บุปผาเคียงบัลลังก์

ตอนที่ 23 — ภาพวาดแห่งความทรงจำ

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

90 ตอน · 1,688 คำ

หลังจากค่ำคืนแห่งการพบพานใต้ร่มเงาจันทรา องค์จักรพรรดิอัคราธิราชมิอาจทรงข่มพระเนตรให้หลับลงได้ ตลอดทั้งคืน ภาพใบหน้าบริสุทธิ์ของมณี เสียงหัวเราะแผ่วเบาของนาง และภาพวาด 'จันทร์เคียงปราสาท' ที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ‌ล้วนวนเวียนอยู่ในพระมโนสำนึกไม่ขาดสาย พระองค์ทรงรู้สึกถึงแรงดึงดูดที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนกับสตรีใดในราชสำนัก พวกนางล้วนถูกอบรมมาอย่างดี มีมารยาทงดงาม เพียบพร้อมด้วยกิริยาที่เหมาะสม แต่กลับขาดซึ่งประกายแห่งชีวิตชีวาและความจริงใจที่มณีมีอย่างเต็มเปี่ยม

รุ่งเช้าของวันใหม่ องค์จักรพรรดิทรงดำเนินราชกิจตามปกติ แต่พระทัยกลับมิได้อยู่กับงานตรงหน้า ​พระองค์ทรงเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างห้องทรงงานบ่อยครั้ง ราวกับจะทรงมองหาใครบางคน ในที่สุด พระองค์ก็ทรงตัดสินพระทัยที่จะทรงทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อที่จะได้พบกับมณีอีกครั้ง พระองค์ทรงเรียกหัวหน้าช่างหลวงเข้ามาเฝ้า “ข้าต้องการให้เจ้าหาจิตรกรฝีมือดีมาวาดภาพประดับผนังในท้องพระโรงใหญ่ รูปทิวทัศน์ของสวนหลวงยามค่ำคืน ให้งดงามที่สุดเท่าที่จะทำได้”

หัวหน้าช่างหลวงน้อมรับพระราชโองการด้วยความประหลาดใจ ‍ด้วยไม่เคยมีมาก่อนที่องค์จักรพรรดิจะทรงให้ความสำคัญกับงานศิลปะถึงเพียงนี้ “พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท กระหม่อมจะรีบจัดหาจิตรกรฝีมือดีที่สุดมาถวายงานพ่ะย่ะค่ะ”

“ไม่!” องค์จักรพรรดิตรัสเสียงหนักแน่น “ข้าต้องการจิตรกรที่สามารถจับเอาความรู้สึกของราตรี ความโดดเดี่ยวของดวงจันทร์ และความสงบเงียบของปราสาทมาถ่ายทอดลงบนผืนผ้าได้ ‌จิตรกรที่มีเพียงพรสวรรค์อย่างเดียวอาจจะยังไม่พอ” พระองค์ทรงตรัสราวกับว่าทรงกำลังบรรยายถึงภาพวาดของมณี

หัวหน้าช่างหลวงยิ่งประหลาดใจเข้าไปใหญ่ เพราะไม่เคยมีจิตรกรคนใดที่สามารถวาดภาพได้ลึกซึ้งถึงเพียงนั้น “กระหม่อม...กระหม่อมไม่ทราบว่าจะมีจิตรกรผู้ใดสามารถทำได้เช่นที่ฝ่าบาททรงต้องการพ่ะย่ะค่ะ”

องค์จักรพรรดิทรงแย้มพระสรวลเล็กน้อย “ข้าได้พบกับจิตรกรผู้หนึ่งเมื่อคืนนี้ เป็นหญิงสาวนามว่ามณี นางเป็นบุตรีของช่างแกะสลักไม้ นางทำงานอยู่ในเรือนเก็บอุปกรณ์ที่ท้ายสวนหลวง ‍เจ้าไปตามนางมาเข้าเฝ้าข้า”

หัวหน้าช่างหลวงแทบไม่เชื่อหูตนเอง หญิงสาวสามัญชนธรรมดาที่ทำงานอยู่ในเรือนเก็บอุปกรณ์ จะมีฝีมือถึงขั้นที่องค์จักรพรรดิจะทรงมอบหมายงานสำคัญถึงเพียงนี้ได้อย่างไร แต่ด้วยความเคารพในพระราชอำนาจ เขาจึงมิกล้าทูลค้าน ได้แต่น้อมรับพระราชโองการและรีบไปตามหามณีในทันที

เมื่อมณีได้รับแจ้งจากหัวหน้าช่างหลวงว่าองค์จักรพรรดิทรงมีพระประสงค์ให้เข้าเฝ้า นางก็ตกใจจนแทบสิ้นสติ หัวใจเต้นระรัวด้วยความรู้สึกหลากหลาย ​ทั้งความตื่นเต้น ความหวาดกลัว และความสับสน นางไม่รู้ว่าองค์จักรพรรดิทรงทราบเรื่องที่นางพบกับบุรุษแปลกหน้าเมื่อคืนนี้ได้อย่างไร หรือเป็นเพราะบุรุษผู้นั้นคือ... องค์จักรพรรดิเอง? ความคิดนี้ทำให้ใบหน้าของมณีซีดเผือด นางนึกถึงความไม่เหมาะสมที่นางได้สนทนาและเชื้อเชิญบุรุษแปลกหน้าเข้ามาในเรือนพักยามวิกาล ​ความผิดนี้อาจร้ายแรงถึงขั้นประหารชีวิตได้

“ฝ่าบาท...ทรงมีรับสั่งให้ข้าเข้าเฝ้าจริงหรือเจ้าคะ” มณีถามหัวหน้าช่างหลวงด้วยเสียงอันสั่นเครือ

“ใช่แล้วแม่นางมณี” หัวหน้าช่างหลวงตอบอย่างจริงจัง “ฝ่าบาททรงมีพระประสงค์จะทอดพระเนตรฝีมือการวาดภาพของเจ้า”

มณีทำใจดีสู้เสือ พยายามรวบรวมสติที่กระเจิดกระเจิงให้กลับมา นางถูกนำตัวไปเข้าเฝ้าองค์จักรพรรดิในห้องทรงงาน เมื่อนางก้าวเข้าไปในห้อง กลิ่นหอมจางๆ ​ของเครื่องหอมและกระดาษอบอวลอยู่ในอากาศ นางเงยหน้าขึ้นมองบุรุษที่ประทับอยู่เบื้องหน้าในฉลองพระองค์สีทองอร่ามประดับด้วยตราพระราชลัญจกร รูปพยัคฆ์เหยียบเมฆา ทันทีที่สายตาสบเข้ากับดวงเนตรคมกริบคู่นั้น มณีก็แน่ใจในทันทีว่าเขาคือบุรุษแปลกหน้าผู้นั้น ไม่ผิดแน่! ความรู้สึกทั้งอับอายและหวาดกลัวถาโถมเข้าใส่นางจนแทบจะทรงกายยืนอยู่ไม่ได้

“ถวายบังคมเพคะฝ่าบาท” มณีน้อมกายลงกราบแทบพระบาทอย่างสั่นเทา

“ลุกขึ้นเถิดมณี” องค์จักรพรรดิตรัสด้วยพระสุรเสียงที่อ่อนโยน แต่แฝงไว้ด้วยอำนาจ “เจ้าคงจะประหลาดใจมิใช่น้อยที่เห็นข้าในฐานะนี้”

มณีเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ใบหน้ายังคงซีดเผือด “หม่อมฉัน...หม่อมฉันมิอาจคาดคิดเลยเพคะ ว่าบุรุษผู้ที่หม่อมฉันพบพานเมื่อคืนนี้ จะเป็นถึงองค์จักรพรรดิ”

องค์จักรพรรดิทรงแย้มพระสรวลอย่างอบอุ่น “ข้าขออภัยที่มิได้เปิดเผยฐานะที่แท้จริงในคราแรก ข้าเพียงอยากจะสนทนากับเจ้าในฐานะสามัญชนคนหนึ่ง มิใช่ในฐานะองค์จักรพรรดิ” พระองค์ทรงหยุดพักเล็กน้อย ก่อนจะตรัสต่อ “ข้าได้ใคร่ครวญถึงภาพวาดของเจ้าแล้ว และประจักษ์ในฝีมืออันล้ำเลิศของเจ้า ข้าจึงมีพระประสงค์ให้เจ้ามาเป็นจิตรกรหลวง และวาดภาพทิวทัศน์สวนหลวงยามค่ำคืนประดับในท้องพระโรง”

คำตรัสขององค์จักรพรรดิทำให้มณีเบิกตากว้างด้วยความตกใจ จิตรกรหลวง! ตำแหน่งนี้เป็นสิ่งที่นางไม่เคยแม้แต่จะคิดฝันถึง เป็นตำแหน่งที่สูงส่งเกินกว่าฐานะของนางจะเอื้อมถึงได้ และที่สำคัญ การที่องค์จักรพรรดิทรงมอบหมายงานสำคัญถึงเพียงนี้ให้กับนางผู้เป็นสามัญชนธรรมดา จะต้องสร้างความไม่พอใจให้กับเหล่าขุนนางและช่างหลวงคนอื่นๆ อย่างแน่นอน

“ฝ่าบาท...หม่อมฉันมิบังอาจเพคะ” มณีก้มหน้าลง “หม่อมฉันเป็นเพียงสามัญชน ที่มิได้ร่ำเรียนวิชาการวาดภาพมาจากสำนักใดๆ อีกทั้งฝีมือของหม่อมฉันก็ยังห่างไกลจากคำว่าจิตรกรหลวงนักเพคะ”

“ความสามารถของเจ้ามิได้ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าได้ร่ำเรียนมาจากสำนักใดมณี” องค์จักรพรรดิตรัสอย่างหนักแน่น “แต่ขึ้นอยู่กับพรสวรรค์ที่ธรรมชาติมอบให้ และหัวใจที่เปี่ยมด้วยความรักในศิลปะที่เจ้ามีอยู่” พระองค์ทรงลุกขึ้นจากพระแท่น เสด็จพระดำเนินเข้ามาใกล้ มณียิ่งก้มหน้างุด “ข้าเห็นสิ่งนั้นในตัวเจ้า และข้าเชื่อว่าเจ้าจะสามารถทำได้”

มณีรู้สึกถึงความอบอุ่นที่แผ่ออกมาจากพระองค์ นางเงยหน้าขึ้นมององค์จักรพรรดิอีกครั้ง ดวงเนตรของพระองค์ฉายแววเชื่อมั่นในตัวนางอย่างแท้จริง และนั่นทำให้มณีรู้สึกถึงกำลังใจอันมหาศาล

“หากเป็นพระประสงค์ของฝ่าบาท หม่อมฉันจะพยายามอย่างเต็มที่เพคะ” มณีตอบด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงขึ้น แม้ในใจจะยังคงมีความหวาดกลัว แต่ความเชื่อมั่นที่องค์จักรพรรดิทรงมีต่อนาง ก็เป็นดั่งแรงผลักดันให้นางก้าวข้ามความกลัวนั้นไปได้

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา มณีก็ได้รับอนุญาตให้เข้ามาทำงานในพระราชวังในฐานะจิตรกรหลวง นางถูกจัดสรรห้องทำงานส่วนตัวที่กว้างขวางและสว่างไสว พร้อมด้วยอุปกรณ์วาดภาพชั้นดีที่นางไม่เคยมีโอกาสได้ใช้มาก่อน ทุกวัน นางจะทุ่มเทเวลาให้กับการวาดภาพทิวทัศน์สวนหลวงยามค่ำคืนตามพระราชประสงค์ขององค์จักรพรรดิ นางใช้เวลาเดินสำรวจสวนหลวงในยามเย็น จดบันทึกรายละเอียดของต้นไม้ ดอกไม้ และโครงสร้างของปราสาทที่ต้องแสงจันทร์

องค์จักรพรรดิมักจะเสด็จมาทอดพระเนตรความคืบหน้าของภาพวาดอยู่เสมอ บางครั้งก็เป็นในยามค่ำคืนที่ปลอดคน บางครั้งก็เป็นในยามบ่ายที่ทรงว่างจากราชกิจ การเสด็จมาของพระองค์แต่ละครั้ง มักจะนำมาซึ่งความรู้สึกตื่นเต้นและอบอุ่นในหัวใจของมณีเสมอ พวกเขาจะสนทนากันถึงเรื่องภาพวาด เรื่องราวในชีวิตของมณี และเรื่องราวต่างๆ ที่องค์จักรพรรดิมักจะทรงเล่าให้ฟังอย่างเปิดใจ มณีนับเป็นสตรีเพียงคนเดียวที่องค์จักรพรรดิสามารถทรงเปิดเผยความรู้สึกที่แท้จริงในพระหทัยได้

“ภาพนี้...มันเป็นดั่งภาพสะท้อนของความทรงจำในคืนนั้นเลยนะมณี” องค์จักรพรรดิตรัสขึ้นในวันหนึ่ง ขณะที่ทรงยืนทอดพระเนตรภาพวาดที่มณีกำลังลงสีท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้ม “คืนที่เราได้พบกันครั้งแรก”

มณีเงยหน้าขึ้นมองพระองค์ ใบหน้าของนางขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความเขินอาย “หม่อมฉันพยายามจะเก็บรายละเอียดทุกอย่างที่หม่อมฉันจำได้ในคืนนั้นเพคะ”

“เจ้าจำได้ทุกอย่างเลยหรือ” องค์จักรพรรดิทรงแย้มพระสรวล “แม้กระทั่งความตกใจของเจ้าเมื่อเห็นข้าปรากฏตัวขึ้นที่หน้าต่าง”

มณีหัวเราะเบาๆ “ใช่เพคะ หม่อมฉันจำได้ทุกอย่าง” นางหยุดเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยต่อ “และหม่อมฉันก็จำได้ถึงรอยยิ้มของท่าน ที่แตกต่างจากรอยยิ้มที่หม่อมฉันเห็นในท้องพระโรง”

คำพูดของมณีทำให้องค์จักรพรรดิทรงนิ่งไปเล็กน้อย พระองค์ทรงหันมาสบตากับนาง แววตาของพระองค์เต็มไปด้วยความอ่อนโยน “เจ้ามองเห็นในสิ่งที่ผู้อื่นไม่เคยเห็นมณี” พระองค์ตรัสด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา “เจ้ามองเห็นตัวตนที่แท้จริงของข้า”

ความรู้สึกอันบริสุทธิ์และลึกซึ้งได้ก่อตัวขึ้นระหว่างคนทั้งสองอย่างช้าๆ ภายใต้สายตาจับจ้องของขุนนางผู้ใหญ่และกฎเกณฑ์อันเคร่งครัดของพระราชวัง แม้จะยังไม่มีคำพูดใดๆ ที่เอ่ยออกมาอย่างชัดเจน แต่ทั้งสองต่างก็รับรู้ได้ถึงความผูกพันที่ไม่อาจปฏิเสธได้ องค์จักรพรรดิทรงพบความสุขในทุกครั้งที่ได้อยู่ใกล้ชิดกับมณี ส่วนมณีก็รู้สึกถึงความปลอดภัยและความเข้าใจที่ไม่เคยได้รับจากผู้ใดมาก่อน

แต่ความผูกพันที่กำลังเบ่งบานนี้ ก็มิอาจหลุดพ้นจากสายตาของผู้คนในราชสำนักไปได้ บรรดาขันทีและนางกำนัลต่างพากันซุบซิบนินทาถึงความสัมพันธ์อันผิดแผกขององค์จักรพรรดิกับจิตรกรสาวสามัญชน คำพูดเหล่านั้นเริ่มเล็ดลอดไปถึงหูของเหล่าขุนนางผู้ใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ‘พระยาอัสดง’ เสนาบดีฝ่ายซ้ายผู้มีอำนาจบารมี และ ‘แม่ทัพบูรพา’ ผู้ดูแลกองกำลังทหาร ซึ่งทั้งสองต่างก็มีบทบาทสำคัญในการค้ำจุนราชบัลลังก์มาอย่างยาวนาน และต่างก็มองว่าการที่องค์จักรพรรดิทรงให้ความสนิทสนมกับสตรีสามัญชนเช่นนี้ เป็นเรื่องที่มิบังควรและอาจนำมาซึ่งความเสื่อมเสียต่อราชวงศ์ได้

วันหนึ่ง ขณะที่มณีกำลังเดินกลับจากห้องทรงงานไปยังห้องพักของตนเอง นางได้ยินเสียงซุบซิบของนางกำนัลสองคน “แม่นางจิตรกรผู้นั้นช่างกล้าเกินไปนักบังอาจมาตีสนิทกับองค์จักรพรรดิ”

“ใช่แล้วนางช่างไม่เจียมตัวเสียเลย คิดว่าตัวเองวิเศษมาจากไหน”

มณีชะงักฝีเท้า หัวใจของนางกระตุกวูบด้วยความเจ็บปวด นางไม่เคยคิดที่จะตีสนิทกับองค์จักรพรรดิเลยแม้แต่น้อย ความสัมพันธ์ของนางกับพระองค์เป็นไปอย่างบริสุทธิ์ใจ แต่ในสายตาของผู้อื่น มันกลับกลายเป็นเรื่องที่ผิดมหันต์ นางเริ่มรู้สึกถึงความอึดอัดและไม่สบายใจที่ต้องตกเป็นเป้าสายตาและคำนินทา

ยิ่งไปกว่านั้น ‘คุณหญิงจันทร์เพ็ญ’ ธิดาของพระยาอัสดง ซึ่งเป็นหนึ่งในสตรีสูงศักดิ์ที่ถูกหมายมั่นปั้นมือว่าจะได้ขึ้นเป็นพระสนมเอกขององค์จักรพรรดิ ก็เริ่มแสดงความไม่พอใจอย่างเปิดเผย นางมักจะจ้องมองมณีด้วยสายตาเหยียดหยามและเย็นชาทุกครั้งที่พบกัน มณีรับรู้ได้ถึงแรงกดดันที่ถาโถมเข้ามาจากทุกทิศทาง มันเป็นดั่งเงาที่กำลังคืบคลานเข้ามาปกคลุมความสุขเล็กๆ น้อยๆ ที่นางกำลังมีอยู่

องค์จักรพรรดิทรงสังเกตเห็นความไม่สบายใจที่ฉายชัดบนใบหน้าของมณีในวันหนึ่ง ขณะที่ทรงเสด็จมาทอดพระเนตรภาพวาด “เจ้าดูไม่สบายใจเลยนะมณี มีเรื่องอันใดหรือเปล่า” พระองค์ตรัสถามด้วยความเป็นห่วง

มณีลังเลที่จะบอกความจริง แต่เมื่อสบเข้ากับพระเนตรที่เปี่ยมไปด้วยความห่วงใยของพระองค์ นางก็ตัดสินใจที่จะเอ่ยปาก “หม่อมฉัน...หม่อมฉันรู้สึกว่าตัวเองกำลังสร้างความเดือดร้อนให้กับฝ่าบาทเพคะ” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ “เหล่าขุนนางและนางกำนัลต่างก็ไม่พอใจในความสัมพันธ์ของหม่อมฉันกับฝ่าบาทเพคะ”

องค์จักรพรรดิทรงถอนพระทัยแผ่วเบา พระองค์ทรงทราบดีถึงกระแสข่าวลือและคำนินทาที่แพร่สะพัดในราชสำนัก แต่พระองค์ก็ทรงเลือกที่จะเพิกเฉยมาโดยตลอด “อย่าได้ใส่ใจกับคำพูดเหล่านั้นเลยมณี” พระองค์ตรัสปลอบโยน “เจ้ามิได้สร้างความเดือดร้อนให้แก่ข้าเลยแม้แต่น้อย”

“แต่...ฝ่าบาทอาจจะถูกตำหนิได้เพคะ” มณีเอ่ยอย่างร้อนรน “หม่อมฉันเป็นเพียงสามัญชนที่ต่ำต้อย ไม่สมควรที่จะได้รับพระเมตตาถึงเพียงนี้เพคะ”

องค์จักรพรรดิทรงวางพระหัตถ์ลงบนบ่าของมณีอย่างแผ่วเบา แววตาของพระองค์เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น “ความสูงส่งของคนเรามิได้ขึ้นอยู่กับชาติตระกูลมณี แต่มันขึ้นอยู่กับจิตใจและคุณความดีที่ผู้นั้นมีอยู่” พระองค์ตรัสอย่างจริงจัง “และสำหรับข้า เจ้าคือสตรีที่มีคุณค่ามากกว่าใครๆ”

คำพูดขององค์จักรพรรดิเป็นดั่งสายน้ำทิพย์ที่มาหล่อเลี้ยงหัวใจของมณีให้กลับมามีกำลังใจอีกครั้ง นางรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยภายใต้ร่มพระบารมีของพระองค์ แต่ในขณะเดียวกัน ความรู้สึกหนักอึ้งก็ยังคงเกาะกุมอยู่ในใจ นางรู้ดีว่าความรักที่กำลังก่อตัวขึ้นนี้ มิใช่เรื่องง่ายที่จะฝ่าฟันอุปสรรคไปได้ มันเป็นความรักที่ต้องเผชิญหน้ากับกฎเกณฑ์อันเคร่งครัดของราชสำนัก และสายตาจับจ้องของผู้คนมากมาย แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น มณีก็ตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ยอมแพ้ตราบใดที่องค์จักรพรรดิยังคงเชื่อมั่นในตัวนาง

องค์จักรพรรดิทรงตัดสินพระทัยที่จะปกป้องมณี พระองค์ทรงมีพระราชโองการให้จัดตั้งตำแหน่ง 'จิตรกรเอกในราชสำนัก' ขึ้นเป็นกรณีพิเศษ และพระราชทานตำแหน่งนั้นให้แก่มณีอย่างเป็นทางการ พร้อมทั้งพระราชทานเครื่องแต่งกายและสิทธิพิเศษต่างๆ ที่เทียบเท่ากับขุนนางชั้นสูงบางคน การกระทำนี้เป็นการส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่าพระองค์ทรงให้ความสำคัญแก่มณีมากเพียงใด และเป็นการประกาศให้ผู้คนในราชสำนักรับรู้ว่ามณีมิใช่เพียงสามัญชนธรรมดาอีกต่อไป

การประกาศพระราชโองการนี้สร้างความแตกตื่นและไม่พอใจให้กับเหล่าขุนนางผู้ใหญ่เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระยาอัสดงและแม่ทัพบูรพา พวกเขามองว่าการกระทำขององค์จักรพรรดิเป็นการละเมิดขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของราชวงศ์ และเป็นการเปิดช่องให้สตรีสามัญชนเข้ามามีอำนาจในราชสำนัก แต่ถึงแม้จะมีความไม่พอใจอย่างรุนแรง แต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้าทูลค้านพระราชโองการขององค์จักรพรรดิโดยตรง เนื่องจากพระองค์ทรงใช้อำนาจของพระองค์อย่างเด็ดขาด

อย่างไรก็ตาม การกระทำขององค์จักรพรรดิก็มิได้ทำให้ปัญหาคลี่คลายลงได้โดยสิ้นเชิง แต่กลับเป็นการจุดชนวนให้ความขัดแย้งภายในราชสำนักยิ่งทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น มณีกลายเป็นเป้าสายตาที่เด่นชัดมากขึ้นกว่าเดิม และถูกจับจ้องจากทุกทิศทาง ทั้งจากขุนนางที่ริษยา นางกำนัลที่อิจฉา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากคุณหญิงจันทร์เพ็ญ ผู้ที่มองมณีเป็นดั่งศัตรูที่มาแย่งชิงตำแหน่งและหัวใจขององค์จักรพรรดิไป

ภายใต้ความหรูหราของพระราชวัง ความรักอันบริสุทธิ์ขององค์จักรพรรดิและมณีกำลังถูกท้าทายด้วยกฎเกณฑ์อันเคร่งครัดและสายตาจับจ้องของขุนนางผู้ใหญ่ ภาพวาด 'จันทร์เคียงปราสาท' ที่มณีกำลังสร้างสรรค์ขึ้นมาด้วยหัวใจ ได้กลายเป็นดั่งภาพสะท้อนของความทรงจำ ความหวัง และอุปสรรคมากมายที่รอคอยอยู่เบื้องหน้า เป็นภาพที่งดงาม แต่ก็แฝงไว้ด้วยความรู้สึกอันเปราะบาง ที่พร้อมจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ หากพวกเขาไม่สามารถจับมือกันฝ่าฟันมรสุมแห่งราชบัลลังก์ไปได้.

หน้านิยาย
หน้านิยาย
บุปผาเคียงบัลลังก์

บุปผาเคียงบัลลังก์

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!