ท่ามกลางกระแสเสียงแห่งวังหลวงที่ยังคงไม่จางหาย การแต่งตั้ง ‘มณี’ ให้เป็นจิตรกรเอก ได้สร้างความสั่นสะเทือนให้กับราชสำนักอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ความไม่พอใจของเหล่าขุนนางผู้ใหญ่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นเป็นกำแพงที่สูงใหญ่และแข็งแกร่ง เพื่อขวางกั้นความสัมพันธ์อันบริสุทธิ์ระหว่างองค์จักรพรรดิกับมณี
ในท้องพระโรงอันโอ่อ่า องค์จักรพรรดิประทับอยู่บนพระแท่นทอง ขณะที่เหล่าขุนนางน้อยใหญ่ต่างพากันเข้าเฝ้าด้วยใบหน้าเคร่งเครียด ‘พระยาอัสดง’ เสนาบดีฝ่ายซ้ายและ ‘แม่ทัพบูรพา’ ยืนอยู่แถวหน้าสุด แววตาของพวกเขาฉายแววไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด
“ฝ่าบาทเพคะ” พระยาอัสดงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและกังวาน “กระหม่อมขอทูลเกล้าฯ ขอให้ฝ่าบาททรงพิจารณาเรื่องการแต่งตั้งแม่นางมณีเป็นจิตรกรเอกอีกครั้งพ่ะย่ะค่ะ”
องค์จักรพรรดิทอดพระเนตรไปยังพระยาอัสดงด้วยแววตาที่เฉียบคม “ข้าได้พิจารณาเรื่องนี้แล้วพระยาอัสดง และเห็นว่ามณีเหมาะสมกับตำแหน่งนี้ทุกประการ”
“แต่ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ” แม่ทัพบูรพาเอ่ยเสริม “ราชวงศ์ของเรามีขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามมาอย่างยาวนาน การแต่งตั้งสตรีสามัญชนให้ดำรงตำแหน่งสูงเช่นนี้ ถือเป็นการทำลายขนบธรรมเนียมที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน และอาจนำมาซึ่งความวุ่นวายในภายภาคหน้าได้พ่ะย่ะค่ะ”
“ความวุ่นวายที่เจ้ากล่าวถึงนั้น เกิดจากความคับแคบทางความคิดของพวกเจ้าเองต่างหากเล่า” องค์จักรพรรดิตรัสด้วยพระสุรเสียงที่เย็นชา “ข้าเป็นองค์จักรพรรดิของแผ่นดินนี้ ข้ามีสิทธิ์ที่จะตัดสินใจในเรื่องใดๆ ที่ข้าเห็นว่าเหมาะสม เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของแผ่นดินนี้”
“แต่ความรักระหว่างองค์จักรพรรดิกับสตรีสามัญชนนั้น มิอาจเป็นที่ยอมรับได้ในราชวงศ์พ่ะย่ะค่ะ” พระยาอัสดงกล้าหาญที่จะเอ่ยถึงเรื่องความสัมพันธ์ของทั้งสอง “หากฝ่าบาททรงยังคงหลงใหลในตัวนาง อาจทำให้ราชวงศ์ถูกดูหมิ่นเหยียดหยามจากแคว้นอื่นได้พ่ะย่ะค่ะ”
คำพูดของพระยาอัสดงสร้างความเงียบงันไปทั่วท้องพระโรง ไม่มีขุนนางคนใดกล้าเอ่ยคำพูดเช่นนี้ต่อหน้าองค์จักรพรรดิมาก่อน องค์จักรพรรดิทรงกำพระหัตถ์แน่น แววตาของพระองค์ฉายแววพิโรธอย่างเห็นได้ชัด
“เจ้ากล้าดียังไงพระยาอัสดง ถึงได้มาล่วงเกินเรื่องส่วนตัวของข้าถึงเพียงนี้” องค์จักรพรรดิตรัสด้วยพระสุรเสียงที่หนักแน่นและเย็นชาจนทุกคนรู้สึกสะท้าน “เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าผู้ใดคือองค์จักรพรรดิของแผ่นดินนี้”
“กระหม่อมมิได้มีเจตนาล่วงเกินฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ” พระยาอัสดงรีบน้อมกายลงกราบแทบพระบาทด้วยความหวาดกลัว “กระหม่อมเพียงแค่ห่วงใยในเกียรติยศของราชวงศ์เท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ”
“หากเจ้าห่วงใยในเกียรติยศของราชวงศ์จริง” องค์จักรพรรดิตรัส “เจ้าก็ควรที่จะหันมามองความสามารถและคุณงามความดีของคน มิใช่เพียงแค่ชาติตระกูล”
แม้จะทรงพิโรธ แต่องค์จักรพรรดิก็ทรงตระหนักดีว่าการจะใช้กำลังปราบปรามเหล่าขุนนางในตอนนี้ อาจนำมาซึ่งความแตกแยกในราชสำนักได้ พระองค์จึงทรงตัดสินพระทัยที่จะไม่ลงโทษพระยาอัสดงในทันที แต่สายตาที่พระองค์ทอดมองไปยังเหล่าขุนนางก็เต็มไปด้วยความผิดหวัง
หลังจากการเข้าเฝ้าในวันนั้น ข่าวสารก็แพร่กระจายไปทั่ววังหลวงอย่างรวดเร็ว ว่าเหล่าขุนนางผู้ใหญ่ได้ทูลค้านความสัมพันธ์ขององค์จักรพรรดิกับมณีอย่างเปิดเผย กำแพงแห่งชนชั้นที่มองไม่เห็นได้ถูกสร้างขึ้นอย่างชัดเจน มณีกลายเป็นสตรีที่ถูกโดดเดี่ยวและถูกสังคมรังเกียจในสายตาของคนส่วนใหญ่ในราชสำนัก
วันหนึ่ง ขณะที่มณีกำลังเดินในสวนหลวง นางก็ถูกกลุ่มนางกำนัลและขันทีหลายคนรุมล้อม พวกเขาจ้องมองนางด้วยสายตาที่ดูถูกเหยียดหยาม และเริ่มเอ่ยคำพูดที่ทำร้ายจิตใจ
“สตรีสามัญชนอย่างเจ้าน่ะหรือ จะกล้าเอื้อมถึงองค์จักรพรรดิ” นางกำนัลคนหนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างหยาบคาย
“ใช่แล้ว นางช่างไม่เจียมตัวเสียเลย” อีกคนเสริม “คิดว่าตัวเองวิเศษมาจากไหน”
มณีพยายามเดินเลี่ยงหนี แต่พวกเขาก็ยังคงตามมาและรุมล้อมนางไม่ให้ไปไหนได้
“เจ้าไม่มีวันที่จะได้ยืนเคียงข้างองค์จักรพรรดิบนบัลลังก์ได้หรอก มณี” ขันทีคนหนึ่งเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “ชาติตระกูลของเจ้ามันต่ำต้อยเกินไป”
มณีรู้สึกเหมือนมีมีดกรีดแทงเข้าที่หัวใจ น้ำตาคลอเบ้าด้วยความเจ็บปวด นางไม่เคยรู้สึกอับอายและไร้ค่าถึงเพียงนี้มาก่อน คำพูดเหล่านั้นเป็นดั่งกำแพงที่มองไม่เห็น แต่แข็งแกร่งเกินกว่าที่นางจะสามารถทะลุผ่านไปได้
ในขณะที่มณีกำลังยืนตัวสั่นด้วยความเจ็บปวด ‘คุณหญิงจันทร์เพ็ญ’ ก็ปรากฏตัวขึ้น พร้อมด้วยนางกำนัลติดตาม คุณหญิงจันทร์เพ็ญมองเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยรอยยิ้มที่เหยียดหยาม
“พวกเจ้าทำอะไรกันน่ะ” คุณหญิงจันทร์เพ็ญแสร้งทำเป็นเอ่ยถาม “มามุงดูอะไรกัน”
เหล่าขันทีและนางกำนัลต่างพากันก้มหน้าลงด้วยความเกรงกลัวในอำนาจของคุณหญิงจันทร์เพ็ญ
คุณหญิงจันทร์เพ็ญเดินเข้ามาใกล้ ยกมือขึ้นประคองใบหน้าของมณีขึ้นมาเชิดช้าๆ “เจ้าช่างน่าสมเพชนักมณี” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็น “เจ้าคิดว่าองค์จักรพรรดิจะทรงรักสตรีสามัญชนอย่างเจ้าจริงหรือ พระองค์เพียงแค่ทรงสนุกไปกับความแปลกใหม่เท่านั้น”
มณีพยายามสะบัดหน้าหนี แต่คุณหญิงจันทร์เพ็ญก็ยังคงจับใบหน้าของนางไว้แน่น
“เจ้าไม่มีวันที่จะเข้าใจหรอกว่าความแตกต่างระหว่างชนชั้นนั้นมันยิ่งใหญ่เพียงใด” คุณหญิงจันทร์เพ็ญเอ่ยต่อ “เจ้าไม่มีวันที่จะได้เป็นพระสนม หรือแม้แต่พระชายาขององค์จักรพรรดิได้หรอก”
คำพูดของคุณหญิงจันทร์เพ็ญเป็นดั่งคมมีดที่กรีดแทงเข้าสู่หัวใจของมณีอย่างสาหัส นางรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังพังทลายลงตรงหน้า
“ปล่อยข้าเถอะเพคะ” มณีเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ
“เจ้ากล้าดียังไงมาสั่งข้า” คุณหญิงจันทร์เพ็ญตวาดเสียงดัง “เจ้าควรจะรู้ฐานะของตัวเองให้ดี”
คุณหญิงจันทร์เพ็ญสะบัดมือออกอย่างแรง ทำให้มณีล้มลงไปนั่งกับพื้น เสียงหัวเราะเย้ยหยันของเหล่าขันทีและนางกำนัลดังก้องไปทั่วสวน
ในขณะที่มณีกำลังรู้สึกสิ้นหวัง องค์จักรพรรดิก็พลันเสด็จพระดำเนินผ่านมาพอดี พระองค์ทรงทอดพระเนตรเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยความพิโรธอย่างที่สุด
“เกิดอะไรขึ้นที่นี่!” องค์จักรพรรดิตรัสเสียงดังลั่น จนทุกคนในที่นั้นถึงกับสะท้าน
เหล่าขันทีและนางกำนัลต่างพากันก้มหน้าลงด้วยความหวาดกลัว คุณหญิงจันทร์เพ็ญรีบทำสีหน้าตกใจ และน้อมกายลงถวายบังคม
“ฝ่าบาทเพคะ” คุณหญิงจันทร์เพ็ญรีบแก้ตัว “หม่อมฉันเพียงแค่...มาเดินเล่นในสวน และเห็นแม่นางมณีล้มลงไป หม่อมฉันกำลังจะเข้าไปช่วยเพคะ”
องค์จักรพรรดิมิได้ทรงเชื่อในคำพูดของคุณหญิงจันทร์เพ็ญแม้แต่น้อย พระองค์ทรงรีบเสด็จพระดำเนินเข้าไปหามณี ทรงประคองนางขึ้นมาอย่างอ่อนโยน ใบหน้าของมณีเต็มไปด้วยคราบน้ำตาและแววตาที่เจ็บปวด
“เจ้าเป็นอะไรไปมณี” องค์จักรพรรดิตรัสถามด้วยความเป็นห่วงอย่างที่สุด
มณีเงยหน้าขึ้นมองพระองค์ ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความสับสนและความเจ็บปวด “ฝ่าบาทเพคะ...หม่อมฉัน...หม่อมฉันคิดว่าหม่อมฉันควรจะกลับไปที่บ้านเพคะ”
คำพูดของมณีทำให้องค์จักรพรรดิทรงตกใจ พระองค์ทรงกำพระหัตถ์ของนางแน่น “เจ้าจะไปไหนไม่ได้ทั้งนั้นมณี” พระองค์ตรัสด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาด “ข้าจะไม่อนุญาตให้เจ้าไปไหน”
พระองค์ทรงหันไปมองคุณหญิงจันทร์เพ็ญด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความพิโรธ “จันทร์เพ็ญ เจ้าจงจำไว้ให้ดี หากข้ารู้ว่าเจ้ายังคงกระทำการอันใดที่จะทำร้ายจิตใจของมณีอีก ข้าจะไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่ ข้าจะลงโทษเจ้าอย่างหนัก”
คุณหญิงจันทร์เพ็ญถึงกับตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว นางรีบน้อมกายลงกราบแทบพระบาท “หม่อมฉันขออภัยเพคะฝ่าบาท หม่อมฉันจะไม่กระทำเช่นนั้นอีกแล้วเพคะ”
องค์จักรพรรดิทรงสะบัดชายฉลองพระองค์ และทรงพาตัวมณีออกจากสวนหลวงไปทันที ทิ้งให้เหล่าขันที นางกำนัล และคุณหญิงจันทร์เพ็ญยืนตัวสั่นอยู่เบื้องหลัง
ในวันนั้น องค์จักรพรรดิทรงพาตัวมณีไปยังตำหนักส่วนพระองค์ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ทรงใช้ประทับเพียงลำพัง พระองค์ทรงให้มณีประทับอยู่ ณ ที่นั้น เพื่อหลีกเลี่ยงสายตาและการกลั่นแกล้งของผู้อื่น
“เจ้าไม่ต้องกลัวสิ่งใดเลยมณี” องค์จักรพรรดิตรัสปลอบโยน “ข้าจะปกป้องเจ้าเอง”
มณีมองพระองค์ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกซับซ้อน นางรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยเมื่ออยู่ใกล้พระองค์ แต่ในขณะเดียวกัน ความรู้สึกผิดและเป็นภาระก็ยังคงเกาะกุมอยู่ในใจ นางรู้ดีว่าความรักของพวกเขากำลังถูกท้าทายด้วยกำแพงแห่งชนชั้นที่สูงใหญ่ และนางก็ไม่แน่ใจว่าความรักของพวกเขาจะแข็งแกร่งพอที่จะทะลุกำแพงนั้นไปได้หรือไม่
“ฝ่าบาทเพคะ” มณีเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา “หม่อมฉันไม่คู่ควรกับฝ่าบาทเลยเพคะ”
องค์จักรพรรดิทรงส่ายพระพักตร์ “อย่าพูดเช่นนั้นมณี เจ้าคือสตรีที่งดงามที่สุดทั้งกายและใจในสายตาของข้า” พระองค์ทรงยกพระหัตถ์ขึ้นประคองใบหน้าของมณีอย่างอ่อนโยน “ความรักของข้าที่มีต่อเจ้า มิได้ขึ้นอยู่กับชาติตระกูลหรือฐานะใดๆ ทั้งสิ้น”
พระองค์ทรงจุมพิตลงบนหน้าผากของมณีอย่างแผ่วเบา เป็นจุมพิตที่เปี่ยมไปด้วยความรัก ความห่วงใย และความมุ่งมั่น ที่จะปกป้องนางจากทุกสิ่งทุกอย่าง
มณีหลับตาลงรับสัมผัสจากพระองค์ หัวใจของนางเต้นระรัวด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจบรรยายได้ นางรู้ดีว่าเส้นทางข้างหน้ายังคงยาวไกลและเต็มไปด้วยอุปสรรค แต่ตราบใดที่องค์จักรพรรดิยังคงยืนอยู่เคียงข้างนาง มณีก็พร้อมที่จะฝ่าฟันทุกอย่างไปพร้อมกับพระองค์ เพื่อพิสูจน์ว่าความรักแท้สามารถงดงามได้แม้จะแตกต่างชนชั้น และกำแพงแห่งชนชั้นนั้น มิอาจขวางกั้นหัวใจที่รักกันได้อย่างแท้จริง.

บุปผาเคียงบัลลังก์
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก