แสงตะวันยามสายลอดผ่านช่องหน้าต่างกรุผ้าไหมบางเบาอาบไล้ทั่วห้องทรงอักษร กลิ่นหอมจางๆ ของหมึกจีนและกระดาษโบราณปะปนกับกลิ่นกำยานที่ลอยอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศ ธีรเดชในคราบขององค์จักรพรรดิประทับอยู่บนบัลลังก์ที่นั่งสบายเกินจริง ทว่าหัวใจกลับหนักอึ้งราวกับแบกรับภูเขาทั้งลูกไว้บนบ่า เขาไม่ใช่ฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ที่เคยอ่าน หรือจอมราชันย์ผู้เฉียบขาดที่เห็นในซีรีส์ นี่เขาเป็นเพียงชายหนุ่มยุคใหม่ที่เพิ่งหลุดเข้ามาในร่างของจักรพรรดิผู้กำลังจะถูกปลด บัลลังก์ที่นั่งอยู่นี้ไม่ใช่สัญลักษณ์แห่งอำนาจ แต่เป็นที่นั่งที่เต็มไปด้วยหนามแหลมคม รอวันทิ่มแทงให้เขาต้องล้มลง
"ฝ่าบาททรงมีพระพักตร์เคร่งเครียดนักพ่ะย่ะค่ะ" เสียงนุ่มนวลของขันทีอาวุโส เสี่ยวฟง เอ่ยขึ้นอย่างสุภาพ ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความกังวล ชายชราผู้นี้เป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ธีรเดชรู้สึกว่าพอจะวางใจได้ในวังหลวงที่เต็มไปด้วยคมมีดและเล่ห์เพทุบาย ธีรเดชถอนหายใจยาว วางฎีกาเล่มหนาที่อ่านค้างไว้ลงบนโต๊ะ ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยประดับด้วยรอยยิ้มอย่างคนยุคใหม่บัดนี้ฉาบด้วยความเหนื่อยล้า “เสี่ยวฟง... เจ้าก็เห็นแล้วมิใช่หรือ? ฎีกาพวกนี้มีแต่เรื่องร้องทุกข์จากราษฎร เรื่องความอดอยาก หนี้สิน และโจรผู้ร้ายที่ชุกชุม การทุจริตของขุนนางก็เป็นเรื่องปกติไปแล้ว แต่สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือคลังหลวง... มันว่างเปล่าจนน่าตกใจ”
เสี่ยวฟงก้มหน้ารับอย่างอ่อนน้อม “พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท ข้ารับใช้เบื้องพระบาทมานานนับสิบปี ไม่เคยเห็นบ้านเมืองระส่ำระสายถึงเพียงนี้มาก่อน” “แล้วอัครมหาเสนาบดีหลี่ล่ะ? เขาว่าอย่างไรบ้าง?” ธีรเดชเอ่ยถึงชื่อที่เกลียดชังที่สุดในเวลานี้ อัครมหาเสนาบดีหลี่ ชายชราเจ้าเล่ห์ผู้กุมอำนาจในราชสำนักเกือบทั้งหมด เป็นดั่งเงาที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความวุ่นวายทั้งมวล และเป็นหัวหอกในการพยายามผลักดันให้เขาต้องสละราชสมบัติ เสี่ยวฟงลังเลเล็กน้อยก่อนจะตอบ “เรียนฝ่าบาท อัครมหาเสนาบดีหลี่ได้ส่งฎีกาฉบับใหม่มาถึง... เขายืนยันว่าสภาพคลังหลวงอยู่ในขั้นวิกฤติ จำเป็นต้องตัดลดงบประมาณทุกส่วน รวมถึงงบประมาณบำรุงกองทัพและเงินช่วยเหลือราษฎร และยังเสนอให้ยุบหน่วยงานบางส่วนที่เขาเห็นว่า ‘ไร้ประโยชน์’ พ่ะย่ะค่ะ” ธีรเดชกำหมัดแน่น ข้อมือปรากฏเส้นเลือดปูดโปน ช่างเป็นคำแนะนำที่ชั่วร้าย! การตัดงบประมาณบำรุงกองทัพในยามที่ชายแดนกำลังถูกรุกราน และการยุบหน่วยงานที่คอยดูแลราษฎรยามอดอยาก จะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก เท่ากับเป็นการเร่งให้เขาล้มลงจากบัลลังก์เร็วขึ้น “มันต้องการให้ข้าเป็นหุ่นเชิด หรือไม่ก็ลงจากตำแหน่งไปซะโดยดี” เขาพึมพำกับตัวเอง
[ระบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน]: ตรวจพบสถานการณ์วิกฤติ! ภารกิจหลัก: กอบกู้คลังหลวง – ระดับความยาก: B
[คำอธิบายภารกิจ]: ค้นพบและนำกลับมาซึ่งทรัพย์สินที่ซ่อนเร้นของราชวงศ์เพื่อเติมเต็มคลังหลวงที่ว่างเปล่า
[รางวัล]: 500 แต้มระบบ, เปิดใช้งานฟังก์ชัน 'การค้าต่างแดน'
[บทลงโทษ]: หากล้มเหลว: อำนาจจักถูกช่วงชิง, สูญเสียทุกสิ่ง
เสียงระบบดังขึ้นในหัว ธีรเดชแทบจะยิ้มออกมา ระบบยังคงเป็นความหวังเดียวของเขา! ภารกิจนี้มาได้ถูกเวลาจริง ๆ “ระบบ เจ้าพอจะมีเบาะแสเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ซ่อนเร้นของราชวงศ์นี้บ้างหรือไม่?” เขากระซิบถามในใจ
[ระบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน]: กำลังประมวลผล...
[ระบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน]: เบาะแส: "ในความมืดมิดที่ถูกลืมเลือน แสงทองยังคงส่องประกาย ณ ที่ซึ่งมังกรเคยหลับใหล... ภายใต้แผ่นดินที่ไร้ผู้เหลียวแล คลังแห่งปัญญาและสมบัติจักรอคอยผู้มาเยือน"
เบาะแสที่คลุมเครือเหมือนเดิม แต่ครั้งนี้มีรายละเอียดเพิ่มขึ้น “คลังแห่งปัญญาและสมบัติ” งั้นหรือ? ธีรเดชหรี่ตาลง พยายามรวบรวมความทรงจำที่เลือนรางของเจ้าของร่างเดิม และความรู้ประวัติศาสตร์จีนที่เขาเคยเรียนมา
ในประวัติศาสตร์ของอาณาจักรที่เขาจากมา มักจะมีเรื่องเล่าขานถึงคลังลับของจักรพรรดิผู้ทรงอำนาจในยุคก่อนๆ ที่สร้างขึ้นเพื่อสำรองทรัพย์สินไว้ใช้ยามคับขัน ซึ่งมักจะถูกลืมเลือนไปเมื่อราชวงศ์ผลัดเปลี่ยน หรือถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียนจนไม่มีใครค้นพบ
“เสี่ยวฟง” ธีรเดชเอ่ยเรียก “เจ้าพอจะจำเรื่องราวเกี่ยวกับคลังลับหรือสมบัติที่ถูกลืมเลือนของราชวงศ์นี้ได้บ้างหรือไม่? อาจเป็นของจักรพรรดิองค์ก่อนๆ ที่สร้างไว้”
เสี่ยวฟงนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ใบหน้าฉายแววครุ่นคิด “คลังลับหรือพ่ะย่ะค่ะ... ข้าเคยได้ยินเรื่องเล่าขานมาบ้าง แต่ล้วนเป็นตำนานเก่าแก่ที่ไม่มีใครยืนยันได้ ส่วนใหญ่จะกล่าวถึงคลังสมบัติของจักรพรรดิผู้ก่อตั้งราชวงศ์ ที่ซ่อนไว้เพื่อเป็นทุนรอนยามบ้านเมืองเกิดวิกฤติ แต่ก็ไม่มีบันทึกชัดเจนว่าอยู่ที่ใดกันแน่พ่ะย่ะค่ะ”
“แล้วมีที่ใดในวังหลวง หรือบริเวณใกล้เคียง ที่ถูกทอดทิ้ง หรือเป็นที่รกร้างบ้างหรือไม่? ที่ซึ่งผู้คนไม่ค่อยเข้าไป หรือมีเรื่องเล่าอาถรรพ์?” ธีรเดชถามต่อ จากเบาะแส “ในความมืดมิดที่ถูกลืมเลือน” เขาสันนิษฐานว่ามันต้องเป็นสถานที่ที่ถูกละเลย
เสี่ยวฟงครุ่นคิดหนัก ก่อนจะตอบ “มีอยู่แห่งหนึ่งพ่ะย่ะค่ะ... คือบริเวณปีกตะวันตกของตำหนักบรรพกษัตริย์ เป็นส่วนที่เก่าแก่ที่สุดของวังหลวง ที่นั่นเคยเป็นที่ประทับขององค์จักรพรรดิหลายรัชสมัย แต่หลังจากเกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่เมื่อสองร้อยปีก่อน ตำหนักส่วนนั้นก็ถูกทิ้งร้าง ไม่มีใครเข้าไปบูรณะ เพราะมีข่าวลือว่ามีวิญญาณของอดีตจักรพรรดิผู้ล่วงลับสิงสถิตอยู่ ผู้คนจึงไม่กล้าเข้าไปใกล้พ่ะย่ะค่ะ”
“นั่นแหละ!” ธีรเดชรู้สึกเหมือนมีแสงสว่างวาบขึ้นมาในหัว “ที่ซึ่งมังกรเคยหลับใหล” อาจจะหมายถึงที่ประทับของอดีตจักรพรรดิ และ “ภายใต้แผ่นดินที่ไร้ผู้เหลียวแล” ก็ตรงกับลักษณะของสถานที่ที่ถูกทิ้งร้างนั้น
“เสี่ยวฟง เตรียมการเดี๋ยวนี้! จัดหาคนที่เราพอจะไว้ใจได้สักสามสี่คน พาอาวุธเบาๆ ไปด้วย เราจะไป ‘สำรวจ’ สถานที่นั้นกัน” ธีรเดชสั่งเสียงหนักแน่น ดวงตาเป็นประกายด้วยความมุ่งมั่น นี่อาจเป็นโอกาสเดียวที่จะพลิกสถานการณ์อันเลวร้ายนี้ได้
เสี่ยวฟงแม้จะงุนงงกับคำสั่งของฝ่าบาท แต่ก็ก้มหน้ารับ “พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท ข้าจะจัดเตรียมให้โดยเร็ว”
ไม่นานนัก หลังจากตะวันคล้อยต่ำลง ธีรเดชในชุดธรรมดาที่อำพรางฐานะ เดินนำเสี่ยวฟงและทหารองค์รักษ์อีกสี่นายที่ได้รับคำสั่งให้ปิดปากเงียบและสวมชุดธรรมดาเช่นกัน มุ่งหน้าไปยังปีกตะวันตกของตำหนักบรรพกษัตริย์ บรรยากาศเริ่มวังเวงขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อพวกเขาเดินลึกเข้าไปในส่วนที่ถูกทอดทิ้ง ทางเดินปูด้วยหินเก่าแก่ปกคลุมด้วยมอสส์และวัชพืช กำแพงที่เคยสง่างามบัดนี้แตกร้าวและผุพัง แมลงกลางคืนส่งเสียงหวีดหวิว กลิ่นอับชื้นและกลิ่นดินคละคลุ้งไปทั่ว
“เป็นอย่างที่เจ้าว่าจริงๆ เสี่ยวฟง ที่นี่แทบไม่มีใครเหยียบย่างเข้ามาเลย” ธีรเดชพึมพำขณะสอดส่ายสายตาสำรวจไปรอบๆ
[ระบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน]: ตรวจพบคลื่นพลังงานแปลกปลอมในบริเวณใกล้เคียง! คาดการณ์ว่าเป็นสิ่งอำพรางทางเข้าลับ
“ระบบ เจ้าพอจะบอกได้หรือไม่ว่ามันอยู่ตรงไหน?”
[ระบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน]: โปรดใช้ 'ทักษะการสำรวจ' เพื่อระบุตำแหน่งที่แม่นยำ
“ทักษะการสำรวจ? ข้ามีด้วยรึ?” ธีรเดชรู้สึกประหลาดใจ
[ระบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน]: ทักษะ 'ตรวจจับสิ่งผิดปกติ' ถูกเปิดใช้งานอัตโนมัติเนื่องจากสภาพแวดล้อม เหมาะสมกับเงื่อนไขการใช้งาน
จู่ๆ ธีรเดชก็รู้สึกว่าสายตาของเขาคมชัดขึ้นกว่าเดิม เขามองเห็นความผิดปกติเล็กๆ น้อยๆ ที่ซ่อนอยู่ตามผนังและพื้นดินที่ถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่นและเถาวัลย์ ราวกับมีแสงเรืองรองบางเบาชี้นำ
เขาเดินเข้าไปใกล้ผนังด้านหนึ่งที่ดูเหมือนไม่มีอะไรพิเศษ ทว่าเมื่อใช้มือลูบคลำตามรอยตะไคร่น้ำและเศษหินผุ เขากลับสัมผัสได้ถึงความเรียบเนียนผิดปกติภายใต้แผ่นอิฐที่ดูเก่าแก่เหมือนกับส่วนอื่นๆ “เสี่ยวฟง ช่วยข้าเลื่อนเถาวัลย์พวกนี้ออกหน่อย”
เสี่ยวฟงและทหารช่วยกันดึงเถาวัลย์ที่เลื้อยพันผนังออก เผยให้เห็นแผ่นหินขนาดใหญ่ที่ปิดบังร่องรอยของประตูที่ซ่อนอยู่ได้อย่างแนบเนียน ไม่มีมือจับ ไม่มีรอยต่อที่ชัดเจน
“เป็นไปได้หรือไม่ว่านี่คือประตูทางเข้าลับพ่ะย่ะค่ะ?” เสี่ยวฟงเอ่ยอย่างตื่นเต้น
ธีรเดชพยักหน้า “ต้องใช่แน่ๆ ระบบบอกว่ามีคลื่นพลังงานแปลกปลอมอยู่ตรงนี้” เขาใช้มือคลำไปตามขอบประตู มองหาร่องรอยหรือกลไกที่ซ่อนอยู่ ความรู้จากโลกสมัยใหม่บอกเขาว่ากลไกโบราณมักจะซ่อนอยู่ตามจุดที่ดูไม่เป็นธรรมชาติ
ในที่สุด ปลายนิ้วของเขาก็สัมผัสกับปุ่มนูนเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ในลายแกะสลักรูปเมฆมงคล เขาออกแรงกดเบาๆ
ครืดดดดด!
เสียงหินกระทบกันดังสนั่น แผ่นหินขนาดใหญ่ค่อยๆ เลื่อนถอยเข้าไปในผนัง เผยให้เห็นทางเดินมืดมิดที่ทอดยาวลงไปเบื้องล่าง กลิ่นอับชื้นปะปนกับกลิ่นหอมของไม้จันทน์เก่าแก่โชยออกมา
“จุดไฟฉาย” ธีรเดชสั่ง ขันทีคนหนึ่งรีบจุดคบไฟที่เตรียมมา แสงสีส้มนวลสาดส่องเข้าไปในทางเดิน เผยให้เห็นบันไดหินที่ทอดยาวลงไปในความมืด
“ตามข้ามา” ธีรเดชไม่รอช้า ก้าวลงบันไดไปก่อนเป็นคนแรก หัวใจเต้นระรัวด้วยความคาดหวัง ทางเดินแคบและมืดมิด ทุกย่างก้าวสะท้อนก้องกังวานในความเงียบ เมื่อลงไปถึงด้านล่าง พวกเขาก็พบกับห้องโถงขนาดใหญ่ที่ถูกปิดผนึกไว้เป็นเวลานาน
และสิ่งที่ปรากฏตรงหน้า ทำให้ทุกคนถึงกับตกตะลึง
ห้องโถงนั้นเต็มไปด้วยความมั่งคั่งมหาศาล! กองทองคำแท่งเปล่งประกายสีเหลืองอร่ามราวกับแสงตะวันนับพันดวง กองเครื่องประดับอัญมณีล้ำค่าสะท้อนแสงไฟระยิบระยับ ลังไม้ที่เรียงรายอยู่เต็มไปด้วยผ้าไหมเนื้อดี เครื่องกระเบื้องโบราณ และตำราล้ำค่าที่ถูกเก็บรักษาไว้อย่างดี นี่ไม่ใช่แค่คลังสมบัติ แต่เป็นคลังแห่งประวัติศาสตร์และปัญญาของราชวงศ์ที่ถูกลืมเลือนไปอย่างแท้จริง
ธีรเดชรู้สึกราวกับได้ยกภูเขาออกจากอก ด้วยสมบัติเหล่านี้ เขามีทุนรอนมากพอที่จะพลิกฟื้นแผ่นดิน ต่อต้านอัครมหาเสนาบดีหลี่ และเริ่มปฏิรูปทุกสิ่งทุกอย่างได้ เขาเหลือบมองเสี่ยวฟงที่ยืนอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง และเหล่าทหารที่มองภาพตรงหน้าด้วยดวงตาเบิกโพลง
“เสี่ยวฟง! สั่งคนไปขนย้ายสมบัติเหล่านี้ขึ้นไปที่คลังหลวงอย่างลับๆ อย่าให้ใครล่วงรู้โดยเด็ดขาด!” ธีรเดชออกคำสั่งเสียงเข้มด้วยความตื่นเต้นระคนโล่งใจ
เสี่ยวฟงรีบก้มศีรษะรับ “พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท! ข้าจะจัดการให้โดยเร็วที่สุด”
ในขณะที่ทุกคนกำลังตื่นเต้นและกำลังจะเริ่มดำเนินการขนย้าย...
แก๊ก!
เสียงหินกระทบกันจากด้านบน ทำให้ทุกคนหยุดชะงัก สายตาพุ่งตรงไปยังทางเข้าลับที่พวกเขาเพิ่งผ่านมา
ครืดดดดดดด!
แผ่นหินทางเข้าลับที่เคยปิดสนิท กลับค่อยๆ เลื่อนเปิดออกอีกครั้ง เผยให้เห็นเงาร่างของกลุ่มคนจำนวนมากที่ยืนอยู่เบื้องบน
ฟุ่บ! ฟุ่บ! ฟุ่บ!
ลูกดอกเหล็กจำนวนหนึ่งถูกยิงลงมาอย่างรวดเร็ว เสียงหวีดหวิวของมันบาดอากาศ ทหารองค์รักษ์ที่อยู่ใกล้ทางเข้าลับกรีดร้องก่อนจะล้มลงไปกองกับพื้น
ธีรเดชเบิกตากว้าง หัวใจเต้นกระหน่ำรุนแรง เขามองไปยังทางเข้าลับที่บัดนี้มีแสงจากคบไฟหลายสิบดวงส่องสว่างลงมา เผยให้เห็นใบหน้าของผู้ที่นำกลุ่มคนเหล่านั้น
ไม่ใช่ใครอื่น... หากแต่เป็นองครักษ์เสื้อแพรผู้ซื่อสัตย์ของอัครมหาเสนาบดีหลี่ และเบื้องหลังองครักษ์นั้น มีร่างของอัครมหาเสนาบดีหลี่ยืนอยู่ด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทว่าดวงตาเต็มไปด้วยแววอำมหิต
“ฝ่าบาท... ช่างบังเอิญนัก พรรคพวกของข้ากำลัง ‘สำรวจ’ สถานที่แห่งนี้อยู่พอดี” องครักษ์เสื้อแพรผู้นำเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน พร้อมกับจ้องมองกองสมบัติมหาศาลเบื้องล่างด้วยความละโมบ
ธีรเดชตระหนักได้ทันที... เขาติดกับดัก! อัครมหาเสนาบดีหลี่รู้เรื่องนี้มาตลอด หรืออาจจะกำลังตามหามันอยู่เช่นกัน และตอนนี้ เขาได้นำตัวเองเข้ามาติดอยู่ในสถานการณ์ที่อันตรายที่สุดเท่าที่เคยเจอมา เขาถูกล้อมไว้ในคลังสมบัติลับ โดยมีศัตรูตัวฉกาจยืนอยู่ตรงหน้า และทางหนีเดียวถูกปิดตาย…

บัลลังก์ทะลุมิติพลิกฟ้า
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก