโหมกลับไป องค์จักรพรรดิอัคราก็ทรงประทับอยู่บนพระแท่นด้วยความรู้สึกสับสนและขุ่นเคือง พระองค์ทรงทราบดีว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังข่าวลือนี้คงหนีไม่พ้นพระสนมเอกเหมันต์และครอบครัวของนาง ซึ่งต้องการที่จะควบคุมพระองค์และราชบัลลังก์
"ท่านจง" พระองค์ตรัสเรียกขันทีจงที่ยืนอยู่ข้างๆ "ดูเหมือนว่าความลับของเราจะไม่ได้เป็นความลับอีกต่อไปแล้ว"
ขันทีจงโค้งคำนับด้วยสีหน้าเป็นกังวล "พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท ข้าพระองค์เป็นห่วงบุปผามากพ่ะย่ะค่ะ"
องค์จักรพรรดิอัคราทรงพยักพระพักตร์ "เราก็เป็นห่วงนางเช่นกัน นางไม่ควรต้องมาเดือดร้อนเพราะเรา"
พระองค์ทรงเดินวนไปมาในห้องทรงงาน ความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของบุปผาเริ่มกัดกินพระทัย พระองค์ไม่ต้องการให้นางต้องมาเผชิญหน้ากับความโหดร้ายของราชสำนัก
ในขณะเดียวกัน บุปผาก็ยังคงใช้ชีวิตตามปกติ นางไม่ได้รับรู้ถึงข่าวลือหรือความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในราชสำนัก นางยังคงตั้งใจวาดภาพดอกบัวหลวงที่งดงามให้ท่านอัคราด้วยความรักและความปรารถนาดี
แต่ในวันนั้น เมื่อนางกลับมาถึงห้องทำงาน ก็พบว่าคุณหญิงจันทร์เทวีกำลังยืนรออยู่ด้วยสีหน้าถมึงทึง
"บุปผา เจ้ามานี่เดี๋ยวนี้" คุณหญิงจันทร์เทวีกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
บุปผารู้สึกถึงลางสังหรณ์ที่ไม่ดี นางเดินเข้าไปหาคุณหญิงจันทร์เทวีด้วยความรู้สึกประหวั่นพรั่นพรึง
"เจ้าทำอะไรลงไป! รู้ตัวบ้างหรือไม่ว่ากำลังสร้างปัญหาใหญ่ให้กับราชสำนัก" คุณหญิงจันทร์เทวีกล่าวด้วยน้ำเสียงกราดเกรี้ยว "มีข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วว่าเจ้าเป็นหญิงสามัญชนที่องค์จักรพรรดิทรงโปรดปราน และทรงปลีกพระองค์จากพระราชกิจเพื่อมาพบเจ้า!"
บุปผาหน้าซีดเผือด นางตกใจมากกับคำพูดของคุณหญิงจันทร์เทวี "ไม่จริงเจ้าค่ะ ข้า...ข้าเพียงแค่เป็นช่างวาดภาพเท่านั้น"
"อย่ามาโกหก! ข้าเห็นกับตาว่าเจ้าพูดคุยกับชายผู้นั้นอย่างสนิทสนม" คุณหญิงจันทร์เทวีกล่าว "ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร แต่การที่เจ้าเป็นแค่ช่างวาดภาพ แต่กลับทำให้องค์จักรพรรดิทรงต้องเสด็จออกจากตำหนักบ่อยครั้งเช่นนี้ ย่อมเป็นเรื่องที่ไม่อาจยอมรับได้"
"ข้าขอสาบานว่าข้าไม่เคยคิดเรื่องเหล่านั้นเลยเจ้าค่ะ" บุปผากล่าว น้ำเสียงสั่นเครือ "ข้าเพียงแค่ต้องการวาดภาพเท่านั้น"
"ไม่ว่าเจ้าจะคิดหรือไม่คิด แต่บัดนี้เรื่องราวของเจ้าได้สร้างความวุ่นวายให้กับราชสำนักแล้ว" คุณหญิงจันทร์เทวีกล่าว "นับจากวันนี้เป็นต้นไป เจ้าจะต้องทำงานอยู่ในห้องนี้เท่านั้น ห้ามออกไปที่อุทยานอีกเป็นอันขาด! และห้ามพบปะกับชายแปลกหน้าคนนั้นอีก หากข้ารู้ว่าเจ้ายังแอบไปพบเขาอีก ข้าจะไล่เจ้าออกจากราชสำนักทันที!"
บุปผาน้ำตาคลอเบ้า นางไม่เคยถูกตำหนิด้วยถ้อยคำรุนแรงเช่นนี้มาก่อน
"เจ้าค่ะคุณหญิง" นางกล่าวเสียงแผ่ว
คุณหญิงจันทร์เทวีจ้องมองบุปผาด้วยสายตาเย็นชา ก่อนจะเดินจากไป ทิ้งให้บุปผายืนอยู่เพียงลำพังในห้องทำงานที่ดูมืดมิดและอ้างว้าง
บุปผาทรุดตัวลงนั่งบนพื้น น้ำตาไหลอาบแก้ม นางไม่เข้าใจว่าเหตุใดเรื่องราวถึงได้บานปลายมาถึงเพียงนี้ นางเพียงแค่อยากวาดภาพและพูดคุยกับท่านอัคราผู้ซึ่งเป็นคนเดียวที่เข้าใจในสิ่งที่นางรู้สึก
ความลับที่เคยเป็นเพียงเรื่องส่วนตัวของคนสองคน บัดนี้ได้กลายเป็นเงาที่เริ่มคืบคลานเข้ามาคุกคามชีวิตของบุปผาแล้ว และนางก็ไม่รู้เลยว่า จะต้องเผชิญหน้ากับสิ่งใดต่อไปในโลกที่เต็มไปด้วยเล่ห์กลและความริษยาเช่นนี้

บุปผาเคียงบัลลังก์
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก