บุปผาเคียงบัลลังก์

ตอนที่ 22 — บทสนทนาในเงามืด

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

90 ตอน · 1,336 คำ

รุ่งอรุณแห่งวันใหม่มาเยือนพร้อมกับภาระหน้าที่อันหนักอึ้ง องค์จักรพรรดิภูมินทร์ทรงต้องประทับอยู่บนพระบัลลังก์แต่เช้าตรู่ เพื่อทรงว่าราชกิจและรับฟังฎีกาจากเหล่าเสนาบดี เสียงถกเถียงและข้อเสนอแนะต่างๆ นานา ทำให้พระองค์รู้สึกเหนื่อยล้า ทว่าในพระทัยกลับมิได้หม่นหมองเฉกเช่นที่เคยเป็น ภาพของพิกุลและรอยยิ้มสดใสของนางยังคงฉายชัดอยู่ในพระเนตร ‌ทำให้พระองค์มีกำลังใจที่จะผ่านพ้นแต่ละวันไปได้

ตลอดทั้งวัน องค์จักรพรรดิทรงเฝ้ารอคอยยามค่ำคืนด้วยความกระวนกระวายพระทัยอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ทรงรับสั่งให้ขันทีคนสนิทจัดเตรียมชุดฉลองพระองค์ที่เรียบง่ายที่สุด และทรงกำชับมิให้ผู้ใดทราบว่าพระองค์จะเสด็จไปที่ใด ในยามที่แสงสุดท้ายของวันลับขอบฟ้าไปแล้ว องค์จักรพรรดิภูมินทร์ทรงปลอมพระองค์ในชุดผ้าฝ้ายสีทึม และเสด็จไปยังสวนต้องห้ามอีกครั้ง

หัวใจของพระองค์เต้นระรัวด้วยความคาดหวัง ยิ่งก้าวพระบาทเข้าไปใกล้สวนเท่าใด ​ความรู้สึกตื่นเต้นก็ยิ่งทวีคูณมากขึ้นเท่านั้น และเมื่อพระองค์เสด็จมาถึงใต้ต้นพิกุลเก่าแก่ พระองค์ก็ทรงเห็นเงาร่างอรชรของผู้หนึ่งกำลังนั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าผืนผ้าใบจริงดังคาด

พิกุลเงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า นางรีบลุกขึ้นยืนพร้อมกับก้มศีรษะลงเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าเป็นชายหนุ่มนามว่า 'ภพ' ผู้ที่นางพบเมื่อคืนก่อน รอยยิ้มสดใสก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของนางทันที

"ท่านภพมาแล้วหรือเพคะ" ‍นางเอ่ยทักทายด้วยความยินดี

"เจ้ามารอข้าหรือพิกุล" องค์จักรพรรดิทรงแย้มสรวล

"เปล่าเพคะ กระหม่อมมาวาดภาพต่อจากเมื่อคืนนี้ต่างหาก" พิกุลตอบอย่างซื่อตรง "แต่ก็ดีใจเพคะที่ท่านภพมา เพราะกระหม่อมกำลังคิดไม่ตกกับสีของท้องฟ้านี้อยู่พอดี"

องค์จักรพรรดิทรงเดินเข้าไปใกล้ แล้วทอดพระเนตรไปยังภาพวาด ภาพวาดของพิกุลคืบหน้าไปมากแล้ว ‌ท้องฟ้าถูกแต้มด้วยสีส้มอมชมพูยามพลบค่ำ ตัดกับเงาสลัวของต้นไม้ใหญ่ ดูงดงามราวกับมีชีวิต

"เจ้านี่ช่างมีพรสวรรค์เสียจริง" พระองค์ตรัสชมเชยด้วยความจริงใจ "แล้วเจ้าคิดไม่ตกเรื่องใดเล่า"

"กระหม่อมรู้สึกว่าสีส้มอมชมพูนี้ดูจะสดใสเกินไปสำหรับยามพลบค่ำเพคะ อยากให้ดูนุ่มนวลและลึกซึ้งกว่านี้ แต่ก็ไม่รู้จะใช้สีใดมาผสมดี" พิกุลอธิบาย

องค์จักรพรรดิทรงนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ‍"ลองใช้สีน้ำเงินเข้มผสมกับสีม่วงอ่อน แล้วแต้มลงไปบางๆ บริเวณขอบฟ้าด้านบนสิ มันจะช่วยให้ภาพดูมีมิติและดูสงบขึ้น"

พิกุลทำตามคำแนะนำของพระองค์อย่างว่าง่าย นางหยิบสีขึ้นมาผสม แล้วบรรจงแต้มลงบนผืนผ้าใบอย่างประณีต และเพียงชั่วครู่ สีสันของท้องฟ้าก็ดูงดงามและลึกซึ้งอย่างที่นางปรารถนาจริงๆ

"โอ้โห! ​งดงามจริงๆ ด้วยเพคะ" พิกุลอุทานด้วยความตื่นเต้น "ท่านภพช่างมีความรู้เรื่องสีสันอย่างน่าทึ่ง กระหม่อมไม่เคยเห็นใครที่มองเห็นเฉดสีได้ละเอียดลึกซึ้งเช่นนี้มาก่อนเลย"

องค์จักรพรรดิทรงรู้สึกปลาบปลื้มในพระทัยที่คำแนะนำของพระองค์เป็นประโยชน์ต่อพิกุล พระองค์ทรงประทับลงบนม้านั่งหินอ่อน พลางทอดพระเนตรพิกุลที่กำลังง่วนอยู่กับการวาดภาพอย่างมีความสุข

"พิกุล...เจ้าอยู่ที่นี่มานานแล้วหรือ" พระองค์ทรงตรัสถามขึ้น

"เพคะ ​กระหม่อมอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เกิด บิดาของกระหม่อมเป็นช่างแกะสลักในวังหลวง ส่วนมารดาของกระหม่อมก็เคยเป็นช่างปักผ้าฝีมือดี" พิกุลตอบพลางยังคงแต้มสีลงบนผืนผ้าใบ "ชีวิตของกระหม่อมก็มีเพียงแค่นี้แหละเพคะ อยู่ในวังหลวง ได้ช่วยบิดาทำงานบ้าง ได้วาดภาพบ้างตามประสา"

"เจ้าไม่เคยคิดอยากจะออกไปท่องโลกภายนอกบ้างหรือ" ​พระองค์ตรัสถามด้วยความใคร่รู้

พิกุลชะงักมือจากพู่กัน นางเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรขององค์จักรพรรดิ แววตาของนางเต็มไปด้วยความโหยหา "แน่นอนเพคะ! กระหม่อมอยากเห็นภูเขาที่สูงเสียดฟ้า อยากเห็นทะเลกว้างใหญ่ไพศาล อยากเห็นบ้านเมืองของผู้คน อยากเห็นดอกไม้ที่ไม่เคยเห็น กระหม่อมอยากวาดภาพสิ่งเหล่านั้นเก็บไว้ให้หมดเลยเพคะ"

แววตาเป็นประกายของพิกุลทำให้องค์จักรพรรดิทรงรู้สึกถึงความบริสุทธิ์ของจิตใจ พระองค์ทรงเข้าใจความรู้สึกของนางเป็นอย่างดี เพราะพระองค์เองก็ทรงโหยหาอิสระเฉกเช่นเดียวกัน

"วังหลวงแห่งนี้...งดงามก็จริง แต่มันก็เหมือนกรงทองที่ขังนกน้อยไว้" องค์จักรพรรดิทรงตรัสเบาๆ ราวกับตรัสกับพระองค์เอง

พิกุลพยักหน้าอย่างเห็นด้วย "ใช่เพคะ แม้จะงดงามเพียงใด แต่ก็มิอาจมอบอิสระได้เลย กระหม่อมเคยแอบปีนขึ้นไปบนกำแพงวังเพื่อมองออกไปข้างนอก แต่ก็ถูกนางกำนัลจับได้เสียก่อน" นางเล่าด้วยรอยยิ้มเจื่อนๆ

องค์จักรพรรดิทรงแย้มสรวลกับความไร้เดียงสาของนาง "ถ้าเช่นนั้น...วันใดที่เจ้าได้ออกไปท่องโลกภายนอก ข้าอยากให้เจ้าวาดภาพเหล่านั้นมาให้ข้าดูบ้างได้หรือไม่"

"แน่นอนเพคะ!" พิกุลตอบด้วยความยินดี "ถ้ากระหม่อมมีโอกาสได้ออกไปจริงๆ กระหม่อมจะวาดภาพทุกสิ่งที่เห็นมาให้ท่านภพดูเป็นคนแรกเลยเพคะ"

บทสนทนาของทั้งสองดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง พวกเขาพูดคุยกันถึงเรื่องศิลปะ ดนตรี กวีนิพนธ์ และเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน องค์จักรพรรดิทรงพบว่าพิกุลเป็นสตรีที่มีความคิดความอ่านลึกซึ้งเกินกว่าวัย นางมองโลกด้วยสายตาที่บริสุทธิ์และชื่นชมในความงดงามของสิ่งรอบตัว ทำให้พระองค์รู้สึกราวกับได้เปิดโลกทัศน์ใหม่ๆ

"ท่านภพมีความรู้รอบด้านจริงๆ นะเพคะ" พิกุลเอ่ยชมด้วยความชื่นชม "ไม่ว่าจะเป็นเรื่องศิลปะ ดนตรี หรือแม้แต่ประวัติศาสตร์ ท่านภพก็ดูเหมือนจะรู้ไปเสียทุกเรื่องเลย"

องค์จักรพรรดิทรงแย้มสรวล "ข้าเพียงแต่สนใจในสิ่งเหล่านี้เท่านั้น"

"ท่านภพเป็นบัณฑิตหรือเพคะ" พิกุลถามด้วยความใคร่รู้

"อืม...จะว่าอย่างนั้นก็ได้" พระองค์ตรัสตอบแบบอ้อมแอ้ม "ข้าอ่านหนังสือมามาก และมีโอกาสได้เรียนรู้จากผู้คนมากมาย"

พิกุลพยักหน้าอย่างเข้าใจ "กระหม่อมเองก็ชอบอ่านหนังสือเพคะ แต่หนังสือที่กระหม่อมอ่านได้ก็มีแต่ตำราศิลปะและนิทานปรัมปราเท่านั้น"

"เจ้าอยากอ่านหนังสือประเภทอื่นบ้างหรือไม่" องค์จักรพรรดิทรงตรัสถาม

"แน่นอนเพคะ! กระหม่อมอยากอ่านหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ เรื่องราวของกษัตริย์ผู้กล้าหาญ และเรื่องราวการผจญภัยในดินแดนห่างไกล" พิกุลตอบด้วยแววตาเป็นประกาย

องค์จักรพรรดิทรงรู้สึกยินดีในพระทัยที่พิกุลมีความสนใจในสิ่งเหล่านี้ พระองค์ทรงคิดในพระทัยว่าหากมีโอกาส จะทรงนำหนังสือดีๆ มาให้นางอ่าน

ในขณะที่ทั้งสองกำลังสนทนากันอย่างออกรส พลันเสียงฝีเท้าเบาๆ ก็ดังขึ้นจากพุ่มไม้ใกล้ๆ ทำให้ทั้งคู่ชะงักไป พิกุลหันไปมองด้วยความตกใจ ส่วนองค์จักรพรรดิทรงหันพระพักตร์ไปทางต้นเสียงด้วยพระพักตร์เรียบเฉย

"ใครน่ะ!" พระองค์ตรัสถามด้วยสุรเสียงเข้มขึ้นเล็กน้อย

เงาร่างของขันทีหัวหน้าคนสนิทขององค์จักรพรรดิก็ปรากฏตัวขึ้น เขาค้อมตัวลงต่ำแทบติดพื้นด้วยความเคารพ

"กระหม่อมขออภัยพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท ที่บังอาจมารบกวนพระองค์" ขันทีเฒ่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "กระหม่อมเห็นว่าใกล้รุ่งสางแล้ว และอากาศยามนี้ก็เริ่มเย็นลง เกรงว่าพระองค์จะทรงประชวรพ่ะย่ะค่ะ"

พิกุลถึงกับเบิกตากว้างเมื่อได้ยินคำเรียกขานนั้น 'ฝ่าบาท' คำนี้มีเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่จะถูกเรียกขานเช่นนี้ในวังหลวง! นางหันไปมองชายหนุ่มนามว่า 'ภพ' ที่ยืนอยู่ตรงหน้าอีกครั้ง ใบหน้าของเขาแม้จะเรียบเฉย แต่กลับมีรัศมีของความสง่างามและความน่าเกรงขามแผ่ออกมาอย่างชัดเจน

ความจริงปรากฏขึ้นตรงหน้า ราวกับสายฟ้าฟาดเข้ากลางใจ พิกุลรู้สึกราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุน ชายหนุ่มที่นางสนทนาด้วยอย่างเป็นกันเองมาตลอดสองคืนที่ผ่านมา แท้จริงแล้วคือ...องค์จักรพรรดิผู้ปกครองอาณาจักร!

ความรู้สึกหวาดกลัวเข้าเกาะกุมหัวใจของนางอย่างรุนแรง นางทรุดตัวลงคุกเข่าทันที ใบหน้าซีดเผือดราวกับไร้ซึ่งโลหิต มือทั้งสองข้างกำเข้าหากันแน่นจนสั่นเทา

"พิกุล...เจ้าอย่าได้ตกใจไปเลย" องค์จักรพรรดิทรงตรัสด้วยพระสุรเสียงอ่อนโยน ทรงพยายามทำให้พิกุลคลายความหวาดกลัว

แต่พิกุลมิอาจเงยหน้าขึ้นมองพระองค์ได้ นางรู้สึกผิดบาปอย่างมหันต์ที่บังอาจสนทนาและหัวเราะกับองค์จักรพรรดิอย่างไม่รู้ฐานะ ตนเองเป็นเพียงสตรีสามัญชนต่ำต้อย มิบังควรแม้แต่จะเงยหน้าสบพระเนตร

"กระหม่อม...กระหม่อมขออภัยพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท" พิกุลเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "กระหม่อมมิอาจรู้ได้ว่าพระองค์คือ...คือ..."

"ไม่เป็นไรพิกุล เจ้ามิได้มีความผิดอันใด" องค์จักรพรรดิทรงตรัสปลอบโยน "ข้าเองต่างหากที่มิได้บอกความจริงแก่เจ้าตั้งแต่แรก"

ขันทีเฒ่ายืนนิ่งอยู่เบื้องหลัง ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง เพราะทราบดีว่าพระองค์ทรงไม่โปรดการมีผู้ใดเข้ามารบกวนยามที่ทรงประทับในสวนแห่งนี้

"ฝ่าบาททรงทราบหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ ว่าสตรีผู้นี้เป็นใคร และเข้ามาในเขตหวงห้ามได้อย่างไร" ขันทีเฒ่าเอ่ยถามด้วยความกังวล

"นางคือบุตรสาวของช่างแกะสลักพิกุล ข้าเป็นผู้ที่อนุญาตให้นางเข้ามาในสวนแห่งนี้" องค์จักรพรรดิทรงตรัสตอบด้วยสุรเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงไว้ด้วยอำนาจ ทำให้ขันทีเฒ่ามิกล้าซักถามต่อ

"พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท" ขันทีเฒ้ารับคำ

"พิกุล...เจ้าลุกขึ้นเถิด" องค์จักรพรรดิทรงตรัสกับพิกุลอีกครั้ง

พิกุลยังคงไม่กล้าที่จะเงยหน้าขึ้น นางรู้สึกอับอายและหวาดกลัวจนตัวสั่น

"ข้าบอกให้เจ้าลุกขึ้น!" องค์จักรพรรดิทรงตรัสด้วยพระสุรเสียงที่หนักแน่นขึ้นเล็กน้อย ทว่ายังคงแฝงไว้ด้วยความอ่อนโยน

พิกุลค่อยๆ เงยหน้าขึ้นช้าๆ นางสบพระเนตรขององค์จักรพรรดิ ดวงตาของพระองค์ยังคงอ่อนโยนและอบอุ่นเช่นเดิม ไม่มีแววโกรธเคืองแม้แต่น้อย ทำให้นางรู้สึกคลายความหวาดกลัวลงได้บ้าง

"ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป...เจ้าไม่ต้องเรียกข้าว่าภพอีกแล้ว" องค์จักรพรรดิทรงตรัส "เจ้าสามารถเรียกข้าว่า...ฝ่าบาทได้ตามปกติ"

"เพคะ...ฝ่าบาท" พิกุลรับคำด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

"และจำไว้ว่า...ความผิดที่เจ้าได้กระทำไปนั้น ข้าจะถือว่ามิเคยเกิดขึ้น" พระองค์ตรัสย้ำ "เจ้าสามารถเข้ามาในสวนแห่งนี้ได้ทุกเมื่อที่เจ้าต้องการ และสามารถวาดภาพได้ตามใจปรารถนา"

พิกุลรู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก ไม่คิดว่าองค์จักรพรรดิจะทรงเมตตาต่อนางถึงเพียงนี้ นางก้มลงกราบอีกครั้งด้วยความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ

"ขอบพระทัยเพคะฝ่าบาท"

"ถึงเวลาที่ข้าต้องกลับแล้ว" องค์จักรพรรดิทรงตรัส "เจ้าเองก็กลับไปพักผ่อนเถิด"

พระองค์ทรงหันพระวรกายจากไป โดยมีขันทีเฒ่าเดินตามไปอย่างเงียบเชียบ ปล่อยให้พิกุลยืนอยู่เพียงลำพังในสวนต้องห้าม นางมองตามเงาร่างขององค์จักรพรรดิที่ค่อยๆ ลับหายไปในความมืดมิด

หัวใจของพิกุลยังคงเต้นระรัวด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งหวาดกลัว ตกใจ ซาบซึ้ง และความรู้สึกแปลกใหม่ที่มิอาจอธิบายได้ การที่ได้สนทนากับองค์จักรพรรดิอย่างเป็นกันเอง ทำให้กำแพงช่องว่างระหว่างชนชั้นที่เคยสูงลิบลิ่ว บัดนี้กลับถูกลดทอนลงไปอย่างน่าอัศจรรย์

พิกุลก้มลงมองภาพวาดของตนเองอีกครั้ง ภาพทิวทัศน์ยามพลบค่ำของสวนต้องห้าม ภาพที่ได้รังสรรค์ขึ้นจากการสนทนากับองค์จักรพรรดิ บัดนี้มันดูมีคุณค่าและมีความหมายมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า

นางยังคงยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ปล่อยให้สายลมยามรุ่งสางพัดพาความรู้สึกต่างๆ เข้ามาในหัวใจ การพบพานกับองค์จักรพรรดิภูมินทร์ผู้สูงศักดิ์ ได้เปลี่ยนโลกทั้งใบของสตรีสามัญชนผู้นี้ไปแล้วโดยสิ้นเชิง บทสนทนาในเงามืดได้ก่อร่างสร้างความผูกพันบางอย่างขึ้นมาอย่างเงียบๆ และถึงแม้ว่าความจริงเกี่ยวกับฐานะที่แท้จริงจะถูกเปิดเผยออกไปแล้ว แต่เมล็ดพันธุ์แห่งความรู้สึกที่ถูกหว่านลงไปในใจของทั้งสอง ก็ยังคงเติบโตอย่างมั่นคง พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับพายุแห่งกฎเกณฑ์และสายตาจับจ้องจากราชสำนักอันกว้างใหญ่.

หน้านิยาย
หน้านิยาย
บุปผาเคียงบัลลังก์

บุปผาเคียงบัลลังก์

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!