แสงตะวันยามสายลอดผ่านช่องหน้าต่างกรุผ้าไหมบางเบาอาบไล้ทั่วห้องทรงอักษร กลิ่นหอมจางๆ ของหมึกจีนและกระดาษโบราณปะปนกับกลิ่นกำยานที่ลอยอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศ ธีรเดชในคราบขององค์จักรพรรดิประทับอยู่บนบัลลังก์ที่นั่งสบายเกินจริง ทว่าหัวใจกลับหนักอึ้งราวกับแบกรับภูเขาทั้งลูกไว้บนบ่า เขาไม่ใช่ฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ที่เคยอ่าน หรือจอมราชันย์ผู้เฉียบขาดที่เห็นในซีรีส์ นี่เขาเป็นเพียงชายหนุ่มยุคใหม่ที่เพิ่งหลุดเข้ามาในร่างของจักรพรรดิผู้กำลังจะถูกปลด บัลลังก์ที่นั่งอยู่นี้ไม่ใช่สัญลักษณ์แห่งอำนาจ แต่เป็นเหมือนกรงทองคำที่ขังเขาไว้ เป็นกับดักที่ประดับประดาด้วยทองคำและหยกชั้นดี รอวันถูกโค่นล้มลงอย่างอเนจอนาถ หากเขาไม่สามารถพลิกสถานการณ์ได้ทันท่วงที
ความคิดมากมายตีกันวุ่นอยู่ในหัวของธีรเดช ตั้งแต่เรื่องที่เขาต้องตื่นเช้ามาใส่ชุดรุ่มร่ามประทับนั่งบนบัลลังก์ อ่านฎีกาที่เต็มไปด้วยภาษาโบราณที่ตีความยากเย็น ไปจนถึงความจริงที่ว่าแผ่นดินใต้การปกครองของเขากำลังสั่นคลอนอย่างหนัก ขุนนางกังฉินครองอำนาจ การคลังร่อยหรอ ประชาชนเดือดร้อน และที่สำคัญที่สุดคือชีวิตของเขากำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย ภัยร้ายจากอำนาจมืดในวังหลวงที่มองไม่เห็น มันหนักอึ้งเสียจนบางครั้งเขาอยากจะเอนหลังลงบนบัลลังก์แล้วหลับตาไป ไม่ต้องตื่นมาเผชิญหน้ากับความจริงอันโหดร้ายนี้อีก
“เฮ้อ…” เสียงถอนหายใจหลุดออกมาจากริมฝีปากบางเบา บ่งบอกถึงความท้อแท้ที่กัดกินอยู่ภายใน “จะเอาอะไรไปสู้กับพวกเขาวะเนี่ย แค่จะสั่งให้ขันทีชงน้ำชาเพิ่ม ยังต้องระแวงว่าจะโดนวางยาหรือเปล่า”
ทันใดนั้นเอง แสงสีฟ้าอ่อนก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเขา พร้อมกับเสียงระบบที่คุ้นเคย
[ ติ๊ง! ตรวจพบสภาวะอารมณ์เชิงลบสูง: ความเครียด, ความท้อแท้, ความสิ้นหวัง ] [ ระบบขอเตือน: พลังงานด้านลบส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของโฮสต์ ] [ ภารกิจหลัก: ยึดมั่นในบัลลังก์ (ระยะที่ 1: รวบรวมข้อมูลและสร้างฐานอำนาจเริ่มต้น) ความคืบหน้า: 0% ] [ ระบบเสนอแนะ: ในการสร้างฐานอำนาจ สิ่งสำคัญอันดับแรกคือการทำความเข้าใจโครงสร้างอำนาจปัจจุบันและระบุภัยคุกคาม ] [ ต้องการเปิดใช้งาน "โหมดวิเคราะห์โครงสร้างอำนาจ" หรือไม่? ]
“โหมดวิเคราะห์โครงสร้างอำนาจ?” ธีรเดชทวนคำ เขารู้สึกเหมือนได้พบแสงสว่างเล็กๆ ในอุโมงค์มืดมิด “เปิดสิ! เปิดเดี๋ยวนี้เลย”
[ ติ๊ง! กำลังเปิดใช้งานโหมดวิเคราะห์โครงสร้างอำนาจ… ] [ โปรดทราบ: การวิเคราะห์ข้อมูลจำเป็นต้องใช้ข้อมูลจากสภาพแวดล้อมปัจจุบัน ] [ กรุณาจัดหาเอกสารราชการ, รายงาน, หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องเพื่อการวิเคราะห์ ]
ธีรเดชพยักหน้าเข้าใจ ระบบนี้ฉลาดกว่าที่คิด มันไม่ได้แค่บอกใบ้ แต่ยังต้องการข้อมูลป้อนเข้า เขาต้องเริ่มลงมือทำจริงจังแล้ว
“ขันทีหลี่!” ธีรเดชเอ่ยเรียกเสียงดังพอประมาณ “เข้ามาหาเราเดี๋ยวนี้!”
เพียงครู่เดียว ประตูบานใหญ่ก็ค่อยๆ เปิดออก พร้อมกับร่างผอมบางของขันทีอาวุโสผู้หนึ่งที่ก้าวเข้ามา เขามีท่าทีสุภาพนอบน้อม ดวงตาฉายแววความภักดีที่ธีรเดชพอจะสัมผัสได้ ขันทีหลี่ผู้นี้เป็นขันทีประจำพระองค์ของฮ่องเต้องค์ก่อน และดูเหมือนจะเป็นไม่กี่คนที่ยังคงซื่อสัตย์ต่อเชื้อพระวงศ์ แม้จะถูกลดบทบาทลงไปมากในช่วงที่อำนาจของฮ่องเต้องค์ก่อนเริ่มเสื่อมถอย
“ถวายบังคมฝ่าบาท พ่ะย่ะค่ะ” ขันทีหลี่คุกเข่าลงอย่างนอบน้อม
“ลุกขึ้นเถิดขันทีหลี่” ธีรเดชกล่าว พยายามปรับน้ำเสียงให้ดูมีอำนาจ “เรามีเรื่องจะถามเจ้า”
“โปรดมีรับสั่งได้เลยพ่ะย่ะค่ะ”
“ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ใครคือผู้ที่กุมอำนาจบริหารราชการแผ่นดินมากที่สุด? และใครคือผู้ที่ควบคุมการเงินของราชสำนัก?” ธีรเดชถามตรงประเด็นทันที
ขันทีหลี่เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ใบหน้าฉายแววกังวลเล็กน้อยก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ทูลฝ่าบาท ผู้ที่กุมอำนาจบริหารสูงสุดในตอนนี้คือ… ท่านมหาเสนาบดีเฉิงไท่ (成太傅) พ่ะย่ะค่ะ ส่วนผู้ที่ควบคุมการเงินของพระคลังหลวงก็คือ… ท่านเฉิงไท่ผู้นั้นเช่นกัน โดยมีหัวหน้าขันทีวัง (大總管) หวังจง (王忠) คอยเป็นมือเป็นเท้าให้พ่ะย่ะค่ะ”
[ ติ๊ง! ข้อมูลสำคัญ: มหาเสนาบดีเฉิงไท่ (成太傅) - ผู้กุมอำนาจบริหารและคลังหลวง, หัวหน้าขันทีวังหวังจง (王忠) - ผู้ช่วยคนสำคัญ ] [ กำลังวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น… ]
“มหาเสนาบดีเฉิงไท่…” ธีรเดชพึมพำกับตัวเอง เขารู้สึกถึงความกดดันที่เพิ่มขึ้น มหาเสนาบดีในยุคนี้คือตำแหน่งที่เทียบเท่ากับนายกรัฐมนตรีควบผู้ว่าการธนาคารกลางเลยทีเดียว แถมยังดูเหมือนจะคุมอำนาจเด็ดขาดจนน่ากลัว
“แล้วอำนาจของพวกเขาแผ่ขยายไปถึงไหนบ้าง?” ธีรเดชถามต่อ
ขันทีหลี่ลังเลเล็กน้อย ก่อนจะถอนหายใจเฮือกหนึ่ง “ทูลฝ่าบาท อำนาจของมหาเสนาบดีเฉิงไท่แผ่ซ่านไปทั่วราชสำนัก ไม่ว่าจะเป็นขุนนางฝ่ายบุ๋น ฝ่ายบู๊ แม้แต่ในวังหลังและกรมวังหลวงก็ล้วนมีคนของท่านเฉิงไท่อยู่พ่ะย่ะค่ะ ส่วนหัวหน้าขันทีหวังจงนั้น คุมอำนาจในกรมวังหลวงทั้งหมด มีอำนาจเหนือขันทีและนางกำนัลทุกผู้ทุกนาม ตั้งแต่เรื่องเล็กน้อยไปจนถึงการเข้าออกของบุคคลสำคัญพ่ะย่ะค่ะ”
[ ติ๊ง! ข้อมูลสำคัญ: มหาเสนาบดีเฉิงไท่ - ควบคุมขุนนาง, วังหลัง, กรมวังหลวง. หัวหน้าขันทีหวังจง - ควบคุมภายในวัง, การเข้าออก ] [ ผลการวิเคราะห์เบื้องต้น: สภาวะอำนาจของโฮสต์อยู่ในระดับวิกฤติ! อิทธิพลของฝ่ายตรงข้ามครอบคลุมทุกภาคส่วน ] [ คำแนะนำ: เริ่มต้นด้วยการตรวจสอบความโปร่งใสทางการเงิน เพื่อสร้างช่องว่างและลดความน่าเชื่อถือของฝ่ายตรงข้าม ]
“คลังหลวง… เราต้องการรายงานการเงินย้อนหลังไปสามปีทั้งหมด ไม่ว่าจะรายรับรายจ่าย บันทึกการใช้จ่ายของทุกกรมกอง ขอรายละเอียดทั้งหมดเท่าที่จะหาได้” ธีรเดชออกคำสั่งเสียงเข้ม
ขันทีหลี่เบิกตากว้างเล็กน้อย “ทูลฝ่าบาท… รายงานการเงินของพระคลังหลวงนั้น… ปกติจะถูกเก็บไว้ที่กรมพระคลัง และมีแต่ท่านมหาเสนาบดีเฉิงไท่เท่านั้นที่มีอำนาจในการเรียกดูพ่ะย่ะค่ะ”
“นั่นมันเมื่อก่อน” ธีรเดชสวนกลับทันควัน “ตอนนี้เราสั่ง! เจ้าจงไปนำมาให้เราให้ได้”
“พ่ะย่ะค่ะ… กระหม่อมจะพยายามอย่างสุดความสามารถ” ขันทีหลี่ก้มลงกราบ ก่อนจะรีบถอยออกไป
ธีรเดชรู้ดีว่านี่ไม่ใช่เรื่องง่าย ขันทีหลี่คงต้องเผชิญหน้ากับหัวหน้าขันทีหวังจงอย่างแน่นอน แต่เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่น เขาต้องเริ่มจากจุดที่เขาสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ นั่นคือความโปร่งใสทางการเงิน
ตลอดช่วงบ่าย ธีรเดชจมอยู่กับความคิด เขาพยายามใช้ความรู้ด้านบริหารจัดการและบัญชีที่เคยเรียนมาประยุกต์ใช้กับสถานการณ์นี้ เขานั่งจินตนาการถึงโครงสร้างองค์กรแบบโบราณ แผนผังอำนาจ และจุดอ่อนจุดแข็งของแต่ละฝ่าย
ประมาณสองชั่วยามต่อมา ขันทีหลี่ก็กลับมาพร้อมกับกองเอกสารที่สูงพะเนิน เขามีเหงื่อผุดพรายเต็มหน้าผากและดูอ่อนแรงอย่างเห็นได้ชัด
“ทูลฝ่าบาท… กระหม่อมได้มาแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีหลี่กล่าวเสียงหอบ “หัวหน้าขันทีหวังจงพยายามขัดขวาง แต่กระหม่อมยืนกรานว่านี่คือพระราชโองการของฝ่าบาท ทำให้เขาจำต้องปล่อยพ่ะย่ะค่ะ”
“เจ้าทำได้ดีมากขันทีหลี่” ธีรเดชชมเชย เขาหยิบเงินตำลึงทองสองสามก้อนที่ระบบแนะนำให้เก็บไว้ในถุงผ้าไหมเล็กๆ ยื่นให้ “นี่คือรางวัลสำหรับความภักดีและความกล้าหาญของเจ้า”
ขันทีหลี่รับมาด้วยความตกใจ “ฝ่าบาท… นี่มันมากเกินไปพ่ะย่ะค่ะ”
“รับไว้เถิด” ธีรเดชกล่าว “เจ้าสมควรได้รับมัน”
ขันทีหลี่ก้มลงกราบอีกครั้ง ด้วยแววตาที่เปี่ยมด้วยความซาบซึ้งและภักดีอย่างแท้จริง
“ไปพักเถิด หากมีอะไร เราจะเรียกเจ้ามาใหม่”
เมื่อขันทีหลี่จากไป ธีรเดชก็หันมาสนใจกองเอกสารเบื้องหน้า เอกสารโบราณที่เขียนด้วยพู่กันและหมึกจีน ดูซับซ้อนและน่าปวดหัวสำหรับคนยุคใหม่อย่างเขา
[ ติ๊ง! ตรวจพบเอกสารประกอบการวิเคราะห์ ] [ ต้องการสแกนเอกสารเหล่านี้เพื่อประมวลผลหรือไม่? ]
“สแกน!” ธีรเดชสั่งทันที
แสงสีฟ้าอ่อนปรากฏขึ้นอีกครั้ง พุ่งออกจากจอระบบไปครอบคลุมกองเอกสารทั้งหมด เพียงชั่วพริบตา ตัวอักษรและข้อมูลทั้งหมดก็ถูกดูดซับเข้าไปในระบบ
[ กำลังประมวลผลข้อมูล… ] [ ระดับความซับซ้อน: สูงมาก ] [ ความน่าเชื่อถือของข้อมูล: ต่ำ ] [ พบความผิดปกติในบัญชีพระคลังหลวง: รายรับต่ำกว่าความเป็นจริง 30%, รายจ่ายสูงเกินจริง 25% ] [ หมวดหมู่ที่มีความผิดปกติสูงสุด: 'บำรุงราชสำนัก' และ 'การก่อสร้าง' ] [ รายละเอียด: พบการเบิกจ่ายซ้ำซ้อน, การเบิกจ่ายในโครงการที่ไม่มีอยู่จริง, การประเมินราคาสินค้าและบริการเกินจริง ] [ สรุป: ระบบการคลังถูกทุจริตอย่างเป็นระบบและกว้างขวาง ] [ ผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุด: มหาเสนาบดีเฉิงไท่, หัวหน้าขันทีหวังจง, และเครือข่ายขุนนางที่เกี่ยวข้อง ] [ คำแนะนำ: เตรียมข้อมูลหลักฐานให้พร้อมเพื่อใช้ในการเผชิญหน้า ]
ธีรเดชกัดฟันกรอด ข้อมูลจากระบบยืนยันสิ่งที่เขาคาดเดาไว้ การคอร์รัปชันในระดับนี้เป็นเรื่องที่ร้ายแรงเกินกว่าที่เขาจะปล่อยผ่านไปได้ และคนที่อยู่เบื้องหลังก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากสองหัวหอกที่กำลังพยายามโค่นล้มเขา
“เฉิงไท่… หวังจง… พวกแกคิดว่าเราเป็นฮ่องเต้หุ่นเชิดงั้นเหรอ” ธีรเดชพึมพำด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก
[ ภารกิจย่อย: ตรวจสอบและเปิดเผยการทุจริตทางการเงิน ] [ รางวัล: 500 คะแนนระบบ, ปลดล็อก "ทักษะการเจรจาขั้นพื้นฐาน" ]
“เอาล่ะ ถึงเวลาที่ต้องเริ่มเล่นเกมนี้อย่างจริงจังแล้ว”
วันรุ่งขึ้น ธีรเดชเรียกประชุมราชสำนักเร็วกว่าปกติ ขุนนางทุกคนต่างมาพร้อมกันในท้องพระโรงอันโอ่อ่า มหาเสนาบดีเฉิงไท่นั่งอยู่แถวหน้าสุดด้วยใบหน้าเรียบเฉย ทว่าแววตาฉายความหยิ่งผยองไม่ปิดบัง ส่วนหัวหน้าขันทีหวังจงยืนอยู่ข้างบัลลังก์ของฮ่องเต้ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้มเสแสร้ง
“ในวันนี้ เราต้องการตรวจสอบบัญชีพระคลังหลวงย้อนหลังไปสามปี” ธีรเดชเริ่มต้นด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำให้หนักแน่นที่สุด “เราได้รับรายงานว่ามีการใช้จ่ายที่ผิดปกติหลายประการ โดยเฉพาะในหมวดบำรุงราชสำนักและการก่อสร้าง”
ทันทีที่สิ้นเสียงของธีรเดช ท้องพระโรงก็ตกอยู่ในความเงียบงัน ขุนนางหลายคนเริ่มกระสับกระส่าย มหาเสนาบดีเฉิงไท่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาแข็งกร้าวขึ้นมาทันที
“ทูลฝ่าบาท” เฉิงไท่ก้าวออกมาข้างหน้า “พระคลังหลวงดำเนินงานอย่างโปร่งใสมาโดยตลอด การเบิกจ่ายทั้งหมดล้วนเป็นไปตามราชประเพณีและเพื่อประโยชน์ของแผ่นดิน กระหม่อมไม่ทราบว่าฝ่าบาททรงได้รับรายงานอันเป็นเท็จมาจากที่ใด”
“จริงหรือ?” ธีรเดชถามกลับด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ทว่าแฝงความเยือกเย็น “เช่นนั้นท่านมหาเสนาบดีช่วยอธิบายได้หรือไม่ว่า เหตุใดโครงการซ่อมแซมตำหนักบูรพาซึ่งถูกระงับไปเมื่อสองปีก่อน จึงยังคงมีการเบิกจ่ายงบประมาณอย่างต่อเนื่องทุกเดือน? และเหตุใดค่าใช้จ่ายสำหรับ ‘กระดาษตำหนักหลวง’ จึงสูงขึ้นกว่าสิบเท่าภายในหนึ่งปี ทั้งที่จำนวนเอกสารที่จัดทำไม่ได้เพิ่มขึ้นตามสัดส่วน?”
คำถามของธีรเดชทำเอาเฉิงไท่ถึงกับหน้าถอดสี ขุนนางคนอื่นๆ เริ่มซุบซิบกัน มหาเสนาบดีเองก็ไม่คิดว่าฮ่องเต้ผู้ไร้อำนาจคนนี้จะรู้เรื่องละเอียดอ่อนถึงขนาดนี้
“ฝ่าบาท… เรื่องนี้… อาจเป็นความผิดพลาดในการบันทึกพ่ะย่ะค่ะ” เฉิงไท่พยายามแก้ตัว น้ำเสียงตะกุกตะกัก
“ความผิดพลาดเช่นนั้นหรือ?” ธีรเดชหัวเราะในลำคอ “ความผิดพลาดที่ทำให้เงินของแผ่นดินหายไปหลายแสนตำลึงทองเชียวหรือ? และนี่เป็นเพียงสองตัวอย่างที่เราพบจากเอกสารหลายร้อยฉบับที่เราได้ตรวจสอบด้วยตัวเอง!”
เขากวาดตามองไปทั่วท้องพระโรง สายตาจ้องตรงไปที่เฉิงไท่และหวังจง
“เราทราบดีว่าใครคือผู้ที่ควบคุมการเงินของแผ่นดิน และใครคือผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากการทุจริตในครั้งนี้” ธีรเดชลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แม้ร่างจะผอมบาง แต่แววตาที่ฉายออกมากลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและอำนาจที่ทำให้ทุกคนต้องสะท้าน “เราจะไม่ทนให้พวกกังฉินกัดกินแผ่นดินของเราอีกต่อไป! นับจากนี้ไป เราจะทำการตรวจสอบบัญชีทั้งหมดอย่างละเอียด และผู้ใดที่พบว่าเกี่ยวข้องกับการทุจริต จะต้องได้รับโทษทัณฑ์ขั้นสูงสุด!”
ท้องพระโรงเงียบสนิทราวกับป่าช้า ไม่มีใครกล้าปริปาก เฉิงไท่และหวังจงยืนตัวแข็งทื่อ พวกเขาไม่เคยเห็นฮ่องเต้ในสภาพนี้มาก่อน เขากลายเป็นคนละคนกับฮ่องเต้ผู้อ่อนแอที่พวกเขาเคยรู้จัก
“วันนี้พอแค่นี้ก่อน!” ธีรเดชกล่าวเสียงดัง “พรุ่งนี้เช้า เราต้องการให้มหาเสนาบดีเฉิงไท่ และหัวหน้าขันทีหวังจง นำบันทึกการใช้จ่ายทั้งหมดของกรมวังหลวงและพระคลังหลวง มาให้เราตรวจสอบที่ตำหนักส่วนตัวของเรา อย่าให้ขาดแม้แต่เพียงฉบับเดียว!”
เมื่อสิ้นคำสั่ง ธีรเดชก็ลุกจากบัลลังก์และเดินกลับเข้าสู่ตำหนักของตน โดยไม่หันกลับไปมองปฏิกิริยาของเหล่าขุนนางเบื้องหลัง
ในคืนนั้นเอง ธีรเดชนั่งอยู่ภายในห้องทรงอักษร แสงเทียนสลัวๆ ส่องให้เห็นเงาของเขาที่ทอดยาวไปบนผนัง เขาเพิ่งรู้สึกว่าเขาได้ทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ทะลุมิติมา เขาได้ยืนหยัดต่อสู้กับอำนาจมืดอย่างเปิดเผย
[ ติ๊ง! ภารกิจย่อย: ตรวจสอบและเปิดเผยการทุจริตทางการเงิน (ความคืบหน้า: 50%) ] [ รางวัล: 500 คะแนนระบบ, ปลดล็อก "ทักษะการเจรจาขั้นพื้นฐาน" ได้รับแล้ว ]
เขาพยายามทำความเข้าใจกับทักษะใหม่ที่ได้รับ แต่ทันใดนั้นเอง ก็มีเสียงเคาะประตูเบาๆ
“เข้ามา” ธีรเดชกล่าว
ขันทีหลี่ก้าวเข้ามา สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความกังวลอย่างเห็นได้ชัด
“ทูลฝ่าบาท” ขันทีหลี่กล่าวเสียงกระซิบ “กระหม่อมได้รับข่าวกรองลับมาจากขันทีที่ทำงานในตำหนักของท่านมหาเสนาบดีเฉิงไท่พ่ะย่ะค่ะ”
“ข่าวอะไร?” ธีรเดชถาม ใบหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาทันที
“ท่านมหาเสนาบดีเฉิงไท่และหัวหน้าขันทีหวังจง กำลังวางแผนที่จะ ‘กำจัด’ ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีหลี่กล่าวเสียงสั่น “พวกเขาไม่พอใจที่ฝ่าบาททรงล่วงรู้ความลับเรื่องคลังหลวง และคิดว่าฝ่าบาทกำลังจะเป็นภัยคุกคามที่ใหญ่หลวง…”
“กำจัด?” ธีรเดชพึมพำ “พวกมันกล้าถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?”
“พ่ะย่ะค่ะ! และไม่เพียงเท่านั้น… ข่าวกรองยังระบุว่า การสวรรคตของฮ่องเต้องค์ก่อน… อาจจะไม่ใช่เรื่องธรรมชาติอย่างที่ทุกคนเข้าใจพ่ะย่ะค่ะ”
คำพูดของขันทีหลี่ทำให้เลือดในกายของธีรเดชชาวาบ ความรู้สึกบางอย่างที่กัดกินใจเขามาตลอดว่าการตายของฮ่องเต้องค์ก่อนดูแปลกๆ บัดนี้มันชัดเจนขึ้นมาแล้ว หากฮ่องเต้องค์ก่อนถูกสังหารด้วยแผนร้าย… นั่นหมายความว่าคนที่อยู่ในร่างของเขาตอนนี้… กำลังตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิต และอาจจะเดินตามรอยเท้าของเจ้าของร่างคนเก่าในไม่ช้า
[ ติ๊ง! ตรวจพบภัยคุกคามระดับสูงสุด! ] [ ภารกิจเร่งด่วน: เอาชีวิตรอด! ] [ คำเตือน: ชีวิตของโฮสต์กำลังตกอยู่ในอันตรายขั้นวิกฤติ! ]
ธีรเดชมองไปที่หน้าต่างไม้แกะสลักอันงดงาม แสงจันทร์ส่องลอดเข้ามาในห้อง บรรยากาศเงียบสงัดภายนอกกลับทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกสายตาอันตรายจับจ้องจากทุกทิศทาง
“พวกมัน… วางแผนอะไรกันแน่?” ธีรเดชถามด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง แววตาคมกริบจ้องมองออกไปยังความมืดมิดเบื้องนอกวังหลวงที่ดูเหมือนจะกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างเข้าไว้ในอุ้งมือ พร้อมที่จะบีบขยี้เขาได้ทุกเมื่อ…

บัลลังก์ทะลุมิติพลิกฟ้า
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก