บัลลังก์ทะลุมิติพลิกฟ้า

ตอนที่ 12 —

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

29 ตอน · 2,247 คำ

แสงตะวันยามเช้าทอประกายเรืองรองลอดผ่านช่องหน้าต่างกรุผ้าไหมบางเบาเข้าสู่ท้องพระโรงอันโอ่อ่าโอ่โถง แสงสีทองอ่อนอาบไล้ไปทั่วเสาไม้แกะสลักลวดลายมังกรที่ทอดยาวเป็นแถว กลิ่นหอมจางๆ ของเครื่องหอมโบราณปะปนกับไอเย็นของเช้าตรู่ที่เล็ดลอดเข้ามา บรรยากาศภายในท้องพระโรงยามนี้หนักอึ้งและเต็มไปด้วยความตึงเครียด ไม่ใช่จากพิธีการอันศักดิ์สิทธิ์ใดๆ แต่เป็นเพราะความขัดแย้งที่แผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วทุกตารางนิ้ว

ธีรเดชในคราบองค์จักรพรรดิ ‘หลงจู’ ‌ประทับอยู่บนบัลลังก์ทองคำมังกรคู่ พลางเหลือบมองกลุ่มขุนนางที่ยืนเรียงรายเบื้องล่างด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา เบื้องหน้าเขาคือบัลลังก์แห่งอำนาจสูงสุด ทว่าเบื้องหลังกลับเต็มไปด้วยเงาของการทรยศหักหลังและความกระหายในอำนาจที่กัดกินราชสำนักแห่งนี้มาอย่างยาวนาน เขาสัมผัสได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่แผ่ออกมาจากทุกย่างก้าว ทุกสายตา ทุกคำพูดของเหล่าขุนนาง ยิ่งกว่าการสอบปลายภาคที่ยากที่สุดในชีวิตสมัยอยู่โลกเก่าหลายร้อยเท่า

สถานการณ์ของราชสำนักนับตั้งแต่เขาฟื้นขึ้นมาในร่างนี้ ​ก็ไม่ต่างอะไรกับเรือที่รั่วซึมอยู่กลางพายุโหมกระหน่ำ ไม่เพียงแค่เรื่องงบประมาณที่ติดลบจนน่าใจหาย ปัญหาการคอร์รัปชันที่หยั่งรากลึกจนแยกไม่ออกว่าส่วนไหนคือรากส่วนไหนคือลำต้น และปัญหาการเมืองภายในที่แบ่งเป็นก๊กเป็นเหล่าชนิดที่พร้อมจะหักหลังกันได้ทุกเมื่อ เพียงแค่สัปดาห์แรกที่เขาเริ่มพยายามปฏิรูป เขาก็ได้รับรู้ถึงพลังอำนาจที่น่าสะพรึงกลัวของ ‘ต้าซือคง หวังเหวินหมิง’ ‍หรือท่านมหาเสนาบดีหวัง ผู้กุมอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจของแคว้นไว้เกือบทั้งหมด เขายังไม่ทันจะเริ่มอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ก็มีแต่เรื่องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไม่เว้นแต่ละวัน

“ระบบ รายงานสถานะปัจจุบัน” เขาพึมพำในใจ

[สถานะปัจจุบันของโฮสต์: ชื่อ: หลงจู (ธีรเดช) ตำแหน่ง: ‌จักรพรรดิแห่งต้าหลง ความนิยมในราชสำนัก: ต่ำมาก (25/100) – เพิ่มขึ้นเล็กน้อยหลังจากการปฏิรูปภาษีข้าว ความนิยมในหมู่ราษฎร: ปานกลาง (40/100) – ‍เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหลังการแจกจ่ายเสบียงและลดภาษี อำนาจควบคุมกองทัพ: ต่ำ (15/100) – ยังไม่พบผู้บัญชาการที่ไว้ใจได้ คะแนนปฏิรูป: 120 คะแนน (เหลืออีก ​880 คะแนนเพื่อปลดล็อกฟังก์ชัน ‘ระบบเศรษฐกิจยุคใหม่’) คำเตือน: วิกฤตการณ์ครั้งใหญ่กำลังจะมาถึงภายใน 7 วัน โปรดเตรียมตัวให้พร้อม]

‘วิกฤตการณ์ครั้งใหญ่?’ ธีรเดชขมวดคิ้ว ​เขาเพิ่งจะจัดการปัญหาการขาดแคลนเสบียงในเมืองหลวงไปหมาดๆ ด้วยการใช้ระบบสั่งซื้อข้าวจากต่างเมืองที่ระบบแนะนำ โดยอ้างว่าเป็นแผนเก่าที่ถูกละเลยไปนาน ซึ่งก็ช่วยให้ความนิยมของเขากับราษฎรพุ่งสูงขึ้นเล็กน้อย แต่นั่นก็ทำให้คลังว่างเปล่ากว่าเดิม

“เรียนฝ่าบาท กระหม่อมมีเรื่องสำคัญจะกราบทูลพ่ะย่ะค่ะ” เสียงทุ้มต่ำของมหาเสนาบดีหวังเหวินหมิงดังขึ้น แทรกความเงียบที่ปกคลุมท้องพระโรง

หวังเหวินหมิงเป็นชายวัยกลางคน ​รูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้าเหี่ยวย่นตามวัย แต่ดวงตากลับคมกริบราวกับพญาอินทรีที่กำลังจ้องจับเหยื่อ เขายืนอยู่แถวหน้าสุด สวมชุดขุนนางสีดำปักลายมังกรทองอย่างประณีต แสดงถึงตำแหน่งที่สูงส่ง ธีรเดชรู้ดีว่าชายผู้นี้คือขุนนางผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในแคว้น เป็นผู้กุมอำนาจการบริหารส่วนใหญ่ไว้ในมือ และเป็นปรปักษ์ตัวฉกาจที่คอยขัดขวางการปฏิรูปของเขามาโดยตลอด

“ว่ามา” ธีรเดชตอบเสียงเรียบ พยายามรักษาท่าทีให้สงบนิ่งที่สุด แม้ในใจจะเตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์

“กระหม่อมได้รับรายงานจากผู้ตรวจการแคว้นว่า ‘หลี่จงซาน’ ผู้ว่าการเมืองหนานโจว มีพฤติกรรมฉ้อราษฎร์บังหลวง รีดไถภาษีจากชาวบ้านเกินควร และที่ร้ายแรงที่สุดคือ…สมคบคิดกับโจรป่า กักตุนเสบียงเพื่อก่อกบฏพ่ะย่ะค่ะ!”

สิ้นคำของหวังเหวินหมิง เสียงฮือฮาก็ปะทุขึ้นในท้องพระโรง ขุนนางหลายคนเริ่มซุบซิบกันอย่างร้อนรน หลี่จงซาน! ธีรเดชถึงกับขมวดคิ้วแน่น หลี่จงซานคือขุนนางที่ระบบได้แนะนำให้เขาแต่งตั้งไปเมื่อไม่กี่เดือนก่อน ด้วยคุณสมบัติ “ซื่อสัตย์ มีวิสัยทัศน์ และเปี่ยมด้วยความสามารถ” ธีรเดชได้มอบหมายให้หลี่จงซานดูแลการปฏิรูปที่ดินและภาษีในเมืองหนานโจว ซึ่งเป็นเมืองยุทธศาสตร์สำคัญทางใต้ และผลงานของเขาก็เริ่มปรากฏให้เห็นในรายงานที่ส่งเข้ามา นั่นคืออัตราการเก็บภาษีที่สูงขึ้นแต่ความเดือดร้อนของชาวบ้านลดลง

‘นี่มันเรื่องอะไรกัน?’ ธีรเดชคิดในใจ นี่คือการโจมตีโดยตรงที่มุ่งเป้ามาที่เขาและระบบ!

“หลักฐานล่ะ?” ธีรเดชถามเสียงเข้ม พยายามควบคุมอารมณ์ไม่ให้แสดงออกมากเกินไป

“กระหม่อมมีพยานเอกสารและพยานบุคคลพร้อมพ่ะย่ะค่ะ” หวังเหวินหมิงยิ้มมุมปากเล็กน้อย ซึ่งเป็นรอยยิ้มที่ธีรเดชรู้สึกได้ถึงความเย็นยะเยือก “ผู้ตรวจการได้จับกุมหลี่จงซานพร้อมสมุน และยึดของกลางเป็นบัญชีการทุจริต แผนผังการสมคบคิดกับโจรป่า รวมถึงคลังเสบียงที่ซ่อนไว้พ่ะย่ะค่ะ”

“นำตัวหลี่จงซานและหลักฐานทั้งหมดมายังท้องพระโรงนี้เดี๋ยวนี้!” ธีรเดชออกคำสั่งเสียงดังกังวาน เขารู้สึกได้ถึงความกดดันที่เพิ่มขึ้น หวังเหวินหมิงกำลังใช้โอกาสนี้โจมตีเขาอย่างหนัก หากหลี่จงซานเป็นผู้บริสุทธิ์ การตัดสินโทษเขาจะเท่ากับว่าเขาไร้ความสามารถในการปกป้องคนดี และหากหลี่จงซานผิดจริง ระบบก็จะถูกตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือ

ไม่นานนัก หลี่จงซานก็ถูกนำตัวมายังท้องพระโรง ร่างกายของเขามอมแมม ใบหน้าซีดเผือด มีร่องรอยของการถูกทำร้ายที่มุมปากเล็กน้อย เขายังคงยืนหยัดอย่างองอาจ ทว่าดวงตาฉายแววสิ้นหวังเมื่อเห็นหวังเหวินหมิง

“หลี่จงซาน เจ้ามีสิ่งใดจะแก้ตัวหรือไม่?” ธีรเดชถามเสียงหนัก

หลี่จงซานทรุดตัวลงคุกเข่า “ฝ่าบาท กระหม่อมถูกปรักปรำพ่ะย่ะค่ะ! กระหม่อมภักดีต่อฝ่าบาท ไม่เคยคิดคดทรยศแผ่นดิน กระหม่อมเพียงต้องการปฏิรูปบ้านเมืองตามพระราชโองการของฝ่าบาทเท่านั้น!” น้ำเสียงของเขาสั่นเครือ แต่แววตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น

“เหลวไหล!” หวังเหวินหมิงตวาด “หลักฐานชัดเจนขนาดนี้ เจ้ายังกล้าปฏิเสธอีกหรือ? บัญชีทุจริตนี่คือลายมือของเจ้า แผนผังการก่อกบฏนี่ก็เช่นกัน! หากเจ้าบริสุทธิ์จริง ไฉนจึงกักตุนเสบียงไว้มากมายเล่า!”

จากนั้น หวังเหวินหมิงก็สั่งให้ทหารนำ “หลักฐาน” ต่างๆ มาแสดง บัญชีหนาเตอะที่เต็มไปด้วยตัวเลขการรับสินบน และแผนผังที่ระบุจุดนัดพบกับโจรป่าถูกนำมาวางตรงหน้าธีรเดช พร้อมด้วยพยานบุคคลที่อ้างว่าเห็นหลี่จงซานติดต่อกับหัวหน้าโจรป่า

ธีรเดชหยิบบัญชีขึ้นมาพลิกดู เขาเปิดใช้งาน [โหมดวิเคราะห์ข้อมูล] ของระบบทันที

[กำลังวิเคราะห์เอกสาร... ผลการวิเคราะห์: ลายมือบนเอกสารมีการลอกเลียนแบบอย่างประณีต แต่มีจุดผิดพลาดเล็กน้อยในโครงสร้างตัวอักษรบางตัวที่ไม่ตรงกับลายมือต้นฉบับของหลี่จงซาน (ที่บันทึกไว้ในระบบ) แผนผัง: เส้นสายดูคล้ายจะถูกวาดขึ้นอย่างเร่งรีบ มีร่องรอยการแก้ไขเล็กน้อยที่ถูกปกปิดด้วยหมึกเข้ม พยานบุคคล: มีอัตราการเต้นของหัวใจและปฏิกิริยาทางกายภาพที่บ่งบอกถึงความวิตกกังวลและความไม่สบายใจอย่างสูง]

‘แน่นอน! ถูกจัดฉาก!’ ธีรเดชกำหมัดแน่นในใจ เขาไม่ใช่คนโง่ เขารู้ว่านี่คือเกมการเมืองที่สกปรกที่สุด หวังเหวินหมิงกำลังจะใช้เรื่องนี้เป็นเครื่องมือทำลายความน่าเชื่อถือของเขาและขัดขวางการปฏิรูปทั้งหมด

“ระบบ แนะนำวิธีการรับมือ!” ธีรเดชสั่งในใจ

[คำแนะนำ: การตอบโต้โดยตรงจะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง เนื่องจากมหาเสนาบดีหวังได้เตรียมการมาอย่างดีแล้ว สิ่งที่จำเป็นคือการหาจุดอ่อนของหลักฐาน และเปิดเผยความจริงในที่ประชุมสาธารณะ]

“ในเมื่อหลักฐานชัดเจนถึงเพียงนี้ กระหม่อมเห็นสมควรให้ประหารหลี่จงซานเพื่อเป็นเยี่ยงอย่างพ่ะย่ะค่ะ!” ขุนนางคนหนึ่งตะโกนขึ้น ซึ่งเป็นพวกของหวังเหวินหมิง

“ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! ต้องประหาร!” ขุนนางคนอื่นๆ ก็เห็นด้วย เป็นการแสดงออกถึงอำนาจของหวังเหวินหมิง

ธีรเดชยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้ทุกคนเงียบ เขากวาดสายตาไปรอบๆ ท้องพระโรง เขาเห็นแววตาที่หลากหลาย ทั้งความกังวล ความกลัว ความสะใจ และความเฉยเมย เขาเห็นความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังสีหน้าเหล่านั้น

“เดี๋ยวก่อน” ธีรเดชกล่าวเสียงเย็น “การพิจารณาคดีอาญาร้ายแรงเช่นนี้ต้องกระทำอย่างรอบคอบ หลี่จงซานเป็นขุนนางที่ข้าแต่งตั้งและไว้ใจ หากเขาเป็นกบฏจริง ก็เท่ากับว่าข้าตาบอด หูหนวก การตัดสินใจใดๆ ต้องมีเหตุผลที่หนักแน่นและไร้ข้อกังขา”

หวังเหวินหมิงเลิกคิ้วเล็กน้อย ดูเหมือนจะประหลาดใจที่จักรพรรดิไม่รีบร้อนตัดสินโทษตามแรงกดดัน

“กระหม่อมเห็นว่าหลักฐานที่นำมาแสดงยังไม่เพียงพอที่จะตัดสินประหารชีวิตขุนนางผู้ใหญ่” ธีรเดชกล่าวต่อ “ลายมือนี้ถึงแม้จะคล้าย แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด พยานบุคคลยังไม่น่าเชื่อถือเพียงพอ เพราะยังไม่มีการสอบสวนเชิงลึก และการกักตุนเสบียง…เมืองหนานโจวเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยธรรมชาติ การเตรียมพร้อมเสบียงสำรองอาจเป็นเรื่องจำเป็น”

คำพูดของธีรเดชทำให้ขุนนางหลายคนเริ่มหันมามองหน้ากัน มีเสียงซุบซิบดังขึ้นอีกครั้ง

“ระบบ แนะนำวิธีการพิสูจน์ความจริงที่ไม่สามารถโต้แย้งได้” ธีรเดชสั่งในใจ

[คำแนะนำ: ใช้ทักษะ ‘ตรวจสอบเอกสารขั้นสูง’ และ ‘วิเคราะห์ปฏิกิริยาทางจิตวิทยา’ ที่เพิ่งปลดล็อก เมื่อพบจุดอ่อนแล้ว ให้ใช้ฟังก์ชัน ‘เปิดโปงความเท็จ’ ในการประชุมใหญ่]

“ข้ามีข้อเสนอ” ธีรเดชกล่าวเสียงดังกังวานอีกครั้ง ทำให้ทุกคนเงียบเสียงลง “ข้าจะให้เวลาสามวันในการสอบสวนเพิ่มเติม โดยให้หลี่จงซานถูกคุมขังในคุกหลวง และในอีกสามวันข้างหน้า ข้าจะเรียกประชุมขุนนางอีกครั้งเพื่อตัดสินคดีนี้”

หวังเหวินหมิงดูจะไม่พอใจนัก แต่ก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ เพราะนี่คือคำสั่งของจักรพรรดิ

เมื่อการประชุมจบลง ธีรเดชก็รีบกลับมายังห้องทรงอักษรทันที เขาเรียกขันทีคนสนิทที่เขาเริ่มฝึกฝนให้เป็นสายสืบส่วนตัวเข้ามาพบ

“เฉินกงกง ข้ามีภารกิจสำคัญจะมอบให้เจ้า” ธีรเดชกล่าวเสียงเบา “เจ้าต้องแอบสืบหาข้อมูลเกี่ยวกับ ‘หวังจื่อหยวน’ ผู้ตรวจการแคว้นที่นำเรื่องของหลี่จงซานมาฟ้อง รวมถึง ‘เฉินซานไห่’ ขุนนางที่ยืนกรานให้ประหารหลี่จงซานโดยเร็ว เจ้าต้องสืบให้ลึกถึงความสัมพันธ์ของพวกเขากับหวังเหวินหมิง และสืบให้รู้ว่าหลักฐานที่นำมาแสดงนั้นได้มาอย่างไร และใครคือผู้จัดทำขึ้นมาทั้งหมด”

เฉินกงกงค้อมกายรับคำสั่งอย่างเงียบเชียบ เขารู้ดีว่าภารกิจนี้อันตรายถึงชีวิต แต่เขาก็ภักดีต่อธีรเดชอย่างสุดใจ เพราะเป็นคนแรกที่มองเห็นความสามารถของเขาและให้โอกาสเขา

ตลอดสามวันที่ผ่านมา ธีรเดชใช้เวลากับระบบเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลที่เฉินกงกงแอบนำมาให้ เขายังใช้ [ทักษะตรวจสอบเอกสารขั้นสูง] เพื่อค้นหาข้อผิดพลาดเล็กๆ ในเอกสารที่หวังเหวินหมิงนำมาแสดง และใช้ [วิเคราะห์ปฏิกิริยาทางจิตวิทยา] เพื่อทำความเข้าใจแรงจูงใจและจุดอ่อนของคู่กรณี

ข้อมูลที่เฉินกงกงนำมาทำให้เขาตาสว่าง หวังจื่อหยวนเป็นหลานชายของภรรยาเอกของหวังเหวินหมิง ส่วนเฉินซานไห่คือลูกน้องคนสนิทที่หวังเหวินหมิงผลักดันขึ้นมา และที่สำคัญที่สุด ระบบได้เปิดเผยว่าหลักฐานทั้งหมดถูกสร้างขึ้นในคฤหาสน์ลับแห่งหนึ่งที่หวังเหวินหมิงใช้เป็นฐานปฏิบัติการลับ

“แผนของหวังเหวินหมิงคือการดิสเครดิตข้า ทำให้ข้าดูเป็นจักรพรรดิที่อ่อนแอและปกป้องคนผิดไม่ได้ จากนั้นก็จะใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างในการควบคุมอำนาจเบ็ดเสร็จ” ธีรเดชคิดในใจ “แต่เขาก็พลาดไป เขาประมาทระบบของข้า และประมาทความตั้งใจจริงของข้าที่จะปฏิรูปแผ่นดินนี้”

เช้าวันที่สี่ ท้องพระโรงเต็มไปด้วยขุนนางมากกว่าเดิม ทุกคนต่างคาดเดาถึงผลการตัดสินคดีของหลี่จงซาน ธีรเดชก้าวเข้าสู่ท้องพระโรงด้วยสีหน้าสงบนิ่งแต่แฝงด้วยความมุ่งมั่น เขาประทับบนบัลลังก์ สายตากวาดมองไปที่หวังเหวินหมิงซึ่งยืนอยู่เบื้องล่างด้วยสีหน้ามั่นอกมั่นใจ

“เชิญหวังเหวินหมิงกล่าวสรุปหลักฐานที่รวบรวมได้เพิ่มเติม” ธีรเดชกล่าวเสียงเรียบ

หวังเหวินหมิงยิ้มบางๆ อย่างผู้ชนะ “กราบทูลฝ่าบาท ตลอดสามวันที่ผ่านมา กระหม่อมได้ทำการสอบสวนเพิ่มเติม และได้พยานยืนยันว่าหลี่จงซานสมคบคิดกับโจรป่า ‘หมาป่าทมิฬ’ จริง และได้นำเสบียงไปมอบให้พวกมันเพื่อเป็นทุนในการก่อกบฏพ่ะย่ะค่ะ” เขาผายมือไปทางผู้ตรวจการหวังจื่อหยวนที่ยืนถือเอกสารเพิ่มเติม

หวังจื่อหยวนค้อมกายอย่างนอบน้อมแล้วกล่าวรายงานด้วยน้ำเสียงมั่นคง “หลักฐานทั้งหมดชี้ชัดว่าหลี่จงซานคือคนทรยศ! และสิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ…มีร่องรอยการติดต่อของหลี่จงซานกับบุคคลภายในวังหลวงด้วยพ่ะย่ะค่ะ!”

สิ้นคำของหวังจื่อหยวน ขุนนางทุกคนในท้องพระโรงต่างก็หันมามองหน้ากันด้วยความตกตะลึง ธีรเดชรู้สึกได้ถึงความร้อนผ่าวในอก หวังเหวินหมิงกำลังจะเล่นใหญ่กว่าที่เขาคิด มันไม่ใช่แค่การโค่นล้มหลี่จงซานแล้ว แต่เป็นการโยงเรื่องเข้ากับคนในวังหลวง!

“บุคคลภายในวังหลวงที่ว่านั้น…คือใครกัน?” ธีรเดชถามเสียงเย็นเฉียบ พยายามกดความโกรธไว้สุดขีด

หวังจื่อหยวนส่งเอกสารฉบับหนึ่งให้ขันทีนำไปถวายธีรเดช “ตามหลักฐานที่กระหม่อมได้มา บุคคลที่หลี่จงซานติดต่อด้วยอย่างลับๆ คือ…ขันทีคนสนิทของฝ่าบาท เฉินกงกงพ่ะย่ะค่ะ!”

ราวกับฟ้าผ่าลงกลางท้องพระโรง ทันทีที่ชื่อของเฉินกงกงหลุดออกมา ทุกสายตาก็หันไปจับจ้องที่ธีรเดชและเฉินกงกงที่ยืนอยู่ด้านข้าง ธีรเดชรู้สึกราวกับถูกกระชากลงจากบัลลังก์ ความพยายามทั้งหมดของเขาตลอดสามวันที่ผ่านมา เพื่อที่จะเปิดโปงความจริงของหวังเหวินหมิง กำลังจะถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิงในพริบตา และเขาก็ถูกลากเข้าไปในวังวนแห่งการทรยศหักหลังนี้ด้วย!

“ระบบ!” ธีรเดชตะโกนในใจ “สถานการณ์ฉุกเฉิน!”

[สถานะวิกฤต! โฮสต์ถูกโจมตีโดยตรง! ความนิยมในราชสำนักลดลงอย่างรวดเร็ว! ความเสี่ยงต่อการถูกปลดจากตำแหน่งเพิ่มขึ้น 80%!]

หวังเหวินหมิงยิ้มเยาะอย่างเห็นได้ชัดบนใบหน้าแก่ชราของเขา นั่นคือรอยยิ้มแห่งชัยชนะที่ธีรเดชไม่เคยเห็นมาก่อน

“ฝ่าบาท” หวังเหวินหมิงกล่าวเสียงเนิบนาบ แต่เต็มไปด้วยอำนาจ “ดูเหมือนว่าการปฏิรูปของฝ่าบาทจะนำพาคนทรยศเข้ามาใกล้พระองค์เกินไปแล้ว หากฝ่าบาทไม่สามารถควบคุมคนรอบข้างได้ แล้วจะปกครองแผ่นดินได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ?”

ทุกสายตาจับจ้องมาที่ธีรเดชรอคำตอบ เขารู้สึกได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่พร้อมจะบดขยี้เขาให้แหลกละเอียด ความเงียบที่ปกคลุมท้องพระโรงราวกับเสียงตะโกนของความสิ้นหวัง

ธีรเดชก้มมองเอกสารที่ระบุชื่อเฉินกงกงเป็นผู้ร่วมสมคบคิด แผนการของหวังเหวินหมิงนั้นร้ายกาจเกินคาด เขากำลังจะใช้โอกาสนี้ไม่เพียงแค่กำจัดหลี่จงซาน แต่ยังรวมถึงการกำจัดคนสนิทของเขา เพื่อโดดเดี่ยวเขาให้ไร้ซึ่งอำนาจโดยสมบูรณ์ ก่อนที่จะถึงขั้นตอนสุดท้าย…การปลดเขาออกจากบัลลังก์!

แต่ในชั่ววินาทีนั้นเอง สายตาของธีรเดชก็เหลือบไปเห็นจุดเล็กๆ จุดหนึ่งบนเอกสารที่หวังจื่อหยวนนำมา ซึ่งระบบได้ไฮไลต์ไว้ด้วยสีแดงอ่อนๆ นั่นคือข้อผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ที่ยากจะสังเกตเห็น เป็นลายเซ็นของบุคคลที่อ้างว่าเป็นพยาน ซึ่งเป็นลายเซ็นเดียวกับที่เขาเจอในเอกสารที่ใช้ปรักปรำหลี่จงซาน มันเป็นลายเซ็นของ ‘เฉินซานไห่’ ขุนนางคนสนิทของหวังเหวินหมิงนั่นเอง

‘เจ้าไม่ควรพลาดจุดนี้ หวังเหวินหมิง!’ ธีรเดชคิดในใจ เลือดในกายของเขาพลันเดือดพล่าน ความสิ้นหวังเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความมุ่งมั่นและโทสะที่ระงับไว้

“กระหม่อมขอคัดค้านพ่ะย่ะค่ะ!” เสียงของเฉินกงกงดังขึ้น เขาคุกเข่าลง แววตาเต็มไปด้วยความภักดี “กระหม่อมถูกใส่ร้าย! กระหม่อมสาบานด้วยชีวิตว่าจะไม่เคยคิดทรยศฝ่าบาท!”

ธีรเดชเงยหน้าขึ้นจากเอกสาร เขามองตรงไปยังหวังเหวินหมิงและหวังจื่อหยวนด้วยแววตาที่คมกริบราวกับใบมีด

“หวังเหวินหมิง” ธีรเดชเอ่ยเสียงเย็นยะเยือก “เจ้ากำลังเล่นกับไฟ”

หวังเหวินหมิงยิ้มอย่างไม่สะทกสะท้าน “กระหม่อมเพียงทำตามหน้าที่พ่ะย่ะค่ะ เพื่อความมั่นคงของแผ่นดิน”

“ใช่หรือ?” ธีรเดชยิ้มหยัน “หรือแท้จริงแล้วเจ้ากำลังใช้โอกาสนี้สร้างความแตกแยกและล้มล้างอำนาจของข้ากันแน่?”

หวังเหวินหมิงหน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อย “ฝ่าบาท! ทรงกล่าวหาอะไรกระหม่อม!”

“ข้าจะกล่าวหาหรือไม่ ข้าจะให้ทุกคนในท้องพระโรงนี้เป็นพยาน” ธีรเดชยืนขึ้นเต็มความสูง เขากวาดสายตามองไปรอบๆ ท้องพระโรง “หวังเหวินหมิง เจ้าคิดว่าหลักฐานของเจ้าไร้ที่ติอย่างนั้นหรือ?”

ก่อนที่หวังเหวินหมิงจะได้ตอบ ธีรเดชก็หันไปทางหวังจื่อหยวน “ผู้ตรวจการหวังจื่อหยวน เจ้ากล้าสาบานหรือไม่ว่าหลักฐานทั้งหมดนี้เป็นความจริง?”

หวังจื่อหยวนตัวสั่นเล็กน้อย แต่ก็ยังคงยืนกราน “กระหม่อมกล้าสาบานพ่ะย่ะค่ะ!”

“ดี!” ธีรเดชตวาดเสียงดัง “ในเมื่อเจ้ากล้าสาบานเช่นนั้น ข้าก็จะให้โอกาสเจ้าพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของเจ้า และพิสูจน์ความเท็จของหลักฐานปลอมๆ เหล่านี้!”

ธีรเดชยกมือขึ้นสั่งขันทีคนสนิทอีกคน “ไปนำ ‘กล่องพันธสัญญาแห่งความจริง’ จากคลังหลวงมาเดี๋ยวนี้!”

ทันทีที่คำว่า “กล่องพันธสัญญาแห่งความจริง” หลุดออกจากปากของธีรเดช สีหน้าของหวังเหวินหมิงและหวังจื่อหยวนก็ซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาของพวกเขาเบิกกว้างด้วยความตกใจและหวาดกลัว ขุนนางคนอื่นๆ ต่างพากันซุบซิบและมองหน้ากันด้วยความไม่เข้าใจ

‘กล่องพันธสัญญาแห่งความจริง’ คืออะไร? ไม่มีใครเคยได้ยินชื่อนี้มาก่อนในประวัติศาสตร์ของต้าหลง!

“ดูเหมือนว่าเจ้าจะรู้จักมันดีสินะ หวังเหวินหมิง” ธีรเดชกล่าวด้วยรอยยิ้มเย็นชา “เฉินกงกง!” เขาหันไปหาเฉินกงกงที่ยังคงคุกเข่าอยู่ “เจ้าต้องพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของเจ้า ด้วยการเผชิญหน้ากับความจริงที่หลบซ่อนอยู่ในกล่องใบนั้น!”

เฉินกงกงเงยหน้าขึ้นมองธีรเดชด้วยความสับสน แต่ในดวงตาของธีรเดช เขาเห็นความเชื่อมั่นที่เปี่ยมล้น เขาจึงพยักหน้าอย่างหนักแน่น

ไม่นานนัก ขันทีอีกคนก็กลับมาพร้อมกับกล่องไม้สีดำสนิท ใบหนึ่ง กล่องนั้นมีขนาดพอเหมาะมือ ดูเรียบง่าย แต่กลับแผ่รัศมีแปลกประหลาดออกมา มันถูกวางลงตรงกลางท้องพระโรง ธีรเดชก้าวลงจากบัลลังก์อย่างช้าๆ แล้วเดินตรงไปยังกล่องใบนั้น

“หวังเหวินหมิง” ธีรเดชกล่าวเสียงดังกังวานอีกครั้ง “ข้าขอท้าเจ้า! ขอท้าให้เจ้าและพรรคพวกของเจ้า เข้าไปพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใน ‘กล่องพันธสัญญาแห่งความจริง’ ใบนี้ หากผู้ใดกล่าวเท็จ กล่องใบนี้จะเผยความจริงออกมาให้โลกได้รับรู้!”

หวังเหวินหมิงตัวแข็งทื่อ เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจักรพรรดิที่เขาคิดว่าอยู่ในกำมือจะเล่นไม้ตายเช่นนี้ เขาไม่รู้ว่า ‘กล่องพันธสัญญาแห่งความจริง’ คืออะไร แต่มันทำให้เขารู้สึกถึงภัยคุกคามที่ไม่เคยเจอมาก่อน

“ฝะ…ฝ่าบาท นี่มัน…” หวังเหวินหมิงพยายามพูด แต่เสียงของเขากลับสั่นเครือ

“ไม่มีแต่!” ธีรเดชตวาด “หากเจ้าบริสุทธิ์จริง เจ้าจะกลัวสิ่งใด? หรือว่าเจ้ากลัวความจริงที่ซ่อนอยู่จะถูกเปิดเผยกันแน่?”

ธีรเดชใช้ปลายนิ้วสัมผัสที่กล่องไม้สีดำสนิท พลางเปิดใช้งานระบบ ‘กล่องความจริง (Beta)’ ซึ่งเป็นฟังก์ชันใหม่ที่ระบบเพิ่งปลดล็อกให้เมื่อเขาได้รับคะแนนปฏิรูปครบ 120 คะแนน มันเป็นกล่องเก็บข้อมูลขนาดเล็กที่สามารถฉายภาพโฮโลแกรมและวิเคราะห์เสียงเพื่อระบุความจริงหรือเท็จได้ ซึ่งเขาได้หลอกทุกคนว่าเป็นของวิเศษโบราณ

“เอาล่ะ” ธีรเดชกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยอำนาจ “ใครจะเป็นคนแรกที่จะก้าวเข้ามาพิสูจน์ความจริงในกล่องพันธสัญญาแห่งความจริงนี้?”

สายตาของธีรเดชจับจ้องไปที่หวังเหวินหมิงและหวังจื่อหยวน ใบหน้าของพวกเขากลับซีดเผือดราวกับศพ

และในขณะที่ธีรเดชกำลังจะสั่งให้หวังจื่อหยวนก้าวเข้ามาพิสูจน์ความจริงในกล่องใบนั้น จู่ๆ ก็มีเสียงฝีเท้าหนักๆ ดังขึ้นมาจากด้านนอกท้องพระโรงอย่างกะทันหัน พร้อมกับท

หน้านิยาย
หน้านิยาย
บัลลังก์ทะลุมิติพลิกฟ้า

บัลลังก์ทะลุมิติพลิกฟ้า

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!