นับตั้งแต่ที่องค์จักรพรรดิทรงมีพระราชโองการแต่งตั้ง ‘มณี’ จิตรกรสาวสามัญชน ให้ดำรงตำแหน่ง ‘จิตรกรเอกในราชสำนัก’ พร้อมทั้งพระราชทานสิทธิพิเศษต่างๆ ที่เทียบเท่าขุนนางชั้นสูง กระแสเสียงซุบซิบนินทาในวังหลวงก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นไปอีก มิใช่เพียงแค่ในหมู่ขันทีและนางกำนัลเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงเหล่าขุนนางน้อยใหญ่ และแม้กระทั่งเชื้อพระวงศ์บางพระองค์ ต่างก็พากันจับจ้องมองความสัมพันธ์ระหว่างองค์จักรพรรดิกับมณีด้วยสายตาที่คลางแคลงใจและไม่พอใจ
ห้องโถงใหญ่ของตำหนักบูรพา เสียงกระแอมไอของ ‘พระยาอัสดง’ เสนาบดีฝ่ายซ้าย ดังกังวานขึ้นอย่างไม่พอใจ “กระหม่อมมิอาจทำใจเชื่อได้เลยพ่ะย่ะค่ะ ว่าองค์จักรพรรดิจะทรงกระทำเยี่ยงนี้ ทรงยกย่องสตรีสามัญชนผู้ต่ำต้อยถึงเพียงนี้”
‘แม่ทัพบูรพา’ ผู้มีใบหน้าเคร่งขรึมและแววตาเฉียบคม พยักหน้าเห็นด้วย “กระหม่อมก็เห็นเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาททรงหลงในรูปโฉมของนางจนลืมเลือนขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของราชวงศ์ไปสิ้น”
“ตำแหน่งจิตรกรเอกในราชสำนัก! ข้าไม่เคยได้ยินตำแหน่งเช่นนี้มาก่อนในประวัติศาสตร์ของแผ่นดินเรา” พระยาอัสดงถอนหายใจอย่างแรง “นี่มิใช่เพียงแค่การละเมิด แต่เป็นการสร้างแบบอย่างที่มิบังควร อาจนำมาซึ่งความวุ่นวายในภายภาคหน้าได้”
“แล้วคุณหญิงจันทร์เพ็ญเล่าพ่ะย่ะค่ะ จะทรงรู้สึกเช่นไร” แม่ทัพบูรพาเอ่ยถึงธิดาของพระยาอัสดงผู้เป็นดั่งความหวังของฝ่ายตน “นางถูกหมายมั่นปั้นมือว่าจะได้เป็นพระสนมเอก หากองค์จักรพรรดิยังทรงหลงใหลในสตรีสามัญชนผู้นั้น คุณหญิงจันทร์เพ็ญคงจะเจ็บช้ำพระทัยนัก”
พระยาอัสดงขมวดคิ้วแน่น ใบหน้าฉายแววไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด “ลูกสาวของข้าถูกอบรมมาอย่างดี เพียบพร้อมด้วยคุณสมบัติทุกประการที่จะเป็นพระสนมขององค์จักรพรรดิ มิใช่สตรีที่มาจากตระกูลไร้รากเหง้าเช่นนั้น”
“เราจะปล่อยให้เรื่องนี้ดำเนินต่อไปมิได้พ่ะย่ะค่ะ” แม่ทัพบูรพาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “เราต้องหาทางทูลทัดทานฝ่าบาทให้ทรงเลิกละความหลงใหลในตัวนางเสียก่อนที่เรื่องจะบานปลายไปมากกว่านี้”
“แต่จะทำเช่นไรเล่า” พระยาอัสดงเอ่ยอย่างครุ่นคิด “องค์จักรพรรดิทรงมีพระราชอำนาจสูงสุด หากเราทูลค้านโดยตรง อาจจะทรงพิโรธเอาได้”
“เราต้องหาช่องทางที่เหมาะสมพ่ะย่ะค่ะ” แม่ทัพบูรพาตอบ “อาจจะต้องอาศัยผู้ที่ทรงอิทธิพลมากกว่าเรา” เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยชื่อออกมา “องค์ไทเฮาพ่ะย่ะค่ะ”
พระยาอัสดงเบิกตากว้าง “องค์ไทเฮา...ทรงประทับอยู่ในตำหนักเย็นมานานหลายปี จะทรงยุ่งเกี่ยวกับเรื่องราวในราชสำนักได้อย่างไร”
“แต่ทรงเป็นพระมารดาขององค์จักรพรรดินะพ่ะย่ะค่ะ” แม่ทัพบูรพาแย้ง “และทรงเป็นผู้ที่ยึดมั่นในขนบธรรมเนียมประเพณีเป็นที่สุด หากทรงทราบเรื่องนี้ ย่อมมิอาจทรงนิ่งเฉยอยู่ได้”
การสนทนาของขุนนางผู้ใหญ่ทั้งสองเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงแรงต้านทานที่กำลังก่อตัวขึ้นรอบๆ ตัวมณีอย่างชัดเจน มณีเองก็รับรู้ได้ถึงบรรยากาศที่เปลี่ยนไปในวังหลวง สายตาที่มองนางเริ่มแข็งกร้าวขึ้น คำพูดกระซิบกระซาบที่ลอยมาตามลมก็ยิ่งทิ่มแทงหัวใจของนางให้เจ็บปวด
วันหนึ่งขณะที่มณีกำลังเดินผ่านทางเดินในสวนหลวง นางก็ถูกสกัดกั้นโดย ‘คุณหญิงจันทร์เพ็ญ’ ที่มาพร้อมกับนางกำนัลติดตามอีกหลายคน คุณหญิงจันทร์เพ็ญสวมอาภรณ์หรูหรา ใบหน้าแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางอย่างประณีต แต่แววตาที่มองมณีกลับเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งและดูถูก
“นี่คือจิตรกรเอกผู้ต่ำต้อยที่องค์จักรพรรดิทรงโปรดปรานนักหรือ” คุณหญิงจันทร์เพ็ญเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาและแฝงไปด้วยการเหยียดหยาม “ข้าเคยได้ยินแต่เพียงข่าวลือ วันนี้ได้เห็นด้วยตาตัวเองแล้วก็มิได้ผิดหวังเท่าใดนัก”
มณีน้อมกายลงเล็กน้อยเพื่อแสดงความเคารพ แม้ในใจจะรู้สึกถึงความอึดอัดอย่างแสนสาหัส “ถวายบังคมคุณหญิงเพคะ”
“ไม่ต้องมาทำเป็นนอบน้อมหรอก” คุณหญิงจันทร์เพ็ญหัวเราะในลำคอ “เจ้าคิดว่าการที่องค์จักรพรรดิทรงโปรดปรานเจ้าเพียงชั่วครู่ จะทำให้เจ้ามีฐานะเทียบเท่ากับพวกเราได้หรือ”
มณีเงยหน้าขึ้น ดวงตาของนางสบเข้ากับดวงตาที่แข็งกร้าวของคุณหญิงจันทร์เพ็ญ “หม่อมฉันมิเคยคิดเช่นนั้นเลยเพคะ คุณหญิง”
“โกหก!” คุณหญิงจันทร์เพ็ญตวาดเสียงดัง “หากมิได้คิดเช่นนั้นแล้ว เหตุใดจึงกล้าเข้ามาใกล้ชิดองค์จักรพรรดิถึงเพียงนี้ เจ้ามิรู้หรือว่าการกระทำของเจ้ากำลังสร้างความเสื่อมเสียให้กับราชวงศ์ และทำให้ผู้คนต้องเดือดร้อน”
มณีรู้สึกเหมือนมีเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงเข้าที่หัวใจ นางไม่เคยคิดว่าความรู้สึกบริสุทธิ์ของนางจะถูกตีความไปในทางที่เลวร้ายถึงเพียงนี้ “หม่อมฉันมิได้มีเจตนาเช่นนั้นเลยเพคะ หม่อมฉันเพียงแค่...ทำตามพระราชประสงค์ของฝ่าบาทเท่านั้น”
“พระราชประสงค์งั้นหรือ” คุณหญิงจันทร์เพ็ญหัวเราะเยาะ “เจ้าคิดว่าองค์จักรพรรดิจะทรงเมตตาเจ้าไปได้นานแค่ไหน สตรีสามัญชนเช่นเจ้าไม่มีวันที่จะยืนเคียงข้างองค์จักรพรรดิบนบัลลังก์ได้หรอก มณีจำคำของข้าไว้ให้ดี”
คุณหญิงจันทร์เพ็ญเดินเข้ามาใกล้ ยกมือขึ้นหมายจะตบหน้านาง แต่ก็ชะงักไปเมื่อเห็นองค์จักรพรรดิเสด็จพระดำเนินมาแต่ไกล พร้อมด้วยองครักษ์ติดตาม คุณหญิงจันทร์เพ็ญรีบลดมือลงทันที เปลี่ยนสีหน้าเป็นอ่อนโยน และรีบก้มตัวลงถวายบังคม
“ถวายบังคมฝ่าบาทเพคะ”
องค์จักรพรรดิทอดพระเนตรเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด พระองค์ทรงเดินเข้ามาใกล้ด้วยพระพักตร์ที่เคร่งขรึม “เกิดอะไรขึ้นที่นี่จันทร์เพ็ญ”
“หม่อมฉัน...หม่อมฉันเพียงแค่มาเดินเล่นในสวนหลวงเพคะ และบังเอิญมาพบกับแม่นางมณีเข้าเพคะ” คุณหญิงจันทร์เพ็ญตอบด้วยน้ำเสียงที่อ่อนหวาน แต่แววตาของนางยังคงฉายแววแข็งกร้าวเมื่อสบเข้ากับมณี
องค์จักรพรรดิทรงทราบดีว่านางกำลังโกหก พระองค์ทรงเหลือบมองใบหน้าของมณีที่ซีดเผือดและแววตาที่สั่นไหว ก็ยิ่งทำให้พระองค์ทรงรู้สึกไม่พอพระทัย “เจ้าคงมิได้เอ่ยคำพูดอันใดที่ไม่เหมาะสมกับมณีใช่หรือไม่ จันทร์เพ็ญ” พระองค์ตรัสด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาจนคุณหญิงจันทร์เพ็ญถึงกับสะท้าน
“ไม่หรอกเพคะฝ่าบาท หม่อมฉันเพียงแค่...ทักทายกับแม่นางมณีเท่านั้นเพคะ” คุณหญิงจันทร์เพ็ญรีบแก้ตัว
“เช่นนั้นก็ดี” องค์จักรพรรดิตรัสเสียงเรียบ “มณี เจ้ากลับไปที่ห้องทำงานของเจ้าเถิด”
มณีน้อมรับคำสั่ง และรีบเดินเลี่ยงออกไปจากตรงนั้นทันที องค์จักรพรรดิทอดพระเนตรตามหลังนางไปจนลับสายตา ก่อนจะหันมามองคุณหญิงจันทร์เพ็ญด้วยสายตาที่เฉียบขาด “จันทร์เพ็ญ เจ้าจงจำไว้ให้ดี หากข้ารู้ว่าเจ้ากระทำการอันใดที่จะทำร้ายจิตใจของมณีอีก ข้าจะไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่”
คำตรัสขององค์จักรพรรดิทำให้คุณหญิงจันทร์เพ็ญถึงกับเข่าอ่อน นางรีบน้อมกายลงกราบแทบพระบาทด้วยความหวาดกลัว “หม่อมฉันขออภัยเพคะฝ่าบาท หม่อมฉันจะไม่กระทำเช่นนั้นอีกแล้วเพคะ”
องค์จักรพรรดิทรงสะบัดชายฉลองพระองค์ และเสด็จพระดำเนินจากไป ทิ้งให้คุณหญิงจันทร์เพ็ญยืนตัวสั่นอยู่เพียงลำพัง นางกำนัลที่ติดตามมาต่างก็พากันมองหน้ากันด้วยความตกใจ ไม่เคยมีใครเคยเห็นองค์จักรพรรดิทรงพิโรธถึงเพียงนี้มาก่อน และไม่เคยมีใครคิดว่าพระองค์จะทรงปกป้องสตรีสามัญชนถึงเพียงนี้
เหตุการณ์ในวันนั้นถูกเล่าขานไปทั่ววังหลวงอย่างรวดเร็ว ทำให้กระแสเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างองค์จักรพรรดิกับมณียิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นไปอีก เหล่าขุนนางต่างก็เริ่มแสดงความกังวลอย่างเปิดเผยมากขึ้น
ในท้องพระโรงใหญ่ ‘พระยาอัสดง’ และ ‘แม่ทัพบูรพา’ พร้อมด้วยขุนนางผู้ใหญ่อีกหลายคน ได้เข้าเฝ้าองค์จักรพรรดิเพื่อทูลเกล้าฯ ขอให้ทรงทบทวนพระราชโองการแต่งตั้งมณีเป็นจิตรกรเอก
“ฝ่าบาท กระหม่อมทั้งหลายขอทูลเกล้าฯ ขอให้ฝ่าบาททรงพิจารณาเรื่องตำแหน่งของแม่นางมณีอีกครั้งพ่ะย่ะค่ะ” พระยาอัสดงเอ่ยขึ้นเป็นคนแรก “ตำแหน่งจิตรกรเอกนั้น มิเคยมีมาก่อนในราชสำนัก และการที่ฝ่าบาททรงแต่งตั้งสตรีสามัญชนให้ดำรงตำแหน่งนี้ อาจนำมาซึ่งความเสื่อมเสียต่อราชวงศ์ได้พ่ะย่ะค่ะ”
“ความสามารถของคนเรามิได้ขึ้นอยู่กับชาติตระกูลพระยาอัสดง” องค์จักรพรรดิตรัสด้วยพระสุรเสียงที่หนักแน่น “มณีมีพรสวรรค์ในการวาดภาพอย่างแท้จริง และข้าเห็นว่านางเหมาะสมกับตำแหน่งนี้แล้ว”
“แต่ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ” แม่ทัพบูรพาเอ่ยเสริม “ราชวงศ์ของเรามีขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามมาอย่างยาวนาน การแต่งตั้งสตรีสามัญชนให้ดำรงตำแหน่งสูงเช่นนี้ อาจทำให้ราชวงศ์ถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้พ่ะย่ะค่ะ”
“พวกเจ้ากังวลเรื่องคำวิพากษ์วิจารณ์มากกว่าความสามารถของคนกระนั้นหรือ” องค์จักรพรรดิทรงถามด้วยแววตาที่เฉียบคม “ข้าเป็นองค์จักรพรรดิของแผ่นดินนี้ ข้ามีสิทธิ์ที่จะตัดสินใจว่าผู้ใดเหมาะสมกับตำแหน่งใด ไม่จำเป็นต้องให้พวกเจ้ามาชี้นำ”
เหล่าขุนนางต่างพากันก้มหน้าลงด้วยความเกรงกลัวในพระราชอำนาจขององค์จักรพรรดิ แต่ถึงแม้จะมิกล้าทูลค้านโดยตรง แต่ความไม่พอใจก็ยังคงปะทุอยู่ในใจของพวกเขา
องค์จักรพรรดิทรงทราบดีถึงความรู้สึกของเหล่าขุนนาง พระองค์ทรงรู้ว่าการปกป้องมณีจะนำมาซึ่งความขัดแย้งมากมาย แต่พระองค์ก็ทรงตัดสินพระทัยแล้วว่าจะไม่ยอมให้ผู้ใดมาทำร้ายจิตใจของนาง
ในขณะเดียวกัน มณีก็กำลังเผชิญหน้ากับความกดดันอย่างหนัก นางรู้สึกได้ถึงสายตาที่จ้องมองมายังนางทุกฝีก้าว คำพูดกระซิบกระซาบที่ลอยมาตามลมทำให้หัวใจของนางเจ็บปวด นางรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเป็นต้นเหตุของความวุ่นวายทั้งหมดในวังหลวง
วันหนึ่ง มณีตัดสินใจที่จะเข้าเฝ้าองค์จักรพรรดิเป็นการส่วนตัว นางเดินเข้าไปในห้องทรงงานด้วยความรู้สึกที่หนักอึ้ง
“ถวายบังคมเพคะฝ่าบาท” มณีน้อมกายลงกราบ
“มีเรื่องอันใดหรือมณี” องค์จักรพรรดิตรัสถามด้วยความเป็นห่วง เมื่อทอดพระเนตรเห็นใบหน้าที่ซีดเซียวของนาง
“ฝ่าบาทเพคะ” มณีเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ “หม่อมฉันคิดว่าหม่อมฉันไม่สมควรที่จะอยู่ที่นี่อีกต่อไปเพคะ”
องค์จักรพรรดิทรงเบิกตากว้างด้วยความตกใจ “เจ้าหมายความว่าอย่างไรมณี”
“หม่อมฉันเป็นเพียงสามัญชนที่ต่ำต้อยเพคะ” มณีเอ่ยทั้งน้ำตา “การที่หม่อมฉันอยู่ที่นี่ กำลังสร้างความเดือดร้อนให้กับฝ่าบาทและราชวงศ์อย่างมากเพคะ หม่อมฉันไม่อยากให้ฝ่าบาทต้องทรงลำบากพระทัยเพราะหม่อมฉัน”
องค์จักรพรรดิทรงลุกขึ้นจากพระแท่น เสด็จพระดำเนินเข้ามาใกล้ “อย่าพูดเช่นนั้นมณี” พระองค์ตรัสด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน แต่แฝงไว้ด้วยความเด็ดขาด “เจ้ามิได้สร้างความเดือดร้อนให้แก่ข้าเลยแม้แต่น้อย”
“แต่กระแสเสียงในวังหลวง...มันรุนแรงมากเพคะ” มณีสะอื้น “หม่อมฉันได้ยินคำพูดที่ทำร้ายจิตใจมากมาย หม่อมฉันกลัวว่าหากหม่อมฉันยังอยู่ที่นี่ ฝ่าบาทอาจจะทรงถูกตำหนิได้เพคะ”
องค์จักรพรรดิทรงวางพระหัตถ์ลงบนไหล่ของมณีอย่างแผ่วเบา “กระแสเสียงเหล่านั้นมิได้มีความหมายอันใดสำหรับข้าเลยมณี” พระองค์ตรัสด้วยแววตาที่มุ่งมั่น “สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับข้าในตอนนี้ คือความรู้สึกของเจ้าต่างหาก”
พระองค์ทรงดึงมณีเข้ามาใกล้ โอบกอดนางไว้ในอ้อมพระกรอย่างอ่อนโยน มณีรู้สึกถึงความอบอุ่นและความปลอดภัยที่แผ่ออกมาจากพระองค์ นางซบหน้าลงกับฉลองพระองค์ขององค์จักรพรรดิ ปล่อยให้น้ำตาแห่งความอ่อนล้าและความเจ็บปวดไหลรินออกมา
“อย่าได้กังวลสิ่งใดเลยมณี” องค์จักรพรรดิตรัสปลอบโยน “ข้าจะปกป้องเจ้าเอง ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ข้าจะไม่ยอมให้ผู้ใดมาทำร้ายเจ้าได้”
คำพูดขององค์จักรพรรดิเป็นดั่งแสงสว่างที่ส่องนำทางในความมืดมิดให้กับมณี นางรู้สึกถึงพลังอันมหาศาลที่แผ่ออกมาจากพระองค์ และนั่นทำให้ความกลัวในใจของนางค่อยๆ จางหายไป นางรู้ดีว่าเส้นทางที่อยู่เบื้องหน้ายังคงเต็มไปด้วยอุปสรรคมากมาย แต่ตราบใดที่องค์จักรพรรดิยังคงยืนอยู่เคียงข้างนาง มณีก็พร้อมที่จะฝ่าฟันทุกอย่างไปพร้อมกับพระองค์
กระแสเสียงแห่งวังหลวงยังคงดำเนินต่อไป แต่ท่ามกลางความอึกทึกครึกโครมนั้น ความผูกพันระหว่างองค์จักรพรรดิกับมณีก็ยิ่งแน่นแฟ้นขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาทั้งสองจะต้องพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าความรักแท้สามารถงดงามได้แม้จะแตกต่างชนชั้น และความบริสุทธิ์ของหัวใจนั้นสำคัญกว่าตำแหน่งฐานะใดๆ ทั้งสิ้น.

บุปผาเคียงบัลลังก์
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก