บุปผาเคียงบัลลังก์

ตอนที่ 21 — แสงจันทร์สะท้อนเงาจิตรกรรม

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

90 ตอน · 1,203 คำ

หลังจากวันนั้น บุปผาก็เฝ้ารอคอยข่าวด้วยใจจดจ่อ ทุกวันเธอจะออกไปนั่งที่หน้าต่างบานเล็ก จ้องมองเส้นทางที่ทอดสู่เรือนของเธอ หวังว่าจะมีใครสักคนมาแจ้งข่าวดี แต่แล้วก็ผ่านไปหลายวัน หลายสัปดาธ์ ความหวังเริ่มจางหายไปเล็กน้อย ‌เธอพยายามปลอบใจตัวเองว่าไม่เป็นไร อย่างน้อยเธอก็ได้พยายามทำตามความฝันแล้ว

ในขณะเดียวกัน ณ พระราชวังหลวง ขันทีหลี่ หัวหน้าขันทีผู้ซื่อสัตย์และรอบรู้ ได้รวบรวมผลงานศิลปะที่ส่งเข้ามาจากทั่วสารทิศมาจัดแสดงในท้องพระโรงใหญ่ เพื่อรอการคัดเลือกจากองค์จักรพรรดิภูมินทร์ ​มีภาพวาดมากมายหลายร้อยภาพ ประติมากรรมแกะสลักอันวิจิตร บทกวีที่บรรยายความงดงามของธรรมชาติและชีวิต ขันทีหลี่จัดเรียงผลงานเหล่านั้นอย่างเป็นระเบียบ แต่ก็แอบถอนหายใจกับความหลากหลายของรสนิยมที่แตกต่างกันไป

"นี่หรือคือ 'จิตวิญญาณของราษฎร' ที่ฝ่าบาททรงต้องการ" ขันทีหลี่พึมพำกับตัวเอง ‍เขาเข้าใจดีว่าองค์จักรพรรดิทรงโดดเดี่ยวเพียงใด และทรงปรารถนาที่จะสัมผัสกับความจริงใจที่ปราศจากการเสแสร้งแกล้งทำ เฉกเช่นที่เหล่าขุนนางมักจะนำเสนอต่อพระองค์

ยามค่ำคืน เมื่อพระจันทร์เต็มดวงสาดแสงนวลผ่องลงมาอาบไล้พระราชวัง องค์จักรพรรดิภูมินทร์ทรงเสด็จมายังท้องพระโรงใหญ่โดยลำพัง มีเพียงขันทีหลี่ที่ติดตามมาด้วย พระองค์ทรงฉลองพระองค์ชุดผ้าไหมธรรมดา ปราศจากเครื่องทรงอันหรูหรา ‌เพื่อให้พระองค์รู้สึกเป็นอิสระจากตำแหน่งอันสูงส่งชั่วคราว

"ฝ่าบาท ทรงเหน็ดเหนื่อยกับการทรงงานมาทั้งวันแล้วนะพ่ะย่ะค่ะ ควรจะเสด็จไปพักผ่อนเสียก่อน" ขันทีหลี่เอ่ยทูลด้วยความห่วงใย

"ไม่เป็นไร ขันทีหลี่" องค์จักรพรรดิทรงโบกพระหัตถ์แผ่วเบา "ข้าอยากเห็นผลงานเหล่านี้ด้วยตาของข้าเอง ข้าอยากรู้ว่าสามัญชนมีความคิดความรู้สึกเช่นไร"

องค์จักรพรรดิทรงเริ่มเดินสำรวจผลงานทีละชิ้นอย่างช้าๆ ‍พระเนตรคมกริบกวาดมองอย่างพินิจพิเคราะห์ บางภาพก็งดงามวิจิตรตระการตา บางชิ้นก็แสดงถึงความประณีตบรรจง แต่ส่วนใหญ่แล้วดูเหมือนจะขาดอะไรบางอย่างที่พระองค์กำลังทรงตามหา ราวกับว่าศิลปินเหล่านั้นพยายามจะสร้างสรรค์สิ่งที่คิดว่าองค์จักรพรรดิจะโปรด ไม่ใช่สิ่งที่มาจากใจจริงของตนเอง

"ภาพเหล่านี้ล้วนงดงามพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท" ขันทีหลี่เอ่ยขึ้น ​"แต่กระหม่อมก็รู้สึกว่ามันขาดความแปลกใหม่ไปบ้าง"

องค์จักรพรรดิทรงพยักพระพักตร์ "ใช่... มันขาด 'ชีวิต' ขาด 'จิตวิญญาณ' ราวกับภาพที่ถูกวาดตามแบบแผนที่ตายตัว"

พระองค์ทรงเดินต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งพระเนตรไปสะดุดเข้ากับภาพวาดภาพหนึ่ง ​ภาพนั้นถูกวางอยู่ค่อนข้างโดดเดี่ยว ณ มุมหนึ่งของท้องพระโรง ไม่ได้โดดเด่นสะดุดตาด้วยสีสันที่ฉูดฉาด หรือลวดลายที่โอ่อ่า แต่กลับมีบางสิ่งที่ดึงดูดสายพระเนตรขององค์จักรพรรดิให้หยุดนิ่ง ภาพนั้นคือ "ดอกเหมยในเหมันต์" ​ของบุปผา

แสงจันทร์ที่ลอดผ่านหน้าต่างเข้ามา ส่องกระทบลงบนภาพวาดพอดี ทำให้ดอกเหมยสีขาวนวลและกิ่งก้านที่บิดเกลียวดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาในยามค่ำคืน องค์จักรพรรดิทรงก้าวเข้าไปใกล้ภาพวาดนั้นช้าๆ ทรงทอดพระเนตรด้วยความสนพระทัยอย่างยิ่ง

"นี่คืออะไร ขันทีหลี่" พระองค์ตรัสถามด้วยน้ำเสียงที่ผิดแปลกไปจากปกติ

ขันทีหลี่รีบเดินเข้าไปดู "เป็นภาพวาดดอกเหมยพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท ชื่อภาพ 'ดอกเหมยในเหมันต์' สร้างสรรค์โดยเด็กสาวชื่อบุปผา เป็นสามัญชนจากชานเมือง"

องค์จักรพรรดิทรงไม่สนพระทัยในรายละเอียดปลีกย่อย แต่ทรงจดจ่ออยู่กับภาพวาดเบื้องหน้า พระองค์ทรงเห็นถึงความงดงามที่ซ่อนเร้น ความแข็งแกร่งที่แฝงอยู่ในความบอบบางของดอกเหมยแต่ละดอก กิ่งก้านที่บิดเกลียวราวกับต้องฝ่าฟันอุปสรรคมาอย่างยาวนาน แต่ก็ยังคงผลิบานอย่างสง่างามท่ามกลางความหนาวเหน็บ ดวงตาของพระองค์ฉายแววครุ่นคิดลึกซึ้ง

"ภาพนี้... มันมีชีวิต" องค์จักรพรรดิทรงพึมพำ "มันบอกเล่าเรื่องราว มันสะท้อนถึงจิตวิญญาณบางอย่างที่ข้าไม่เคยสัมผัสได้จากภาพวาดอื่นใด"

พระองค์ทรงเอื้อมพระหัตถ์ออกไปสัมผัสภาพวาดอย่างแผ่วเบา ราวกับเกรงว่าความงดงามนั้นจะเลือนหายไปภายใต้ปลายนิ้ว ภาพดอกเหมยในเหมันต์นั้นดูราวกับจะสะท้อนความรู้สึกโดดเดี่ยวและเข้มแข็งในพระทัยขององค์จักรพรรดิได้อย่างน่าประหลาด พระองค์ทรงเห็นถึงความหวังที่ผลิบานท่ามกลางความสิ้นหวัง ความงามที่คงอยู่แม้ในยามที่โลกดูจะมืดมิด

"ผู้ที่วาดภาพนี้เป็นเด็กสาวหรือ" องค์จักรพรรดิทรงหันไปถามขันทีหลี่ พระพักตร์มีแววสนพระทัยอย่างชัดเจน

"พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท ชื่อบุปผา อายุสิบเจ็ดปี เป็นลูกสาวของช่างแกะสลักไม้ธรรมดา" ขันทีหลี่ตอบตามข้อมูลที่จดไว้

"นางผู้นี้... มีพรสวรรค์อย่างแท้จริง" องค์จักรพรรดิทรงรับสั่ง "ข้าต้องการพบนาง"

ขันทีหลี่ถึงกับตกใจเล็กน้อย ไม่เคยมีองค์จักรพรรดิพระองค์ใดเคยทรงมีพระประสงค์ที่จะพบกับสามัญชนผู้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะด้วยพระองค์เองมาก่อน นี่เป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้น และอาจจะสร้างความกังวลให้กับเหล่าขุนนางได้ หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป

"ฝ่าบาท... การที่องค์จักรพรรดิจะทรงพบปะกับสามัญชนโดยตรง อาจจะไม่เหมาะสมนักพ่ะย่ะค่ะ และอาจจะก่อให้เกิดความเข้าใจผิดได้" ขันทีหลี่พยายามทัดทานด้วยความเคารพ

"ข้ารู้" องค์จักรพรรดิทรงตรัสด้วยน้ำเสียงจริงจัง "แต่ข้าอยากรู้ว่าผู้ใดกันที่สามารถวาดภาพที่สะท้อนความรู้สึกเช่นนี้ออกมาได้ ข้าต้องการสัมผัสกับความบริสุทธิ์ของศิลปะที่แท้จริง ไม่ใช่แค่เปลือกนอกที่ประดิษฐ์ประดอยขึ้นมา"

เมื่อเห็นว่าพระประสงค์ขององค์จักรพรรดินั้นแน่วแน่ ขันทีหลี่ก็ไม่กล้าทัดทานอีกต่อไป "พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท กระหม่อมจะจัดแจงให้เด็กสาวผู้นั้นเข้าเฝ้าตามพระประสงค์ แต่ขอโปรดให้กระหม่อมจัดเตรียมการอย่างลับๆ เพื่อไม่ให้เป็นที่โจษจันไปทั่วพ่ะย่ะค่ะ"

องค์จักรพรรดิทรงพยักพระพักตร์อย่างพึงพอพระทัย "ดีแล้ว ขันทีหลี่ จัดการให้เรียบร้อย"

เช้าวันรุ่งขึ้น ณ เรือนของบุปผา เมื่อแสงตะวันสาดส่องเข้ามา บุปผากำลังช่วยมารดาจัดเตรียมอาหารเช้าตามปกติ ทันใดนั้น ก็มีเสียงเคาะประตูเบาๆ บุปผาเดินไปเปิดประตูด้วยความสงสัย เมื่อเปิดออก เธอก็พบกับขันทีในชุดสีเข้มสองนายยืนอยู่หน้าเรือน ขันทีนายหนึ่งถือม้วนกระดาษในมือ

"ขออภัยที่รบกวน" ขันทีนายหนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสุภาพ "ที่นี่ใช่เรือนของเด็กสาวชื่อบุปผาหรือไม่"

บุปผารู้สึกใจเต้นระรัวอย่างไม่ทราบสาเหตุ "ใช่เจ้าค่ะ ข้าเอง"

"เจ้าของภาพ 'ดอกเหมยในเหมันต์' ใช่หรือไม่" ขันทีถามย้ำ

"ใช่เจ้าค่ะ" บุปผาตอบเสียงแผ่ว

"ผลงานของเจ้าได้รับเลือกจากองค์จักรพรรดิ" ขันทีกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย "องค์จักรพรรดิมีพระประสงค์ให้เจ้าเข้าเฝ้า ณ พระราชวังในยามบ่ายวันนี้ เพื่อทรงทอดพระเนตรการรังสรรค์ภาพวาดของเจ้าด้วยพระองค์เอง"

คำกล่าวของขันทีทำให้บุปผาตกใจจนแทบสิ้นสติ เธอไม่คิดไม่ฝันเลยว่าภาพวาดของเธอจะได้รับเลือก และยิ่งไปกว่านั้น องค์จักรพรรดิจะทรงมีพระประสงค์ให้เธอเข้าเฝ้าด้วยพระองค์เอง มารดาของบุปผาที่ยืนอยู่ด้านหลังเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ถึงกับหน้าซีดเผือดด้วยความตกใจและเป็นห่วง

"เข้าเฝ้าฝ่าบาทหรือเจ้าคะ" มารดาของบุปผาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "แต่บุปผาเป็นเพียงสามัญชน จะไปเข้าเฝ้าองค์จักรพรรดิได้อย่างไรเจ้าคะ"

"นี่คือพระประสงค์ของฝ่าบาท" ขันทีกล่าวหนักแน่น "พวกเราจะมารับนางในยามบ่าย ขอให้นางเตรียมตัวให้พร้อม"

หลังจากขันทีจากไป บุปผาก็ยืนนิ่งราวกับรูปปั้น ความรู้สึกตื่นเต้น ดีใจ หวาดกลัว และประหม่า ประดังเข้ามาในหัวใจพร้อมกัน เธอได้แต่หันไปมองมารดาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความกังวล

"ท่านแม่เจ้าคะ หนู... หนูควรจะทำอย่างไรดี" บุปผาถามด้วยน้ำเสียงสั่นๆ

"บุปผา... นี่เป็นเกียรติอันสูงสุด แต่ก็เป็นเรื่องที่อันตรายยิ่งนัก" มารดาของบุปผาโอบกอดลูกสาวอย่างแน่นหนา "วังหลวงนั้นเต็มไปด้วยเล่ห์กลและอันตราย ลูกจะต้องระมัดระวังตัวให้มากที่สุด"

พ่อของบุปผาที่เพิ่งเดินกลับมาจากทำงาน เมื่อได้ยินเรื่องราวก็รู้สึกตกใจเช่นกัน แต่เมื่อเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความหวังและความตื่นเต้นของลูกสาว เขาก็รู้ดีว่าไม่อาจจะห้ามปรามได้

"ไม่ต้องกลัวหรอกลูก" พ่อปลอบโยน "เจ้าไปเข้าเฝ้าตามพระประสงค์ของฝ่าบาทเถิด เพียงแค่ตั้งใจทำหน้าที่ของเจ้าให้ดีที่สุด อย่าได้ทำอะไรที่ไม่เหมาะสม และจงเชื่อมั่นในพรสวรรค์ของเจ้า"

ด้วยกำลังใจจากบิดามารดา บุปผาจึงเริ่มเตรียมตัว เธอเลือกชุดผ้าฝ้ายสีอ่อนที่สะอาดสะอ้านที่สุดของเธอ และพยายามสงบจิตใจที่เต้นระรัว เธอพยายามคิดถึงแต่ภาพวาดของเธอ คิดถึงความงดงามที่เธออยากจะแบ่งปันให้กับองค์จักรพรรดิ

เมื่อยามบ่ายมาถึง ขันทีสองนายก็กลับมารับบุปผาตามสัญญา บุปผาโค้งคำนับบิดามารดาอย่างนอบน้อม แล้วก้าวขึ้นรถม้าที่ราชสำนักจัดเตรียมไว้ให้ เธอเหลือบมองเรือนน้อยๆ ของเธอเป็นครั้งสุดท้าย ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้กลับมาอีกครั้ง หรือชีวิตของเธอจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด

รถม้าเคลื่อนตัวออกไปช้าๆ นำพาบุปผาเข้าสู่ใจกลางพระราชวังอันโอ่อ่าตระการตา กำแพงสูงใหญ่ที่โอบล้อมพระราชวังไว้ ดูราวกับจะโอบล้อมเอาความลับและความมืดมิดต่างๆ ไว้ภายใน บุปผารู้สึกราวกับกำลังก้าวเข้าไปในอีกโลกหนึ่ง โลกที่ไม่เคยมีสามัญชนคนธรรมดาอย่างเธอเคยได้สัมผัส

เมื่อรถม้าหยุดลง ขันทีก็พาบุปผาเข้าไปยังส่วนในของพระราชวัง ผ่านโถงทางเดินที่กว้างขวาง ประดับประดาด้วยภาพวาดและเครื่องเรือนอันล้ำค่า บุปผารู้สึกประหม่าจนแทบจะก้าวขาไม่ออก แต่เธอก็พยายามรวบรวมสติและเดินตามขันทีไปอย่างเงียบๆ

ในที่สุด ขันทีก็พาบุปผามาหยุดที่หน้าห้องโถงกว้างแห่งหนึ่ง ที่ประดับประดาด้วยม่านผ้าไหมสีทองอร่าม และมีกลิ่นหอมของกำยานอ่อนๆ ลอยอบอวล บุปผารู้สึกได้ถึงพลังอำนาจที่แผ่ออกมาจากภายในห้องนั้น

"รออยู่ตรงนี้ก่อน" ขันทีบอกเธอด้วยน้ำเสียงเรียบๆ แล้วเดินนำเข้าไปภายในห้อง

บุปผายืนนิ่งอยู่หน้าประตู ใจเต้นระรัวจนแทบจะหลุดออกมาจากอก เธอพยายามหายใจเข้าลึกๆ เพื่อสงบจิตใจ เธอไม่รู้ว่าอะไรกำลังรอเธออยู่ภายในห้องนั้น แต่เธอก็พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับมัน ด้วยพู่กันเงินคู่ใจที่เธอพกมาด้วย และหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความบริสุทธิ์ของศิลปะ.

แสงจันทร์ที่เคยส่องกระทบภาพวาดของเธอในยามค่ำคืน บัดนี้ได้นำพาเธอมาสู่เบื้องพระพักตร์ขององค์จักรพรรดิผู้ทรงอำนาจและโดดเดี่ยว ราวกับโชคชะตาได้ถูกลิขิตไว้แล้วว่าศิลปะของเธอ จะเป็นสะพานเชื่อมโยงสองโลกที่แตกต่าง ให้โคจรมาพบกัน.

หน้านิยาย
หน้านิยาย
บุปผาเคียงบัลลังก์

บุปผาเคียงบัลลังก์

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!