เปลือกตาหนักอึ้งค่อยๆ ปรือขึ้น ธีรเดชสัมผัสได้ถึงความนุ่มนวลของผืนผ้าไหมชั้นดีที่รองรับแผ่นหลัง ไม่ใช่ที่นอนสปริงราคาประหยัดในอพาร์ตเมนต์เล็กๆ ของเขา กลิ่นหอมจางๆ คล้ายเครื่องหอมโบราณอบอวลอยู่รอบกาย ไม่ใช่กลิ่นข้าวแกงเจือปนกลิ่นอับของห้องเช่าที่คุ้นเคย แสงอรุณรำไรลอดผ่านม่านแพรปักลายมังกรทองเข้ามาตกกระทบผืนพรมหนานุ่มสีแดงสดบนพื้น มันคือแสงสีทองที่แปลกตา ไม่ใช่แสงจากหลอดฟลูออเรสเซนต์หรือจอคอมพิวเตอร์
“นี่มัน…ที่ไหนกัน?” เสียงแหบพร่าหลุดจากลำคอ ธีรเดชพยายามพยุงกายขึ้นนั่ง หัวปวดหนึบเหมือนโดนค้อนทุบซ้ำๆ ภาพสุดท้ายในความทรงจำคือเขากำลังนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ตาลายกับค่าสถานะตัวละครในเกม ‘ราชันย์แห่งเฉาหมิง’ ภาคขยายล่าสุด และกำลังจะกดคำสั่งพิชิตเมืองหลวงของฝ่ายกบฏ แล้วอยู่ๆ ทุกอย่างก็ดับวูบไป…
เขาใช้มือลูบไล้ไปตามเนื้อผ้าของชุดที่สวมใส่ มันเป็นชุดคลุมผ้าไหมสีเหลืองทองปักลายมังกรห้ากรงเล็บอันวิจิตรบรรจง หนักและรุ่มร่ามจนไม่คุ้นชิน ห้องนอนโอ่อ่ากว้างขวางเกินกว่าจินตนาการ ผนังไม้แกะสลักลวดลายละเอียดอ่อนประดับประดาด้วยภาพเขียนพู่กันจีนโบราณ เฟอร์นิเจอร์ไม้เนื้อแข็งสีเข้มขัดมันวาว เตียงนอนขนาดใหญ่ที่เขานอนอยู่ถูกแกะสลักเป็นรูปมังกรและหงส์อย่างประณีต ม่านโปร่งบางสีเหลืองทองห้อยระย้าลงมาจากเพดานสูง บรรยากาศโดยรวมให้ความรู้สึกศักดิ์สิทธิ์และน่าเกรงขามราวกับหลุดเข้าไปในภาพยนตร์จีนกำลังภายในระดับมหากาพย์
ทันใดนั้น ประตูไม้แกะสลักบานใหญ่ก็ค่อยๆ แง้มออกช้าๆ ร่างชายชราในชุดคลุมสีเทา หน้าตาอิ่มเอิบ แต่แววตาเต็มไปด้วยความกังวลเดินเข้ามา พร้อมด้วยขันทีหนุ่มสองสามคน เขาคือหัวหน้าขันทีหลี่กงกง ผู้ซึ่งปรนนิบัติรับใช้ฮ่องเต้มาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ใบหน้าเหี่ยวย่นของหลี่กงกงคลายออกเมื่อเห็นร่างที่กำลังนั่งอยู่บนเตียง
“ฝ่าบาท! ในที่สุดก็ทรงฟื้นแล้วพ่ะย่ะค่ะ!” หลี่กงกงรีบรุดเข้ามาคุกเข่าลงข้างเตียง ใบหน้าชุ่มไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความปิติยินดี ขันทีคนอื่นๆ ก็คุกเข่าตามกันไปติดๆ
ธีรเดชตะลึงงันกับคำเรียกขาน “ฝ่าบาท” และท่าทางนอบน้อมนั้น นี่มันไม่ใช่ฝันแล้ว! สัญชาตญาณของการเอาตัวรอดบอกเขาว่าห้ามเปิดเผยความจริง แต่หัวสมองก็ยังคงประมวลผลอย่างบ้าคลั่ง “ฝ่าบาทงั้นเหรอ? หรือว่า…หรือว่าฉันทะลุมิติมาเป็นฮ่องเต้จริงๆ อย่างในนิยายแฟนตาซีที่เคยอ่านน่ะ!”
“ลุกขึ้นเถอะหลี่กงกง” ธีรเดชพยายามปรับเสียงให้ฟังดูเป็นธรรมชาติที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้จะรู้สึกว่าเสียงตัวเองฟังดูอ่อนล้าและแปลกไปเล็กน้อย “เกิดอะไรขึ้นกันแน่? ข้า…ข้ารู้สึกปวดหัวและจำอะไรไม่ค่อยได้” เขาแสร้งทำเป็นจับขมับพร้อมกับหลับตาลง ภาพเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ปรากฏขึ้นแวบหนึ่งในหัว – ภาพของบัลลังก์มังกรทองอันสง่างาม และใบหน้าของชายชราท่าทางเหี้ยมเกรียมคนหนึ่ง…
“ฝ่าบาททรงพระประชวรหนักพ่ะย่ะค่ะ ตั้งแต่เมื่อสามวันก่อน ทรงหมดสติไป สร้างความวิตกกังวลให้กับข้าหลวงน้อยใหญ่และเหล่าพสกนิกรยิ่งนัก แต่บัดนี้ฝ่าบาททรงฟื้นคืนพระองค์แล้ว นับเป็นบุญของแผ่นดินจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ!” หลี่กงกงกล่าวด้วยน้ำเสียงตื้นตัน
ธีรเดชนั่งนิ่ง สวมบทบาทฮ่องเต้ได้อย่างน่าประหลาดใจ ด้วยความที่เป็นคนฉลาดและมีไหวพริบ ประกอบกับประสบการณ์การเล่นเกมสวมบทบาทมานับไม่ถ้วน เขาเริ่มรวบรวมข้อมูลจากคำพูดของหลี่กงกง “สามวัน? หมายความว่าฉันสลบไปสามวันงั้นเหรอ? นี่คงเป็นเหตุผลว่าทำไมถึงจำอะไรไม่ได้” เขาคิดในใจ
“เรื่องราวบ้านเมืองตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง?” ธีรเดชลองเชิงถาม พยายามใช้สรรพนามแบบโบราณที่เคยอ่านเจอในหนังสือประวัติศาสตร์และนิยายกำลังภายใน
หลี่กงกงหน้าซีดลงเล็กน้อย ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่ลดระดับความรื่นเริงลง “เรียนฝ่าบาท นับตั้งแต่ทรงพระประชวร การบริหารราชกิจก็เป็นไปอย่างกระท่อนกระแท่น พ่ะย่ะค่ะ อัครเสนาบดีซ่งได้เข้ามาดูแลราชการแทนฝ่าบาทเกือบทั้งหมด…”
ชื่อ ‘อัครเสนาบดีซ่ง’ พุ่งเข้ามาในโสตประสาทของธีรเดชอย่างจัง ราวกับมีเสียงเตือนภัยดังขึ้นในหัว! เขาจำชื่อนี้ได้! ในเกม ‘ราชันย์แห่งเฉาหมิง’ อัครเสนาบดีซ่งคือตัวร้ายกาจกาจที่พยายามจะยึดอำนาจจากฮ่องเต้ และเป็นตัวละครที่ยากจะปราบปรามที่สุดคนหนึ่ง เขารู้สึกเหมือนถูกกระตุ้นด้วยความรู้สึกเก่าๆ ที่เคยมีต่อตัวละครนี้ในเกม ความรู้สึกที่บอกว่าชายผู้นี้คืออันตราย!
“อัครเสนาบดีซ่ง…” ธีรเดชพึมพำกับตัวเอง
“พ่ะย่ะค่ะ อัครเสนาบดีซ่ง” หลี่กงกงพยักหน้า สีหน้าบ่งบอกถึงความกังวลอย่างชัดเจน “เขาได้เสนอแต่งตั้งคนของตนเองเข้าสู่ตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่งในราชสำนัก และยังออกคำสั่งราชการบางอย่างที่… ที่ข้าหลวงหลายคนรู้สึกว่าไม่เหมาะสมนัก พ่ะย่ะค่ะ”
ธีรเดชหรี่ตาลง “เช่นนั้นหรือ…” เขากำหมัดแน่นภายใต้ผ้าคลุม รู้สึกถึงพลังงานแปลกประหลาดที่ไหลเวียนในกาย แววตาจากชายหนุ่มขี้เล่นเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่น นี่มันไม่ใช่แค่เกมอีกต่อไป แต่มันคือความเป็นความตาย!
ทันใดนั้น เสียงบางอย่างก็ดังขึ้นในหัวของเขา ไม่ใช่เสียงจากหลี่กงกง แต่เป็นเสียงก้องกังวานราวกับเสียงฟ้าผ่าในโลกเสมือนจริง
“ระบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน ออนไลน์! ยินดีต้อนรับสู่จักรวรรดิเฉาหมิง ฮ่องเต้หลงเจิ้ง! สถานะปัจจุบัน: ฮ่องเต้หุ่นเชิด ผู้ไร้อำนาจ กำลังเผชิญหน้ากับอำนาจมืดของอัครเสนาบดีซ่ง!”
ธีรเดชสะดุ้งเฮือก แต่พยายามเก็บสีหน้าไว้ หลี่กงกงมองเขาอย่างเป็นห่วง “ฝ่าบาททรงเป็นอะไรไปพ่ะย่ะค่ะ?”
“เปล่า… ไม่มีอะไร… ข้าแค่รู้สึกมึนงงเล็กน้อย” ธีรเดชปัดมือ สายตาจดจ่ออยู่กับอินเทอร์เฟซโปร่งแสงที่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า มีเพียงเขาเท่านั้นที่มองเห็น มันคือหน้าต่างสถานะตัวละครแบบเดียวกับในเกมที่เขาเคยเล่น!
[ฮ่องเต้: ธีรเดช (ฮ่องเต้หลงเจิ้ง)] [ตำแหน่ง: ฮ่องเต้แห่งจักรวรรดิเฉาหมิง] [อายุ: 20 ปี] [ความแข็งแกร่ง: 5 (อ่อนแอ)] [สติปัญญา: 9 (เฉลียวฉลาด)] [เสน่ห์บารมี: 6 (ยังไม่โดดเด่น)] [อำนาจการปกครอง: 2 (หุ่นเชิด)] [ชื่อเสียง: 4 (ฮ่องเต้หนุ่มผู้อ่อนแอ)] [เงินคงคลัง: ติดลบ 50,000 ตำลึงทองแดง (สถานะวิกฤต)] [กองทัพ: กำลังถูกควบคุมโดยอัครเสนาบดีซ่ง] [ภารกิจหลัก: ยึดอำนาจคืนจากอัครเสนาบดีซ่ง (ล้มเหลว = เกมโอเวอร์)] [ภารกิจรอง: ฟื้นฟูเศรษฐกิจของอาณาจักร / สร้างความแข็งแกร่งให้กองทัพ / หาพันธมิตรที่จงรักภักดี / ศึกษาประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมเฉาหมิง] [ทักษะพิเศษ: ความรู้จากโลกอนาคต (ใช้งานได้เมื่อได้รับการปลดล็อก), ความเข้าใจในเกมกลยุทธ์ (ปลดล็อกแล้ว)]
ธีรเดชแทบจะกรีดร้องออกมา เขากลายเป็นฮ่องเต้ตกอับในเกมที่ตัวเองเล่นจริงๆ! แถมยังติดลบ 50,000 ตำลึงทองแดง! และฮ่องเต้หลงเจิ้งคนเดิมนี่มันอ่อนแอขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย! แต่แล้วรอยยิ้มบางๆ ก็ผุดขึ้นบนใบหน้า นี่มันคือความท้าทายสุดขีด! ความรู้จากโลกอนาคตของเขาจะต้องมีประโยชน์แน่ๆ และความเข้าใจในเกมกลยุทธ์ที่ปลดล็อกแล้ว… นี่แหละคืออาวุธของเขา!
“หลี่กงกง… ข้าต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับอัครเสนาบดีซ่ง” ธีรเดชเอ่ยเสียงเรียบ แต่แววตาเต็มไปด้วยประกายของนักวางแผน หลี่กงกงชะงักไปครู่หนึ่ง ใบหน้ายังคงมีร่องรอยของความกังวล
“อัครเสนาบดีซ่ง… เดิมทีเป็นขุนนางตงฉินผู้ซื่อสัตย์พ่ะย่ะค่ะ แต่หลังจากที่อดีตฮ่องเต้สวรรคต และฝ่าบาททรงขึ้นครองราชย์เมื่อสามปีก่อน ด้วยพระชนมายุเพียงสิบเจ็ดพรรษา อัครเสนาบดีซ่งก็เริ่มแสดงอำนาจออกมาทีละน้อย เขาเป็นคนฉลาดแกมโกง มีเครือข่ายอำนาจกว้างขวาง ทั้งในราชสำนักและกองทัพ ขุนนางส่วนใหญ่เกรงกลัวเขา และไม่กล้าขัดคำสั่ง พ่ะย่ะค่ะ” หลี่กงกงรายงานเสียงเบาลงเรื่อยๆ ราวกับกลัวว่าจะมีใครได้ยิน
“เขามีบุตรหรือไม่? หรือมีคนใกล้ชิดที่สำคัญบ้าง?” ธีรเดชซักต่อ เหมือนกำลังวิเคราะห์ข้อมูลศัตรูในเกม
“เขามีบุตรชายสองคน คนโตเป็นแม่ทัพใหญ่ผู้คุมกองทัพเมืองหลวง คนรองเป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน และเขามีหลานสาวที่กำลังจะเข้าวังเพื่อเป็นพระสนมองค์ใหม่ของฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ…” หลี่กงกงกล่าวด้วยน้ำเสียงระแวดระวัง
ธีรเดชแทบจะกัดฟันกรอด “บุตรชายคุมกองทัพ… หลานสาวจะมาเป็นสนม… นี่มันผูกขาดอำนาจอย่างสมบูรณ์แบบ!”
“ติ๊ง! ภารกิจหลัก: ยึดอำนาจคืนจากอัครเสนาบดีซ่ง (ความคืบหน้า: 0%) ได้รับการอัปเดต: ภัยคุกคามจากอัครเสนาบดีซ่งเพิ่มขึ้นเนื่องจากเครือข่ายอำนาจและอิทธิพลในราชสำนัก การแก้ปัญหาต้องใช้ความชาญฉลาดและกลยุทธ์ระดับสูง!”
ระบบแจ้งเตือนขึ้นอีกครั้ง ธีรเดชเริ่มรู้สึกตื่นเต้นอย่างประหลาด นี่มันยิ่งกว่าเกมที่ยากที่สุดที่เขาเคยเล่นมา! แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกท้อถอย ตรงกันข้าม เลือดนักรบในหัวใจเกมเมอร์ของเขาเริ่มเดือดพล่านขึ้นมา
“หลี่กงกง… ข้าต้องการสำรวจตำหนักนี้ และจากนั้น… จัดเตรียมการเข้าเฝ้าอัครเสนาบดีซ่ง” ธีรเดชกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ไม่หลงเหลือความสับสนจากตอนแรก หลี่กงกงมองเขาอย่างแปลกใจ แต่ก็รีบก้มหน้าลง “พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท!”
หลังจากสำรวจตำหนักเล็กน้อย ธีรเดชก็ตระหนักว่าเขาอยู่ในตำหนักเฉียนชิง ตำหนักหลักของฮ่องเต้ ซึ่งใหญ่โตโอฬารราวกับเมืองย่อมๆ ไม่นาน หลี่กงกงก็กลับมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“เรียนฝ่าบาท อัครเสนาบดีซ่งได้ทราบข่าวว่าฝ่าบาททรงฟื้นแล้ว และประสงค์จะเข้าเฝ้าโดยเร่งด่วน พ่ะย่ะค่ะ ตอนนี้เขากำลังรออยู่ที่ห้องโถงด้านนอกแล้ว”
ธีรเดชรับฟังด้วยความสงบ แม้ในใจจะเต้นระรัวราวกลองศึก เขากวาดสายตามองไปรอบๆ เห็นขันทีและนางกำนัลยืนเรียงรายด้วยท่าทีสำรวม บางคนดูตื่นเต้น บางคนดูหวาดกลัว และบางคน…ดูเหมือนกำลังจับตามองเขาอยู่
“บอกให้เขาเข้ามาได้” ธีรเดชกล่าวเสียงดังฟังชัด พยายามทำให้เสียงของตนเองแฝงไว้ซึ่งอำนาจและมาดของกษัตริย์ หลี่กงกงก้มหน้าลงอีกครั้งแล้วหันไปให้สัญญาณกับขันทีประจำประตู
ประตูไม้แกะสลักบานคู่ที่สูงใหญ่และหนาหนักค่อยๆ เปิดออกช้าๆ เผยให้เห็นร่างสูงสง่าของชายชราผู้หนึ่ง เขาสวมชุดขุนนางชั้นสูงสีดำสนิทปักลวดลายเมฆมงคลด้วยด้ายสีทอง ใบหน้าเหี้ยมเกรียมประดับด้วยหนวดเคราสีดอกเลา ดวงตาคมกริบราวกับเหยี่ยวที่จ้องมองเหยื่อ ทุกย่างก้าวของเขามั่นคงและเต็มไปด้วยอำนาจแฝงเร้น กลิ่นอายของอำนาจที่แผ่ออกมาจากตัวเขานั้นเข้มข้นจนธีรเดชรู้สึกได้ถึงแรงกดดันมหาศาล
นี่คืออัครเสนาบดีซ่ง… ตัวร้ายกาจกาจที่พร้อมจะกลืนกินทุกสิ่ง!
อัครเสนาบดีซ่งหยุดยืนห่างจากบัลลังก์ที่ธีรเดชนั่งอยู่ประมาณห้าก้าว เขาก้มศีรษะลงเล็กน้อย “ถวายพระพรฝ่าบาท หม่อมฉันซ่งเฟยหลง ยินดีที่ฝ่าบาททรงฟื้นคืนพระองค์พ่ะย่ะค่ะ” น้ำเสียงของเขานุ่มนวล แต่แฝงไว้ด้วยความเย็นชา และมีรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก ราวกับกำลังประเมินสถานการณ์และรอคอยที่จะเห็นปฏิกิริยาของฮ่องเต้หนุ่ม
ธีรเดชมองกลับไปยังใบหน้าของอัครเสนาบดีซ่ง พยายามอ่านความคิดจากดวงตาคู่นั้น เขารู้สึกได้ถึงพลังอำนาจที่น่าสะพรึงกลัว และความทะเยอทะยานอันไร้ขีดจำกัดที่แฝงอยู่ในรอยยิ้มนั้น
“ติ๊ง! ภารกิจเร่งด่วน: เผชิญหน้ากับอัครเสนาบดีซ่ง (ความสำเร็จ: รักษาภาพลักษณ์ฮ่องเต้, ไม่เปิดเผยความอ่อนแอ, ประเมินสถานการณ์)! หากล้มเหลว: อำนาจการปกครองลดลงถาวร, โอกาสล้มเหลวในภารกิจหลักเพิ่มขึ้น!”
“ไม่ต้องมากพิธีอัครเสนาบดีซ่ง” ธีรเดชกล่าวตอบ เสียงของเขาหนักแน่นเกินกว่าที่หลี่กงกงและคนอื่นๆ จะคาดคิด เขากำลังเล่นบทบาทที่สำคัญที่สุดในชีวิต และเดิมพันด้วยชะตากรรมของจักรวรรดิ…
“หม่อมฉันได้ยินข่าวว่าฝ่าบาททรงมีพระประสงค์จะเข้าเฝ้าหม่อมฉันทันทีที่ทรงฟื้น หม่อมฉันจึงรีบมาเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ” ซ่งเฟยหลงกล่าว สีหน้าไร้ความกังวล
ธีรเดชจ้องมองไปในดวงตาของซ่งเฟยหลง ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้ทุกคนในห้องโถงต้องตกตะลึง “ใช่… ข้าต้องการพบเจ้า เพราะมีเรื่องสำคัญที่อยากจะพูดกับเจ้าเป็นคนแรก… อัครเสนาบดีซ่ง ข้าคิดว่าเราคงต้อง ‘ปรับเปลี่ยน’ บางอย่างในราชสำนักของเราเสียแล้ว”
คำพูดนี้ดุจสายฟ้าฟาดลงกลางห้องโถง ขันทีและนางกำนัลหลายคนกลั้นหายใจ หลี่กงกงเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ขณะที่อัครเสนาบดีซ่งเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาหายไปทันที แววตาคมกริบของเขามองตรงมาที่ธีรเดช ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักคำพูดของฮ่องเต้หนุ่มผู้นี้ที่เพิ่งฟื้นจากอาการป่วยหนัก
บรรยากาศในห้องโถงพลันเปลี่ยนเป็นตึงเครียด อัครเสนาบดีซ่งก้าวเข้ามาใกล้บัลลังก์อีกหนึ่งก้าว ดวงตาของเขากลายเป็นประกายเย็นชา “ปรับเปลี่ยนอย่างนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท? ทรงหมายถึงสิ่งใด?”
ธีรเดชผายมือออกช้าๆ ดวงตาจับจ้องไปที่ใบหน้าของซ่งเฟยหลงอย่างไม่ลดละ เขารู้ดีว่านี่คือการแสดงครั้งแรกของเขาในบทบาทฮ่องเต้ และมันจะต้องน่าประทับใจพอที่จะทำให้คู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งที่สุดคนนี้ต้องประเมินเขาใหม่!
“ข้าหมายถึง… การปรับเปลี่ยนอำนาจที่ถูกรวบรวมไว้มากเกินไป จนอาจเป็นอันตรายต่อแผ่นดินและบัลลังก์ของข้า” ธีรเดชกล่าวเสียงเรียบ แต่ทุกคำพูดเต็มไปด้วยความตั้งใจ ซ่งเฟยหลงจ้องเขม็ง มุมปากกระตุกขึ้นเล็กน้อย แววตาเต็มไปด้วยความมืดมิดที่ยากจะคาดเดา
“ทรงหมายความว่าหม่อมฉันกำลังเป็นอันตรายต่อแผ่นดินอย่างนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท…” น้ำเสียงของซ่งเฟยหลงลดต่ำลง พลังกดดันแผ่ออกมารอบตัวเขาจนขันทีและนางกำนัลหลายคนถึงกับตัวสั่น หลี่กงกงพยายามส่งสายตาเตือนให้ธีรเดชระมัดระวัง
แต่ธีรเดชไม่สนใจ เขากำลังอยู่ในโหมดเกมเมอร์ที่ต้องเผชิญหน้ากับบอสใหญ่ เขาได้เปิดเผยไพ่ใบแรกไปแล้ว และตอนนี้ก็ถึงเวลาที่จะต้องรับมือกับการโต้ตอบ!
“ข้ายังไม่ได้กล่าวเช่นนั้นอัครเสนาบดีซ่ง” ธีรเดชตอบกลับอย่างใจเย็น “แต่ข้าคิดว่า… ถึงเวลาแล้วที่ ‘ฮ่องเต้’ ผู้นี้ จะต้องกลับมาเป็น ‘ฮ่องเต้’ ที่แท้จริงเสียที”
ซ่งเฟยหลงหัวเราะในลำคอ “โฮ่… ทรงกล่าวเช่นนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ? หม่อมฉันเกรงว่าฝ่าบาทอาจจะยังทรงประชวรอยู่ พระองค์คงยังไม่เข้าใจถึงสถานการณ์ที่แท้จริงของบ้านเมืองตอนนี้ดีพอ”
“ข้าเข้าใจดี… ดีกว่าที่เจ้าคิดเสียอีก” ธีรเดชยิ้มหยันเล็กน้อย ก่อนจะพูดประโยคที่เขาหวังว่าจะเป็นการโยนหินถามทางครั้งสำคัญ “และข้าก็เข้าใจดีว่าใครคือผู้ที่พยายามจะฉวยโอกาสจาก ‘ความประชวร’ ของฮ่องเต้ เพื่อกุมอำนาจไว้ในมืออย่างเบ็ดเสร็จ”
แววตาของซ่งเฟยหลงแข็งกร้าวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เขากำหมัดแน่น และพลังอำนาจรอบตัวก็ยิ่งรุนแรงขึ้นกว่าเดิม บรรยากาศในห้องโถงเงียบสนิทราวกับความตาย ขันทีและนางกำนัลทุกคนต่างพากันก้มหน้าลงต่ำสุด จนไม่มีใครกล้าเงยหน้ามอง หลี่กงกงตัวสั่นเทิ้ม
“ฝ่าบาท… ทรงตรัสอะไรเช่นนั้น” ซ่งเฟยหลงเอ่ยเสียงเรียบ แต่ในความเรียบนั้นมีคมดาบซ่อนอยู่ “หม่อมฉันภักดีต่อราชวงศ์เฉาหมิงเสมอมา”
“ภักดีอย่างนั้นหรือ?” ธีรเดชย้อนถาม ดวงตาของเขาจ้องมองซ่งเฟยหลงอย่างไม่ลดละ ในขณะที่เสียงในหัวของเขากำลังเตือนอย่างบ้าคลั่งว่าเขาอาจกำลังก่อความหายนะครั้งใหญ่ที่สุด “ถ้าเช่นนั้น… เจ้าคงไม่รังเกียจที่จะ ‘ส่งมอบ’ อำนาจบางส่วนกลับคืนมาให้แก่ ‘ฮ่องเต้’ ที่แท้จริงอย่างข้ากระมัง… อัครเสนาบดีซ่ง?”
คำถามสุดท้ายของธีรเดชเปรียบเสมือนชนวนระเบิดที่จุดประกายขึ้นท่ามกลางความตึงเครียด ซ่งเฟยหลงยืนนิ่งงัน ใบหน้าของเขาปราศจากรอยยิ้มอย่างสิ้นเชิง ดวงตาคมกริบคู่นั้นจับจ้องไปที่ฮ่องเต้หนุ่มผู้กล้าหาญตรงหน้า แววตาเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ถูกกักเก็บเอาไว้ และความประหลาดใจที่คาดไม่ถึงกับการเปลี่ยนแปลงของฮ่องเต้ผู้เป็นหุ่นเชิดอย่างที่เขาเคยเข้าใจ
ทันใดนั้นเอง ใบหน้าของซ่งเฟยหลงก็บิดเบี้ยวเป็นรอยยิ้มเย็นยะเยือกอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เป็นรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความอาฆาตมาดร้ายและประกาศิตแห่งอำนาจที่ไม่อาจสั่นคลอน
“ฝ่าบาท… ทรงเข้าใจผิดไปแล้ว” ซ่งเฟยหลงกล่าวเสียงพร่า พลางเดินเข้ามาใกล้บัลลังก์อีกก้าว “อำนาจ… มิใช่สิ่งที่ใครจะ ‘ส่งมอบ’ ให้กันได้โดยง่าย…”
เขาชี้มือไปยังประตูทางออกที่ยังคงเปิดแง้มอยู่เล็กน้อย ซึ่งมีทหารองครักษ์ในชุดเกราะยืนประจำการอยู่สองนาย แล้วเลื่อนสายตามาจ้องมองธีรเดชด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา
“โดยเฉพาะอย่างยิ่ง… อำนาจที่อยู่ในมือของ ‘หม่อมฉัน’ ผู้นี้…” ซ่งเฟยหลงยิ้มเหี้ยมเกรียม “หม่อมฉันเกรงว่าฝ่าบาท… ยังทรง ‘อ่อนประสบการณ์’ เกินไปที่จะเข้าใจถึงความหมายที่แท้จริงของคำว่า ‘อำนาจ’ พ่ะย่ะค่ะ”
แสงแดดยามบ่ายที่สาดส่องเข้ามาในห้องโถงพลันมืดมิดลงราวกับถูกบดบังด้วยเมฆดำ ธีรเดชนั่งอยู่บนบัลลังก์ตัวคนเดียว เผชิญหน้ากับรอยยิ้มเยือกเย็นของอัครเสนาบดีซ่ง และคำพูดที่เต็มไปด้วยการข่มขู่คุกคามโดยไม่ปิดบัง ราวกับว่าซ่งเฟยหลงกำลังประกาศกร้าวอย่างชัดเจนว่าฮ่องเต้ผู้นี้ไม่มีอำนาจใดๆ เลย และสถานการณ์เพิ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น
นี่คือสงครามเย็น… และเขากำลังถูกคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งที่สุดท้าทายอย่างเปิดเผยต่อหน้าธารกำนัล! เขาได้เริ่มเดินหมากตัวแรกไปแล้ว แต่การตอบโต้ของศัตรูนั้นรุนแรงและฉับพลันเกินคาด เขาจะรับมือกับความท้าทายครั้งนี้ได้อย่างไร?
“คำเตือน: อัครเสนาบดีซ่งคือภัยคุกคามอันดับหนึ่ง! ตัดสินใจผิดพลาด อาจนำไปสู่หายนะของจักรวรรดิและตัวฝ่าบาทเอง!” ระบบแจ้งเตือนดังขึ้นในหัว แต่ธีรเดชกลับรู้สึกถึงประกายไฟในดวงตา เขาจะยอมแพ้ไม่ได้! นี่คือเกมที่เขาต้องชนะ!
ซ่งเฟยหลงมองฮ่องเต้หนุ่มด้วยรอยยิ้มที่ดูถูกเหยียดหยาม ก่อนจะหันหลังกลับช้าๆ พร้อมกล่าวทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่แฝงด้วยความเย็นยะเยือกจนขนลุก
“เอาเป็นว่า… หม่อมฉันจะให้ฝ่าบาทได้ ‘ใคร่ครวญ’ ถึงสิ่งที่ทรงตรัสในวันนี้ให้ดีเสียก่อน… ก่อนที่จะตัดสินใจ ‘ทำอะไรที่เกินตัว’ ไปมากกว่านี้พ่ะย่ะค่ะ”
พูดจบ เขาก็ก้าวเท้าออกไปจากห้องโถงอย่างเชื่องช้า ท่ามกลางความเงียบงันที่กดดันเสียดแทง หัวใจของธีรเดชเต้นระรัวราวจะทะลุอก เขามองตามร่างของอัครเสนาบดีซ่งที่เดินลับหายไปจากสายตา ประตูไม้แกะสลักปิดลงอีกครั้ง ทิ้งให้ธีรเดชอยู่ตามลำพังกับความจริงอันโหดร้าย… ว่าเขาไม่ได้เป็นแค่ฮ่องเต้หุ่นเชิดอีกต่อไปแล้ว… แต่เขากำลังจะกลายเป็น ‘เป้าหมาย’ ของอำนาจมืดอย่างเต็มตัว!
“ให้ตายเถอะ… นี่มันเพิ่งเริ่มต้นเองงั้นเหรอ!” ธีรเดชพึมพำกับตัวเอง ใบหน้าเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและประกายไฟแห่งการต่อสู้ แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกถึงความโดดเดี่ยวและภาระอันหนักอึ้งที่แบกรับไว้บนบ่า เขาจะต้องพลิกสถานการณ์นี้ให้ได้ ไม่ว่าจะต้องแลกมาด้วยอะไรก็ตาม!
สายลมเย็นยะเยือกพัดผ่านเข้ามาทางหน้าต่างบานใหญ่ ราวกับจะบอกถึงพายุลูกใหญ่ที่กำลังจะโหมกระหน่ำเข้าใส่จักรวรรดิเฉาหมิงในไม่ช้า และชะตากรรมทั้งหมด… ขึ้นอยู่กับเขา… ฮ่องเต้หลงเจิ้งคนใหม่ที่เพิ่งตื่นขึ้นมาในร่างนี้!
“ภารกิจหลัก: ยึดอำนาจคืนจากอัครเสนาบดีซ่ง (ความคืบหน้า: -10% เพราะความขัดแย้งเปิดเผย)! ภารกิจเร่งด่วน: วางแผนรับมือการโต้ตอบของอัครเสนาบดีซ่ง! ภายใน 24 ชั่วโมง มิฉะนั้น สถานการณ์จะเลวร้ายลงอย่างไม่สามารถย้อนกลับได้!”
เสียงระบบดังก้องในหัวราวกับจะตอกย้ำถึงความเป็นความตายที่กำลังจะมาถึง ธีรเดชกำหมัดแน่น… นี่มันเพิ่งเริ่มต้น และสถานการณ์ก็เลวร้ายลงตั้งแต่ก้าวแรกที่เขาตัดสินใจต่อกรกับอำนาจมืด!
เขาจะทำอย่างไรต่อไป? ในเมื่อฮ่องเต้ไร้อำนาจคนนี้ได้ประกาศสงครามกับอัครเสนาบดีผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จไปแล้ว!

บัลลังก์ทะลุมิติพลิกฟ้า
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก