ในขณะที่วังหลวงกำลังเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ภัยคุกคามจากภายนอกก็เริ่มก่อตัวขึ้น ‘แคว้นเป่ย’ แคว้นเพื่อนบ้านที่ขึ้นชื่อเรื่องความแข็งแกร่งทางทหาร เริ่มแสดงท่าทีคุกคามแคว้นของฮ่องเต้
ฮ่องเต้ทรงเรียกประชุมเหล่าขุนนางเพื่อปรึกษาหารือเรื่องนี้ ทุกคนต่างแสดงความกังวล เพราะแคว้นเป่ยมีกองทัพที่แข็งแกร่ง และเคยรบชนะแคว้นของฮ่องเต้มาแล้วหลายครั้ง
“พวกเราจะทำอย่างไรดีพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท” ขุนนางคนหนึ่งถาม
“พวกเราจะต้องเตรียมพร้อมสำหรับการรบ” ขุนนางอีกคนพูด
หลินหลินรู้สึกกังวลเป็นอย่างมาก เธอไม่ต้องการให้เกิดสงคราม เพราะสงครามจะนำมาซึ่งความสูญเสียและทุกข์ยาก
“ฝ่าบาท หม่อมฉันมีความเห็นเพคะ” หลินหลินพูด
ฮ่องเต้ทรงมองหลินหลิน “เจ้ามีความเห็นว่าอย่างไรหลินหลิน?”
“หม่อมฉันคิดว่า เราควรจะส่งทูตไปเจรจากับแคว้นเป่ยเพคะ” หลินหลินอธิบาย “เราควรจะแสดงให้พวกเขาเห็นว่า เราไม่ได้ต้องการทำสงคราม แต่เราก็พร้อมที่จะป้องกันตัวเอง”
เหล่าขุนนางต่างพากันคัดค้าน พวกเขาคิดว่าการเจรจาเป็นเรื่องไร้สาระ และคิดว่าแคว้นเป่ยจะไม่ยอมเจรจาด้วย
“นังสาวใช้ผู้นี้ช่างไร้เดียงสานัก” ขุนนางคนหนึ่งพูด “แคว้นเป่ยไม่มีทางยอมเจรจากับพวกเราหรอก”
แต่ฮ่องเต้ทรงเชื่อในคำพูดของหลินหลิน พระองค์ทรงตัดสินใจที่จะส่งทูตไปเจรจากับแคว้นเป่ย โดยมีหลินหลินเป็นหัวหน้าคณะทูต
“หลินหลิน ข้าเชื่อในความสามารถของเจ้า” ฮ่องเต้ทรงตรัส “เจ้าจะต้องทำให้การเจรจาครั้งนี้ประสบความสำเร็จให้ได้”
“เพคะ ฝ่าบาท หม่อมฉันจะพยายามอย่างเต็มที่” หลินหลินตอบด้วยความมุ่งมั่น
หลินหลินเริ่มเตรียมตัวสำหรับการเดินทาง เธอใช้ทักษะ ‘การเจรจาต่อรอง’ และ ‘ความสามารถในการโน้มน้าวใจคน’ ที่เธอได้รับมา เพื่อวางแผนการเจรจา
เธอศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับแคว้นเป่ย และพบว่าแคว้นเป่ยมีปัญหาเรื่องการขาดแคลนอาหารและยา
“นี่แหละคือจุดอ่อนของพวกเขา” หลินหลินคิดในใจ
เธอตัดสินใจที่จะเสนอความช่วยเหลือด้านอาหารและยาให้กับแคว้นเป่ย เพื่อแลกกับการยุติการคุกคาม
เมื่อหลินหลินและคณะทูตเดินทางมาถึงแคว้นเป่ย พวกเขาได้รับการต้อนรับที่ไม่ค่อยดีนัก กษัตริย์ของแคว้นเป่ย ‘กษัตริย์หลง’ เป็นชายหนุ่มที่แข็งกร้าวและไม่ยอมใคร
“พวกเจ้ามาทำอะไรที่นี่!” กษัตริย์หลงถามด้วยน้ำเสียงหยาบกระด้าง
“ทูลฝ่าบาท หม่อมฉันมาเพื่อเจรจาสันติภาพเพคะ” หลินหลินตอบอย่างนอบน้อม
กษัตริย์หลงหัวเราะเยาะ “สันติภาพ? พวกเจ้าคิดว่าพวกข้าจะยอมเจรจากับพวกเจ้าหรือ!”
“ฝ่าบาท หม่อมฉันทราบดีว่าแคว้นของพระองค์กำลังประสบปัญหาเรื่องการขาดแคลนอาหารและยา” หลินหลินพูด “หม่อมฉันยินดีที่จะเสนอความช่วยเหลือด้านอาหารและยาให้กับแคว้นของพระองค์ เพื่อแลกกับการยุติการคุกคาม”
กษัตริย์หลงรู้สึกประหลาดใจ เขาไม่คิดว่าหลินหลินจะรู้เรื่องนี้
“เจ้า...เจ้ารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร!” กษัตริย์หลงถาม
“หม่อมฉันมีแหล่งข่าวที่ดีเพคะ” หลินหลินตอบด้วยรอยยิ้ม
กษัตริย์หลงคิดทบทวน เขาต้องการอาหารและยาสำหรับประชาชนของเขา แต่เขาก็ไม่อยากจะยอมรับความช่วยเหลือจากแคว้นของฮ่องเต้
“ข้าจะให้เวลาเจ้าสามวัน” กษัตริย์หลงพูด “หากเจ้าสามารถทำให้ข้าเชื่อได้ว่า การเจรจาครั้งนี้จะนำมาซึ่งประโยชน์แก่แคว้นของข้า ข้าก็จะยอมเจรจา”
“เพคะ ฝ่าบาท” หลินหลินตอบ
หลินหลินใช้เวลาสามวันในการพูดคุยกับเหล่าขุนนางและประชาชนของแคว้นเป่ย เธออธิบายถึงประโยชน์ของการเจรจา และทำให้ทุกคนเข้าใจถึงความตั้งใจจริงของเธอ
ในที่สุด กษัตริย์หลงก็ยอมเจรจากับหลินหลิน การเจรจาประสบความสำเร็จ แคว้นเป่ยตกลงที่จะยุติการคุกคาม และได้รับความช่วยเหลือด้านอาหารและยาจากแคว้นของฮ่องเต้
“ภารกิจย่อย ‘เจรจาสันติภาพกับแคว้นเป่ย’ สำเร็จแล้ว! ท่านได้รับรางวัล ‘ทักษะการทูต’ และ ‘ความเคารพจากแคว้นเพื่อนบ้าน’” ระบบปรากฏขึ้นในหัวของหลินหลิน
หลินหลินรู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก เธอไม่เพียงแต่ทำให้การเจรจาประสบความสำเร็จ แต่ยังได้รับความเคารพจากแคว้นเพื่อนบ้านอีกด้วย
เธอรู้ดีว่าหนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล แต่เธอก็พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับทุกความท้าทาย เพื่อพิชิตใจฮ่องเต้ และเพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตของเธอให้ดีขึ้นในวังหลวงแห่งนี้
เธอเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้ายามค่ำคืน แสงจันทร์สาดส่องลงมายังวังหลวงที่กว้างใหญ่ แววตาของเธอเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและประกายแห่งความหวัง เธอจะพลิกโฉมวังหลวงแห่งนี้ให้ได้ และจะทำให้ทุกคนยอมรับในตัวเธอให้ได้ ไม่ว่าจะมีอุปสรรคใดๆ ขวางกั้นอยู่ก็ตาม

พลิกวังครองบัลลังก์
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก