เสียงหวีดหวิวของลมกรรโชกยามเช้าตรู่ที่พัดพาไอเย็นยะเยือกเข้ามาในห้อง กลิ่นกำยานโบราณที่หอมหวานแต่เจือความอับชื้นรวยรินอยู่ไม่ขาดสาย สัมผัสของผืนผ้าไหมเนื้อดีที่ประดับดิ้นทองหนักอึ้งและปักลวดลายมังกรห้ากรงเล็บ ซึ่งคลุมกายเขาไว้จนแทบขยับไม่ได้ ทุกสิ่งทุกอย่างเหล่านี้คือสิ่งแรกที่ธีรเดชสัมผัสได้เมื่อเปลือกตาที่หนักอึ้งเปิดออกช้าๆ พร้อมกับแสงอรุณรุ่งที่ลอดผ่านหน้าต่างกระดาษกรองแสงเข้ามาเป็นสีทองอ่อน
นี่มัน...ที่ไหนวะเนี่ย?
สมองของธีรเดชยังคงมึนงง พยายามประมวลผลสภาพแวดล้อมที่แปลกตาออกไปจากห้องเช่าขนาดกะทัดรัดใจกลางกรุงเทพฯ อย่างสิ้นเชิง เตียงนอนที่เขากำลังนอนอยู่ไม่ใช่เตียงเดี่ยวขนาด 3.5 ฟุตที่ซื้อจากอีเกีย แต่มันคือแท่นบรรทมขนาดใหญ่ที่สลักเสลาอย่างวิจิตร ประดับประดาด้วยม่านผ้าไหมสีแดงเลือดนก ผนังห้องเป็นไม้แกะสลักสีเข้ม เสาทุกต้นสูงใหญ่ประดับลวดลายมังกรและเมฆมงคล เครื่องเรือนทุกชิ้นล้วนเป็นไม้เนื้อแข็งชั้นดี ที่มุมห้องมีฉากกั้นพับได้วาดภาพทิวทัศน์หิมะปกคลุม และที่น่าตกใจที่สุดคือ ชุดที่เขาสวมอยู่ แม้จะเป็นชุดนอน แต่ก็เป็นผ้าไหมชั้นเลิศที่ปักลายมังกรดิ้นทองเช่นกัน
“ฝ่าบาท...ได้เวลาทรงตื่นแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
เสียงแหลมสูงของใครบางคนดังขึ้นข้างเตียง ธีรเดชสะดุ้งสุดตัว พยายามพลิกกาย แต่ผ้านวมและชุดที่หนักอึ้งทำให้เขากระทำได้ยากลำบาก เขากะพริบตาถี่ๆ เพื่อปรับโฟกัส ภาพตรงหน้าคือขันทีชราในชุดสีเทาตัวหลวมโคร่ง ใบหน้าเหี่ยวย่นราวกับกระดาษยับยู่ยี่ กำลังยืนโค้งคำนับอยู่ข้างแท่นบรรทม พร้อมกับนางกำนัลอีกสองสามคนในชุดสีอ่อนยืนนิ่งอยู่เบื้องหลัง
“ฝ่าบาท? อะไรนะ?” ธีรเดชพึมพำเสียงแหบพร่า ก่อนจะพบว่าเสียงที่ออกมาจากลำคอไม่ใช่เสียงของเขา! มันเป็นเสียงที่ทุ้มนุ่มกว่า หนักแน่นกว่า ราวกับเสียงของคนที่มีอำนาจ...แต่ในขณะเดียวกันก็เจือแววความอ่อนแออย่างประหลาด
“หม่อมฉันเตรียมน้ำอุ่นสำหรับสรงน้ำพ่ะย่ะค่ะ และทรงมีราชกิจต้องเข้าประชุมท้องพระโรงในเวลาหนึ่งชั่วยาม” ขันทีชรากล่าวอย่างนอบน้อม ไม่แสดงท่าทีตกใจกับคำพูดเลื่อนลอยของธีรเดชเลยแม้แต่น้อย
‘สรงน้ำ? ราชกิจ? ท้องพระโรง? นี่มันบ้าอะไรกันวะ!’ ความตื่นตระหนกแล่นพล่านไปทั่วร่าง ธีรเดชพยายามลุกขึ้นนั่งอย่างทุลักทุเล มือเรียวยาวของขันทีชราเอื้อมมาประคองอย่างรวดเร็ว เขารับรู้ถึงกลิ่นหอมของสมุนไพรโบราณจากอีกฝ่าย ธีรเดชกวาดตามองไปรอบห้องอีกครั้งอย่างละเอียด แสงแดดที่สาดส่องเข้ามาเผยให้เห็นฝุ่นละอองที่ลอยระยิบระยับในอากาศ และเขาเพิ่งสังเกตเห็นว่าบนผนังด้านหนึ่งมีภาพวาดภูเขาและแม่น้ำที่ใช้พู่กันวาดอย่างงดงาม แต่แฝงไว้ด้วยความอึมครึม
ทันใดนั้นเอง!
“อ๊ากกกกก!”
จู่ๆ ก็เกิดอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรงราวกับมีใครเอาค้อนมาทุบอย่างบ้าคลั่ง ภาพความทรงจำจำนวนมหาศาลถาโถมเข้าใส่สมองของธีรเดชอย่างไม่ให้ได้ตั้งตัว ภาพของพระราชวังแห่งนี้ ท้องพระโรงอันโอ่อ่า เหล่าขุนนางที่คุกเข่า ภาพของชายหนุ่มในชุดมังกรสีเหลืองทองที่ดูอ่อนแอและหวาดกลัว ภาพของชายชราผู้หนึ่งที่มีใบหน้าเคร่งขรึม ดวงตาคมกริบราวกับเหยี่ยวที่จ้องมองมายังบัลลังก์อย่างไม่วางตา...พร้อมกับฉากสุดท้ายที่มืดมิดและไร้ลมหายใจ
ติ๊ง!
เสียงประหลาดดังขึ้นในโสตประสาทของธีรเดช พร้อมกับแสงสีฟ้าอ่อนที่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าเขา ก่อตัวเป็นแผงหน้าจอโปร่งแสงลอยอยู่กลางอากาศ มีตัวอักษรจีนโบราณที่เขาเข้าใจได้ทันทีปรากฏอยู่
“ระบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน: ทำการเชื่อมต่อสำเร็จ ยินดีต้อนรับสู่จักรวรรดิเฉาหมิง ฝ่าบาทฮ่องเต้หลงเจิ้ง!”
ธีรเดชเบิกตากว้าง หอบหายใจหนักหน่วงราวกับเพิ่งวิ่งมาอย่างเหน็ดเหนื่อย เขายกมือขึ้นกุมขมับ พยายามทำความเข้าใจกับทุกสิ่งอย่างเร่งด่วน ทั้งความทรงจำที่ไม่ใช่ของเขา และระบบที่โผล่มากลางอากาศนี้
จักรวรรดิเฉาหมิง...ฮ่องเต้หลงเจิ้ง...
เขาคือฮ่องเต้หลงเจิ้ง! ธีรเดชจากโลกอนาคตผู้คลั่งไคล้ประวัติศาสตร์และวิดีโอเกม ได้ทะลุมิติมาอยู่ในร่างของฮ่องเต้หลงเจิ้งแห่งจักรวรรดิเฉาหมิง ซึ่งเป็นจักรวรรดิสมมติในยุคจีนโบราณ! และที่สำคัญ...ฮ่องเต้หลงเจิ้งพระองค์เดิมเพิ่งจะสวรรคตไปเมื่อคืนนี้อย่างเป็นปริศนา!
จากความทรงจำที่ได้รับมา ฮ่องเต้หลงเจิ้งพระองค์เดิมเป็นฮ่องเต้ที่อ่อนแอ ประสบการณ์น้อย และมักถูกขุนนางเก่าแก่ โดยเฉพาะอัครเสนาบดีซ่ง ชักใยอยู่เบื้องหลังอยู่เสมอ ราชสำนักเต็มไปด้วยขุนนางฉ้อฉล การคอร์รัปชันแพร่หลายไปทั่วแผ่นดิน อาณาจักรเฉาหมิงกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ ทั้งภัยแล้ง โรคระบาด และการรุกรานจากเผ่าอนารยชนทางตอนเหนือ
ธีรเดชในร่างของฮ่องเต้หลงเจิ้งกำหมัดแน่น ข้อมูลทั้งหมดนี้ทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกโยนลงไปกลางสนามรบอย่างไร้เกราะป้องกัน แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือใบหน้าของอัครเสนาบดีซ่งที่ผุดขึ้นมาในความทรงจำ ชายชราผู้มากอำนาจและทะเยอทะยาน ผู้ที่จ้องจะช่วงชิงอำนาจสูงสุดมาเป็นของตน และดูเหมือนว่า...การสวรรคตอย่างกะทันหันของฮ่องเต้หลงเจิ้งพระองค์ก่อน อาจจะไม่ใช่เรื่องบังเอิญ!
“ฝ่าบาท...ไม่ทรงสบายหรือพ่ะย่ะค่ะ?” ขันทีชรานามว่า หลี่กงกง เอ่ยถามด้วยความกังวล เมื่อเห็นว่าฮ่องเต้ทรงเหงื่อแตกพลั่ก
“เปล่า...ข้าแค่...รู้สึกประหลาดเล็กน้อย” ธีรเดชพยายามปรับเสียงให้เป็นปกติที่สุด “ราชกิจยามเช้า...เตรียมพร้อมเถอะ”
เขาต้องเข้าไปในท้องพระโรง เขาต้องเผชิญหน้ากับเหล่าขุนนางที่จ้องจะฉีกทึ้งเขาเป็นชิ้นๆ โดยเฉพาะอัครเสนาบดีซ่ง ที่สำคัญกว่านั้นคือเขาต้องทำตัวเหมือนฮ่องเต้หลงเจิ้งองค์เดิมให้ได้มากที่สุด เพื่อไม่ให้ใครสงสัย
ระบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน:
ธีรเดชสอดส่ายสายตาไปที่หน้าจอระบบที่คนอื่นมองไม่เห็น เขาพยายามใช้ความรู้และประสบการณ์จากการเล่นเกม RPG มาประยุกต์ใช้ นี่มันเหมือนเกมแนววางแผนการปกครองดีๆ นี่เอง แต่เดิมพันมันคือชีวิตจริง!
หลังจากผ่านกระบวนการแต่งตัวที่ยาวนานและซับซ้อน ธีรเดชในชุดฉลองพระองค์สีเหลืองทองอร่าม ปักลวดลายมังกรห้ากรงเล็บอย่างวิจิตร ยืนอยู่หน้ากระจกสำริดที่สะท้อนภาพชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าหล่อเหลา คิ้วเรียวคม ดวงตาสีดำสนิททว่าเจือแววความเหนื่อยล้าและหวาดระแวง ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันอย่างเคร่งเครียด นี่คือใบหน้าของฮ่องเต้หลงเจิ้ง องค์จักรพรรดิแห่งเฉาหมิง
“ฝ่าบาท...ได้เวลาแล้วพ่ะย่ะค่ะ” หลี่กงกงกล่าวเสียงอ่อนน้อม
ธีรเดชพยักหน้า เขาสูดหายใจลึกๆ พยายามรวบรวมสติและความกล้าหาญทั้งหมดที่เขามี เขาก้าวเดินออกจากห้องบรรทม มุ่งหน้าสู่ท้องพระโรงอันโอ่อ่าที่ซึ่งอำนาจและการเมืองกำลังรอเขาอยู่
ท้องพระโรงเฉาหลง เจิดจรัสด้วยเสาหินอ่อนสีขาวแกะสลักอย่างงดงาม ประดับประดาด้วยทองคำและอัญมณีล้ำค่า แสงตะวันยามเช้าสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างบานใหญ่ทำให้ท้องพระโรงดูสว่างไสว แต่บรรยากาศกลับอึมครึมและกดดัน บรรดาขุนนางน้อยใหญ่ในชุดผ้าไหมหลากสีสันยืนเรียงรายกันเป็นสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งคือเหล่าขุนนางฝ่ายบุ๋น อีกฝั่งคือขุนนางฝ่ายบู๊ แต่ละคนล้วนมีสีหน้าเคร่งขรึม บางคนแอบมองมายังบัลลังก์ด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา
ธีรเดชก้าวขึ้นสู่บัลลังก์มังกรสีทองอันสูงส่ง เขานั่งลงช้าๆ พยายามทำท่าทางให้ดูสง่างามและน่าเกรงขามที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ในใจจะเต้นระรัวราวกับกลองศึกก็ตาม สายตาของเขากวาดมองไปทั่วท้องพระโรง และหยุดลงที่ชายชราผู้หนึ่งที่ยืนอยู่หน้าสุดของเหล่าขุนนางฝ่ายบุ๋น
อัครเสนาบดีซ่ง!
ใบหน้าของอัครเสนาบดีซ่งเรียบเฉย ดวงตาคมกริบราวกับเหยี่ยวมองตรงมายังเขา ท่าทางดูสงบและภูมิฐาน แต่ธีรเดชกลับรู้สึกถึงพลังอำนาจและความกดดันมหาศาลที่แผ่ออกมาจากชายชราผู้นี้ ราวกับว่าบัลลังก์ที่เขานั่งอยู่ไม่ได้มีอำนาจอะไรเลยเมื่อเทียบกับอัครเสนาบดีซ่ง
“ถวายพระพรฝ่าบาท ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นหมื่นปี!” เสียงกึกก้องของเหล่าขุนนางดังขึ้นพร้อมกัน ธีรเดชพยักหน้าเล็กน้อยอย่างเฉยเมย
“พวกท่านไม่ต้องมากพิธี” เขาพยายามปรับเสียงให้ทุ้มและหนักแน่น “มีราชกิจใดที่ต้องปรึกษาหารือในวันนี้บ้าง?”
หลี่กงกงที่ยืนอยู่ข้างบัลลังก์กล่าวเสียงดัง “เหล่าขุนนาง ท่านใดมีฎีกาหรือราชกิจสำคัญ โปรดนำเสนอ”
ทันใดนั้น อัครเสนาบดีซ่งก็ก้าวออกมาข้างหน้าอย่างช้าๆ ใบหน้าของเขาประดับด้วยรอยยิ้มจางๆ ที่ทำให้ธีรเดชรู้สึกหนาวเยือกถึงกระดูกสันหลัง
“ฝ่าบาท กระหม่อมมีฎีกาสำคัญขอทรงพิจารณาพ่ะย่ะค่ะ” อัครเสนาบดีซ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่แฝงด้วยอำนาจที่ไม่อาจปฏิเสธได้ “เนื่องด้วยสถานการณ์ภัยแล้งทางภาคเหนือยังคงรุนแรง และคลังหลวงก็มิอาจรองรับภาระได้อีกต่อไป กระหม่อมจึงใคร่ขอเสนอให้มีการเพิ่มภาษีข้าวเปลือกและภาษีเกลือขึ้นอีกหนึ่งในสิบส่วน เพื่อนำรายได้มาบรรเทาความเดือดร้อนของราษฎร”
ธีรเดชรู้สึกชาวาบไปทั้งร่าง! เพิ่มภาษีอีกหนึ่งในสิบส่วนงั้นหรือ? ในขณะที่ราษฎรกำลังอดอยากและเดือดร้อนจากภัยแล้ง นี่ไม่ต่างอะไรกับการซ้ำเติมประชาชนเลยแม้แต่น้อย เขารู้ดีว่าอัครเสนาบดีซ่งไม่ได้ต้องการนำเงินไปช่วยราษฎร แต่คงจะไหลเข้าสู่กระเป๋าของตนเองและพรรคพวกมากกว่า
“อัครเสนาบดีซ่ง...ท่านมั่นใจหรือว่านี่เป็นทางออกที่ดีที่สุด?” ธีรเดชถามด้วยน้ำเสียงที่พยายามควบคุมให้เป็นปกติที่สุด แต่ภายในใจกำลังปั่นป่วน
“ฝ่าบาท ภายใต้สถานการณ์อันยากลำบากนี้ กระหม่อมเห็นว่ามิอาจมีทางเลือกอื่นได้พ่ะย่ะค่ะ เพื่อให้การบริหารจัดการงบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และป้องกันการทุจริต กระหม่อมใคร่ขอให้มีผู้รับผิดชอบดูแลการจัดเก็บภาษีและจัดสรรงบประมาณชุดใหม่ ซึ่งกระหม่อมจะคัดเลือกให้เป็นผู้ที่มีความซื่อสัตย์สุจริตและมากความสามารถ เพื่อถวายงานฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ”
คำพูดของอัครเสนาบดีซ่งช่างแยบยลนัก ดูเหมือนว่าจะช่วยแก้ปัญหา แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นการช่วงชิงอำนาจในการควบคุมเศรษฐกิจและการเงินของประเทศไปจากฮ่องเต้! หากธีรเดชยอมรับข้อเสนอนี้ เขาก็จะกลายเป็นฮ่องเต้หุ่นเชิดอย่างสมบูรณ์แบบ
“เรื่องนี้...” ธีรเดชกำลังจะปฏิเสธ แต่แล้วเขาก็นึกขึ้นได้ถึงความทรงจำของฮ่องเต้หลงเจิ้งองค์เดิม ที่มักจะโต้แย้งอัครเสนาบดีซ่งไม่สำเร็จ และท้ายที่สุดก็ต้องยอมจำนนด้วยการถูกกดดันอย่างหนัก
เขาไม่สามารถปฏิเสธตรงๆ ได้! หากเขาปฏิเสธไปอย่างสิ้นเชิง ก็จะสร้างความบาดหมางกับอัครเสนาบดีซ่งในทันที ซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องดีสำหรับฮ่องเต้องค์ใหม่ที่ยังไม่มั่นคงเช่นเขา เขาต้องหาทางออกที่ฉลาดกว่านี้!
ระบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน:
ธีรเดชพยายามคิดอย่างรวดเร็ว ความรู้จากโลกอนาคต ประวัติศาสตร์สามก๊กที่เขาชื่นชอบ เกมวางแผนการรบที่เขาเคยเล่น...มีแต่เรื่องพวกนี้เท่านั้นที่พอจะช่วยเหลือเขาได้!
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง บรรยากาศในท้องพระโรงเงียบกริบราวกับไร้ชีวิต ทุกสายตาจับจ้องมาที่บัลลังก์มังกร ธีรเดชจ้องตอบสายตาของอัครเสนาบดีซ่งอย่างหนักแน่น พยายามซ่อนความกังวลไว้ภายใต้ท่าทีที่สงบ
“เรื่องการเพิ่มภาษีเป็นเรื่องใหญ่ ส่งผลกระทบต่อราษฎรนับล้าน” ธีรเดชกล่าวเสียงเรียบ “ข้าเข้าใจถึงความตั้งใจดีของท่านอัครเสนาบดีซ่ง แต่ก่อนที่จะตัดสินใจเรื่องสำคัญเช่นนี้ ข้าคิดว่าเราควรทำการศึกษาผลกระทบให้รอบด้านเสียก่อน และที่สำคัญ...ข้าต้องการให้มีการตรวจสอบคลังหลวงและงบประมาณที่ใช้ไปในการบรรเทาภัยแล้งครั้งก่อนอย่างละเอียด เพื่อดูว่ามีการรั่วไหลหรือไม่”
สิ้นคำพูดของธีรเดช บรรยากาศในท้องพระโรงก็พลันเปลี่ยนไป สายตาของเหล่าขุนนางหลายคนฉายแววตกใจ อัครเสนาบดีซ่งเองก็มีสีหน้าแข็งค้างไปชั่วขณะ รอยยิ้มจางๆ บนใบหน้าหายไปทันที ดวงตาคมกริบคู่นั้นฉายแววไม่พอใจอย่างชัดเจน
นี่คือการโยนเผือกร้อนกลับไปให้อัครเสนาบดีซ่ง และเป็นการแสดงท่าทีว่าเขาไม่ได้เป็นฮ่องเต้หุ่นเชิดอย่างที่คิด แถมยังเป็นการส่งสัญญาณว่าจะเริ่มตรวจสอบการทุจริต!
“ฝ่าบาท...การตรวจสอบคลังหลวงเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและต้องใช้เวลา ในยามที่ภัยแล้งกำลังคุกคาม เรามิควรเสียเวลาไปกับเรื่องไม่เป็นเรื่องพ่ะย่ะค่ะ” อัครเสนาบดีซ่งแย้งด้วยน้ำเสียงที่แข็งขึ้นเล็กน้อย
“แต่ความโปร่งใสคือรากฐานของความเชื่อมั่นของราษฎร” ธีรเดชกล่าวตอบอย่างใจเย็น “ข้าไม่อาจปล่อยให้ราษฎรต้องแบกรับภาระเพิ่มขึ้น โดยที่เรายังไม่รู้แน่ชัดว่าเงินภาษีของพวกเขาจะถูกนำไปใช้อย่างเหมาะสมหรือไม่”
“ฝ่าบาททรงมีเหตุผล” อัครเสนาบดีซ่งยอมถอยเล็กน้อย “เช่นนั้นกระหม่อมจะจัดให้มีการตรวจสอบอย่างรวดเร็วที่สุดตามพระประสงค์ แต่เรื่องการเพิ่มภาษี...กระหม่อมขอเสนอให้เป็นไปตามแผนเดิมก่อน เพื่อมิให้เกิดความล่าช้าในการช่วยเหลือราษฎร”
นี่คือการใช้ลูกไม้อีกครั้ง เขาจะยอมให้ตรวจสอบ แต่ก็ยังยืนยันที่จะเพิ่มภาษี ซึ่งจะทำให้เงินที่เพิ่มขึ้นมาไหลเข้ากระเป๋าตัวเองระหว่างที่การตรวจสอบยังไม่แล้วเสร็จ
ธีรเดชหรี่ตาลง เขารู้สึกถึงความอ่อนแอของอำนาจที่เขามีในตอนนี้ เขายังไม่มีฐานอำนาจมากพอที่จะหักกับอัครเสนาบดีซ่งได้โดยตรง หากเขาไม่ยอมประนีประนอมเลย เขาอาจจะไม่ได้เห็นแสงตะวันในวันพรุ่งนี้
“ถ้าเช่นนั้น...ข้าจะยอมพิจารณาเรื่องการเพิ่มภาษี” ธีรเดชกล่าวช้าๆ ทำให้สีหน้าของอัครเสนาบดีซ่งผ่อนคลายลงเล็กน้อย “แต่มีเงื่อนไข”
สีหน้าของอัครเสนาบดีซ่งกลับมานิ่งเรียบอีกครั้ง “โปรดตรัสมาได้เลยพ่ะย่ะค่ะ”
“ข้าจะยอมให้เพิ่มภาษีข้าวเปลือกและภาษีเกลือ” ธีรเดชกล่าว “แต่ให้เพิ่มเพียงครึ่งหนึ่งของที่ท่านเสนอ และเงินภาษีที่เพิ่มขึ้นมานั้น จะต้องนำไปจัดตั้ง ‘คลังสำรองฉุกเฉิน’ โดยเฉพาะเพื่อใช้ในการซื้อเสบียงอาหารและเวชภัณฑ์สำรองสำหรับกรณีภัยพิบัติ และต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลโดยตรงจากราชสำนัก โดยที่ข้าจะเป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ขึ้นมาดูแลเรื่องนี้เป็นการเฉพาะ”
คำพูดของธีรเดชทำให้บรรยากาศในท้องพระโรงกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง อัครเสนาบดีซ่งนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ดวงตาคมกริบจ้องมองมายังธีรเดชอย่างพินิจพิเคราะห์ ราวกับกำลังพยายามอ่านใจของเขา
การเพิ่มภาษีเพียงครึ่งเดียว และยังถูกบังคับให้นำไปใช้ในกองทุนเฉพาะที่ฮ่องเต้เป็นคนควบคุมโดยตรง นั่นเท่ากับว่าอัครเสนาบดีซ่งจะไม่ได้ประโยชน์เต็มที่จากข้อเสนอนี้เลย แถมยังต้องยอมให้ฮ่องเต้แต่งตั้งคนของตัวเองเข้ามาคุมอำนาจทางการเงินบางส่วน
ในที่สุด อัครเสนาบดีซ่งก็ถอนหายใจออกมาเล็กน้อย ใบหน้ายังคงเรียบเฉยแต่แววตาซ่อนความไม่พอใจไว้อย่างมิดชิด
“หากฝ่าบาทมีพระประสงค์เช่นนั้น กระหม่อมก็ย่อมมิอาจขัดได้พ่ะย่ะค่ะ” เขาค้อมกายลงเล็กน้อย “แต่กระหม่อมใคร่ขอให้คณะกรรมการชุดใหม่นี้ มีขุนนางผู้ใหญ่บางท่านที่กระหม่อมแนะนำเข้าร่วมด้วย เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่นพ่ะย่ะค่ะ”
“ได้” ธีรเดชตอบสั้นๆ “แต่ข้าจะเป็นผู้คัดเลือกขั้นสุดท้าย”
อัครเสนาบดีซ่งเงียบไปอีกครั้ง ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียทั้งหมด เขาเข้าใจว่าฮ่องเต้องค์ใหม่นี้ไม่ได้อ่อนแอและไร้เดียงสาอย่างที่คิด
การประชุมท้องพระโรงดำเนินต่อไปอีกพักใหญ่ มีเรื่องราวเล็กน้อยอื่นๆ ที่ต้องสะสาง ธีรเดชพยายามใช้ความรู้ทางประวัติศาสตร์และตรรกะจากโลกเดิมมาประมวลผลสถานการณ์และตอบคำถามอย่างระมัดระวัง แม้จะยังไม่เชี่ยวชาญภาษาและธรรมเนียมการปกครองของยุคนี้มากนัก แต่เขาก็พยายามแสดงออกถึงความเด็ดขาดและรอบคอบให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
เมื่อการประชุมท้องพระโรงจบลง ธีรเดชก็รู้สึกราวกับหมดแรง เขากลับมายังตำหนักของตนเองทันที หลี่กงกงและนางกำนัลยังคงคอยรับใช้ตามปกติ แต่ธีรเดชปฏิเสธที่จะให้ใครมาอยู่ใกล้ เขาต้องการอยู่คนเดียวเพื่อทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น
เขาเดินตรงไปที่โต๊ะเขียนหนังสือ หยิบพู่กันขึ้นมาจุ่มหมึก แล้วลองขีดเขียนตัวอักษรจีนโบราณอย่างที่เขาเคยเห็นในความทรงจำ ตัวอักษรที่ออกมาดูดีกว่าที่เขาคิดไว้มาก อาจจะเป็นเพราะร่างนี้ยังคงมีความทรงจำและทักษะเดิมติดตัวอยู่
ธีรเดชเอนกายลงบนเก้าอี้ไม้เนื้อแข็งอย่างอ่อนล้า เขาปิดเปลือกตาลง พยายามผ่อนคลายร่างกายที่อ่อนล้าและจิตใจที่ตึงเครียด
“ระบบ” เขากระซิบเบาๆ
หน้าจอโปร่งแสงสีฟ้าอ่อนปรากฏขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับข้อความที่ทำให้ธีรเดชรู้สึกตื่นเต้น
ระบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน:
ธีรเดชถอนหายใจอย่างโล่งอก อย่างน้อยเขาก็ผ่านด่านแรกไปได้
“เปิดกล่องสุ่มไอเทมเริ่มต้น” เขาสั่ง
กล่องสี่เหลี่ยมสีทองเรืองแสงปรากฏขึ้นบนหน้าจอ ก่อนจะหมุนวนและเปิดออก เผยให้เห็นไอเทมสองชิ้นที่ลอยอยู่ข้างใน
“สุดยอด!” ธีรเดชอุทานอย่างตื่นเต้น คัมภีร์ตำราการปกครองนี่แหละคือสิ่งที่เขาต้องการมากที่สุด! ด้วยสิ่งนี้ เขาจะสามารถนำความรู้จากโลกอนาคตมาปรับใช้กับจักรวรรดิเฉาหมิงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เขากำลังจะเลือกใช้คัมภีร์ตำรานั้นทันที แต่แล้วจู่ๆ ก็มีข้อความใหม่ปรากฏขึ้นบนหน้าจอระบบ ทำให้รอยยิ้มของธีรเดชหุบลงทันที
ระบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน:
ติ๊ง!
ข้อความสุดท้ายถูกตัดไปอย่างกะทันหัน พร้อมกับหน้าจอระบบที่ดับวูบลงราวกับถูกปิดสวิตช์ ธีรเดชเบิกตากว้าง หัวใจเต้นระรัวอย่างบ้าคลั่ง สารพิษในพระโอสถบำรุง! และสมุนไพรที่จัดถวายโดย... โดยใครกันแน่?
แต่ถึงแม้ข้อความจะถูกตัดไป เขาก็พอจะเดาได้โดยไม่ต้องใช้สมองส่วนไหนคิดเลยว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังการสวรรคตของฮ่องเต้หลงเจิ้งพระองค์เดิมจะต้องเป็นคนใกล้ตัวที่มีอำนาจมากพอที่จะเข้าถึงเครื่องเสวยและพระโอสถได้อย่างง่ายดาย
และคนที่เขาเพิ่งเผชิญหน้ามาเมื่อครู่...อัครเสนาบดีซ่ง!
ธีรเดชกำหมัดแน่น ใบหน้าของเขาซีดเผือด เขาไม่ได้ทะลุมิติมาเพื่อเป็นฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่ในตำนาน แต่เขาถูกโยนเข้ามากลางเกมการเมืองที่เดิมพันด้วยชีวิต และตอนนี้เขากำลังถูกล่าโดยหมาป่าเจ้าเล่ห์ตัวเดิมที่เพิ่งจะปลิดชีวิตฮ่องเต้องค์ก่อนไป
จู่ๆ ก็มีเสียงฝีเท้าหนักๆ ก้าวเข้ามาในตำหนัก ธีรเดชเงยหน้าขึ้นมองด้วยความตกใจ!
หน้าประตูตำหนัก อัครเสนาบดีซ่งกำลังยืนอยู่ตรงนั้น! ดวงตาคมกริบคู่นั้นจับจ้องมายังธีรเดชอย่างเย็นชา และมุมปากของเขาก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม...รอยยิ้มเดียวกับที่อยู่ในความทรงจำสุดท้ายของฮ่องเต้หลงเจิ้งพระองค์เดิม!

บัลลังก์ทะลุมิติพลิกฟ้า
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก