บัลลังก์ทะลุมิติพลิกฟ้า

ตอนที่ 13 —

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

29 ตอน · 1,219 คำ

แสงตะวันยามเช้าทอประกายเรืองรองลอดผ่านช่องหน้าต่างกรุผ้าไหมบางเบาเข้าสู่ท้องพระโรงอันโอ่อ่าโอ่โถง แสงสีทองอ่อนอาบไล้ไปทั่วเสาไม้แกะสลักลวดลายมังกรที่ทอดยาวเป็นแถว กลิ่นหอมจางๆ ของเครื่องหอมโบราณปะปนกับไอเย็นของเช้าตรู่ที่เล็ดลอดเข้ามา บรรยากาศภายในท้องพระโรงยามนี้หนักอึ้งและเต็มไปด้วยความตึงเครียด ไม่ใช่จากพิธีการอันศักดิ์สิทธิ์ใดๆ แต่เป็นเพราะความขัดแย้งที่แผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วทุกตารางนิ้ว

ธีรเดชในคราบองค์จักรพรรดิ ‘หลงจู’ ‌ประทับอยู่บนบัลลังก์ทองคำมังกรคู่ พลางเหลือบมองกลุ่มขุนนางที่ยืนเรียงรายเ... บรรยากาศในท้องพระโรงยามนี้ราวกับอากาศถูกดูดออกไปจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงความตึงเครียดที่พร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อ สายตาของธีรเดชกวาดมองไปทั่ว เหล่าขุนนางน้อยใหญ่ต่างยืนก้มหน้าบ้าง เงยหน้าบ้าง แต่สายตาที่แอบชำเลืองมองมายังบัลลังก์นั้นฉายแววหลากหลาย ​ทั้งความสงสัย ความไม่พอใจ และความท้าทาย

บุคคลที่ยืนอยู่แถวหน้าสุด ด้านขวาของท้องพระโรง คือท่านมหาเสนาบดีเฉินหรง (เฉินไท่ฟู่) ชายชราผู้มากด้วยประสบการณ์และอำนาจ ใบหน้าของเขาเหี่ยวย่นตามกาลเวลา ‍แต่ดวงตากลับคมกริบราวกับเหยี่ยวล่าเหยื่อ เขาคือหัวเรือใหญ่ของกลุ่มขุนนางอนุรักษนิยม ผู้ยึดมั่นในขนบธรรมเนียมและต่อต้านการเปลี่ยนแปลงทุกรูปแบบที่ธีรเดชพยายามนำเสนอมาโดยตลอด และในวันนี้ หัวข้อที่กำลังถกเถียงกันอย่างดุเดือดก็คือ “โครงการจัดตั้งกรมโยธาธิการ” ซึ่งเป็นหนึ่งในแผนปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานที่ธีรเดชต้องการผลักดัน เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนและกระตุ้นเศรษฐกิจของแผ่นดิน

“ฝ่าบาท ‌กระหม่อมขออภัยที่ต้องทูลค้านอีกครั้ง” ท่านมหาเสนาบดีเฉินกล่าวเสียงเรียบ แต่แฝงด้วยความเฉียบขาด “การจัดตั้งกรมโยธาธิการขึ้นใหม่นั้น หากมองผิวเผินอาจดูเป็นประโยชน์ แต่หากพิจารณาให้ลึกซึ้งแล้ว จะพบว่าเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุ อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มภาระให้กับราษฎรโดยตรง ‍เพราะโครงการขนาดใหญ่ย่อมต้องใช้ทุนมหาศาล และใครเล่าที่จะเป็นผู้รับผิดชอบ หากมิใช่ประชาชนผู้ยากไร้”

เสียงกระซิบกระซาบดังขึ้นเบาๆ ในหมู่ขุนนางหลายคนพยักหน้าเห็นด้วยกับมหาเสนาบดีเฉิน ธีรเดชสัมผัสได้ถึงแรงต้านทานอันมหาศาล เขาไม่ใช่ฮ่องเต้ผู้อ่อนแอคนเดิมอีกต่อไปแล้ว แต่การจะโค่นล้มอำนาจของตระกูลเฉินที่หยั่งรากลึกมานับร้อยปีนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

“ท่านมหาเสนาบดี” ธีรเดชเอ่ยขึ้น ​น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงด้วยความเด็ดเดี่ยว “สิ่งที่ท่านกล่าวมานั้นมีเหตุผล แต่ก็มีสิ่งที่ท่านมิได้กล่าวถึงเช่นกัน” เขาเหลือบมองไปทางขุนนางอีกกลุ่มหนึ่งที่ยืนอยู่ตรงข้าม “สภาพถนนหนทางที่ทรุดโทรม คันดินกั้นน้ำที่พังทลายทุกครั้งที่ฝนตกหนัก คลองส่งน้ำที่ตื้นเขินจนการเกษตรได้รับความเสียหาย สิ่งเหล่านี้ต่างหากคือภาระอันหนักอึ้งที่ราษฎรต้องแบกรับมานับสิบปี ​มิใช่หรือ?”

เขาหยุดชั่วครู่ ปล่อยให้คำพูดของเขาดังก้องไปทั่วท้องพระโรง “หากเรายังคงปล่อยให้สิ่งเหล่านี้ดำเนินต่อไป โดยอ้างว่าเป็นการรักษาขนบธรรมเนียม หรือกลัวการสิ้นเปลืองงบประมาณ กระหม่อมถามว่า เราจะเอาหน้าไปพบประชาชนได้อย่างไร? เราจะปกป้องแผ่นดินนี้ได้อย่างไร ​เมื่อรากฐานของมันกำลังผุพังลงทุกวัน”

ธีรเดชรู้ดีว่าการพูดถึง “ประชาชน” นั้นเป็นดาบสองคม ในยุคสมัยนี้ คำว่าประชาชนมักถูกใช้เป็นเพียงวาทศิลป์เพื่อสร้างความชอบธรรม แต่เขาต้องการให้มันเป็นความจริง เขาต้องการให้ทุกคนเห็นว่านี่คือสิ่งจำเป็น ไม่ใช่ความฟุ้งเฟ้อ

ท่านมหาเสนาบดีเฉินขยับตัวเล็กน้อย ดวงตาหรี่ลง “ฝ่าบาททรงมีพระทัยที่เปี่ยมด้วยเมตตาต่อราษฎร ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสรรเสริญยิ่ง ทว่า… การจะทำสิ่งใดให้สำเร็จต้องคำนึงถึงความเป็นไปได้ ฐานะทางการคลังของแผ่นดินในยามนี้มิได้รุ่งเรืองดังเช่นในอดีต การจัดตั้งกรมใหม่ ย่อมต้องมีค่าใช้จ่ายจำนวนมาก ทั้งบุคลากร วัสดุอุปกรณ์ และค่าแรงงาน ซึ่งยังไม่รวมถึงการบำรุงรักษาในระยะยาว งบประมาณเหล่านี้จะมาจากไหนพ่ะย่ะค่ะ?”

“ระบบ!” ธีรเดชพึมพำในใจทันทีที่มหาเสนาบดีเฉินพูดถึงเรื่องงบประมาณ

[ติ๊ง! ภารกิจหลัก: สร้างกรมโยธาธิการให้สำเร็จภายในหนึ่งเดือน รางวัล: 500 แต้มอิทธิพล, สกิล: 'คำปราศรัยสะกดใจ' (ระดับ 1)]

ข้อความจากระบบปรากฏขึ้นตรงหน้าธีรเดชอย่างเงียบเชียบ ทำให้เขารู้สึกเหมือนมีพลังงานบางอย่างไหลเวียนเข้าสู่ร่างกาย สกิลใหม่ที่ได้มานั้นช่วยเพิ่มความมั่นใจได้อย่างประหลาด

“งบประมาณน่ะหรือ?” ธีรเดชยิ้มมุมปากเล็กน้อย แววตาฉายประกายอันตราย “ท่านมหาเสนาบดีอาจจะยังไม่ทราบ แต่ระบบการเงินของแผ่นดินเราในปัจจุบันนั้น… มีช่องโหว่อยู่มากมาย”

คำพูดนี้สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วท้องพระโรง บรรดาขุนนางที่เคยสนับสนุนมหาเสนาบดีเฉินเริ่มกระสับกระส่าย บางคนถึงกับหน้าซีดเผือด ธีรเดชรู้ดีว่าระบบได้ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับงบประมาณแผ่นดินที่ถูกยักยอกและเบียดบังไปอย่างไรบ้าง เขามีชื่อของขุนนางหลายคนที่เกี่ยวข้องอยู่ในมือแล้ว

“กระหม่อมมีหลักฐานบางประการที่แสดงให้เห็นว่า งบประมาณแผ่นดินที่ควรจะถูกใช้ไปเพื่อสาธารณประโยชน์ กลับถูกนำไปใช้ในทางอื่น หรือแม้กระทั่งหายไปอย่างไร้ร่องรอย” ธีรเดชกล่าวเสียงดังฟังชัด ใช้สกิล 'คำปราศรัยสะกดใจ' ที่เพิ่งได้รับมา ทำให้คำพูดของเขามีพลังและน้ำหนักอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ทุกสายตาในท้องพระโรงจับจ้องมาที่เขา ราวกับถูกสะกด

“ยกตัวอย่างเช่น งบประมาณในการซ่อมแซมคันกั้นน้ำทางทิศเหนือของเมืองหลวง ที่ถูกอนุมัติไปเมื่อสามปีก่อน… แท้จริงแล้วงบประมาณส่วนใหญ่กลับไม่ถึงมือผู้รับเหมาจริง ผู้รับเหมาได้รับเพียงส่วนน้อยเท่านั้น ส่วนที่เหลือ… หายไปไหนพ่ะย่ะค่ะท่านมหาเสนาบดีเฉิน?” ธีรเดชจ้องมองไปที่เฉินหรงอย่างไม่เกรงกลัว

เฉินหรงหน้าถอดสีทันที เขาอ้าปากจะพูด แต่ก็ไม่มีคำใดเล็ดลอดออกมาได้ เพราะเรื่องที่ธีรเดชเอ่ยถึงนั้นเป็นความลับที่ถูกปกปิดมานาน และเขารู้ดีว่ามีขุนนางในเครือข่ายของตนเองหลายคนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้

“และอีกเรื่องคือ งบประมาณประจำปีของกองทัพในบางมณฑล ที่ถูกระบุว่าใช้ไปในการจัดซื้ออาวุธและเสบียง แต่ทว่าเมื่อกระหม่อมให้หน่วยสอดแนมลงไปตรวจสอบ กลับพบว่าอาวุธและเสบียงเหล่านั้นมีจำนวนไม่ครบถ้วนตามบัญชี รายงานการจัดซื้อถูกปลอมแปลง และส่วนต่างที่หายไปก็มีจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว” ธีรเดชยังคงกล่าวต่อไป ราวกับกำลังอ่านรายชื่อผู้กระทำผิด

ความเงียบเข้าปกคลุมท้องพระโรง ทุกคนต่างตกตะลึงกับข้อมูลที่ฮ่องเต้หนุ่มผู้นี้เปิดเผยออกมา บางคนเริ่มมองหน้ากันเลิ่กลั่ก

“ดังนั้น” ธีรเดชสรุปด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาด “กระหม่อมจึงมีพระราชโองการให้จัดตั้งหน่วยงานพิเศษขึ้นมาเพื่อตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินทั้งหมด ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ โดยจะเริ่มจากการตรวจสอบงบประมาณของกรมการคลัง และหน่วยงานที่มีการใช้จ่ายสูงเป็นอันดับแรก และหากพบการทุจริต ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นใคร หรือมีตำแหน่งสูงส่งเพียงใด ก็จะถูกลงโทษตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด”

“และงบประมาณสำหรับการจัดตั้งกรมโยธาธิการนั้น จะมาจากเงินที่ยักยอกไปเหล่านี้! หากเราสามารถกอบกู้เงินของแผ่นดินกลับคืนมาได้ทั้งหมด ไม่เพียงพอที่จะสร้างกรมโยธาธิการ แต่ยังสามารถนำไปพัฒนาบ้านเมืองในด้านอื่น ๆ ได้อีกมากมาย!”

คำประกาศของธีรเดชเปรียบเสมือนฟ้าผ่าลงกลางท้องพระโรง บรรดาขุนนางที่เกี่ยวข้องกับเรื่องทุจริตต่างยืนตัวแข็งทื่อ บางคนถึงกับทรุดลงเล็กน้อยด้วยความตกใจ ขณะที่ขุนนางผู้ซื่อสัตย์บางส่วนก็เริ่มแสดงความชื่นชมและศรัทธาในองค์จักรพรรดิหนุ่ม

ท่านมหาเสนาบดีเฉินหรงใช้เวลาสักครู่ในการรวบรวมสติ เขามองธีรเดชด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเดือดดาลแต่ก็แฝงด้วยความหวาดระแวง เขาไม่คิดว่าฮ่องเต้ผู้อ่อนแอคนนี้จะกล้าเล่นงานเขาถึงขนาดนี้

“ฝ่าบาท… การกระทำเช่นนี้… เป็นการกระทำที่รุนแรงและอาจนำมาซึ่งความวุ่นวายในราชสำนัก!” เฉินหรงตะโกนออกมา เสียงของเขาเต็มไปด้วยโทสะ “การตรวจสอบบัญชีเช่นนี้จะต้องใช้เวลา และหากท่านกล่าวหาโดยไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน ย่อมสร้างความปั่นป่วนให้แก่ข้าราชการผู้ภักดี!”

“หลักฐานน่ะหรือ?” ธีรเดชยิ้มเยือกเย็น “กระหม่อมมีหลักฐานมากพอที่จะทำให้ทุกคนที่คิดทุจริตต้องสั่นสะท้าน ขอเพียงแต่ให้หน่วยงานพิเศษของกระหม่อมได้ทำงานอย่างเป็นอิสระเท่านั้น”

ธีรเดชรู้ดีว่าการเปิดโปงเรื่องการทุจริตในครั้งนี้ จะนำมาซึ่งแรงต้านทานที่รุนแรงกว่าที่ผ่านมา แต่นี่คือโอกาสเดียวที่จะเขย่ารากฐานอำนาจของตระกูลเฉิน และเปิดทางให้เขาได้ปฏิรูปแผ่นดินอย่างแท้จริง

“กระหม่อมจะลดงบประมาณส่วนพระองค์ลงครึ่งหนึ่ง เพื่อแสดงให้เห็นว่ากระหม่อมพร้อมที่จะเสียสละ เพื่อความรุ่งเรืองของแผ่นดิน” ธีรเดชกล่าวเพิ่มเติม เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นและเอาชนะใจผู้ที่ยังลังเล

คำกล่าวนี้ทำให้ขุนนางบางคนถึงกับอ้าปากค้าง การลดงบประมาณส่วนพระองค์ลงครึ่งหนึ่งเป็นสิ่งที่ฮ่องเต้องค์ก่อนๆ ไม่เคยคิดจะทำ มันแสดงถึงความเด็ดเดี่ยวและความเสียสละที่แท้จริง

ท่านมหาเสนาบดีเฉินกัดฟันกรอด สายตาของเขาเต็มไปด้วยความแค้นเคืองปนความหวาดกลัว เขาตระหนักดีว่าฮ่องเต้หลงจูคนนี้ไม่ใช่หุ่นเชิดอีกต่อไปแล้ว และสิ่งที่ฮ่องเต้กำลังทำอยู่นั้นกำลังคุกคามรากฐานอำนาจของตระกูลเฉินอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

“ฝ่าบาททรงทราบหรือไม่ว่า… มีกฎมณเฑียรบาลข้อหนึ่งที่บัญญัติไว้ว่า หากฮ่องเต้ทรงไร้ความสามารถ หรือมิอาจปกครองแผ่นดินได้โดยธรรม… เหล่าเสนาบดีและพระญาติผู้ใหญ่มีสิทธิ์ที่จะ… พิจารณาถอดถอน!” เฉินหรงกล่าวเสียงดังฟังชัด เขาจ้องมองธีรเดชด้วยสายตาที่เย็นชา ก่อนจะล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อ และหยิบม้วนกระดาษเก่าคร่ำคร่าสีเหลืองซีดออกมา มันเป็นตราประทับโบราณที่ประทับอยู่บนม้วนกระดาษนั้นบ่งบอกถึงความศักดิ์สิทธิ์และความสำคัญอย่างยิ่งยวด ม้วนกระดาษนี้ไม่ใช่เอกสารธรรมดา หากแต่เป็นสิ่งที่จะใช้ตัดสินชะตากรรมของบัลลังก์ได้เลยทีเดียว!

“กระหม่อมมีพระราชโองการลับจากองค์จักรพรรดิผู้ล่วงลับ!” เฉินหรงประกาศเสียงกึกก้อง “พระราชโองการนี้มอบอำนาจให้เหล่าเสนาบดีและพระญาติผู้ใหญ่… พิจารณาปลดฮ่องเต้ผู้ไม่เหมาะสมออกจากตำแหน่งได้!”

ทั่วทั้งท้องพระโรงเงียบกริบราวกับป่าช้า ทุกสายตาจับจ้องไปที่ม้วนกระดาษในมือของเฉินหรง และองค์จักรพรรดิหลงจูที่ประทับอยู่บนบัลลังก์ทองคำมังกรคู่ ธีรเดชรู้สึกเหมือนหัวใจหยุดเต้น นี่คือไพ่ตายที่เขาไม่เคยรู้มาก่อน มันคือการจู่โจมที่เหนือความคาดหมาย และอาจทำให้ความพยายามทั้งหมดของเขาล้มเหลวลงในพริบตา…

หน้านิยาย
หน้านิยาย
บัลลังก์ทะลุมิติพลิกฟ้า

บัลลังก์ทะลุมิติพลิกฟ้า

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!