ท้องพระโรงยามอัสดงสงบเงียบลงแล้ว แสงตะวันยามบ่ายที่เคยเจิดจ้าอ่อนแรงลงเหลือเพียงประกายสีส้มแดงฉาบไล้ผนังอาคาร ส่งเงาทะมึนของเสาไม้แกะสลักลวดลายมังกรให้ดูดุดันกว่ายามรุ่งอรุณ กลิ่นหอมจางๆ ของเครื่องหอมที่เผาไหม้ตลอดวันยังคงอบอวล แต่ไร้ซึ่งไอเย็นของรุ่งเช้า มีเพียงความอับชื้นและกลิ่นอายของความขัดแย้งที่ยังคงตกค้าง ราวกับม่านหมอกพิษที่มองไม่เห็นยังคงปกคลุมอยู่ แม้ผู้คนส่วนใหญ่จะจากไปแล้ว
ธีรเดชในคราบองค์จักรพรรดิ ‘หลงจู’ ยังคงประทับอยู่บนบัลลังก์ทองคำมังกรคู่ ทว่าบัดนี้ไร้ซึ่งขุนนางยืนเรียงรายเบื้องหน้า มีเพียงหลี่กงกงหัวหน้าขันทีผู้ซื่อสัตย์ที่ยืนก้มหน้าอย่างนอบน้อมอยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าว ความเงียบที่เข้ามาแทนที่ความตึงเครียดของราชสำนักยามเช้ากลับหนักอึ้งไม่แพ้กัน มันคือความเงียบที่เต็มไปด้วยเสียงสะท้อนของคำพูดคมกริบ การท้าทายอำนาจ และแผนการอันซับซ้อนที่เพิ่งถูกเปิดเผยครึ่งหนึ่ง
วันนี้ธีรเดชได้ลงนามในพระราชโองการปฏิรูปที่ดินฉบับสำคัญ ฉบับที่อัครเสนาบดีซ่งและพรรคพวกพยายามคัดค้านอย่างถึงที่สุด ด้วยเหตุผลสารพัด ตั้งแต่การอ้างโบราณราชประเพณี ไปจนถึงการคาดการณ์ถึงความวุ่นวายที่จะเกิดขึ้น หากแต่ธีรเดชรู้ดีว่าเบื้องหลังของคำคัดค้านเหล่านั้นคือผลประโยชน์มหาศาลของตระกูลขุนนางใหญ่ที่ผูกขาดการถือครองที่ดินทำกินของราษฎรเอาไว้
“ฝ่าบาททรงเหน็ดเหนื่อยเพคะ/พ่ะย่ะค่ะ” หลี่กงกงเอ่ยขึ้นเบาๆ เมื่อเห็นว่าองค์จักรพรรดิยังคงนั่งนิ่งบนบัลลังก์มานานหลายเค่อแล้ว
ธีรเดชถอนหายใจยาว “เหนื่อย... แต่ยังพักไม่ได้หรอกหลี่กงกง” เขาลุกขึ้นจากบัลลังก์ เดินลงจากขั้นบันไดหยกอย่างช้าๆ แผ่วเบา ผ้าไหมเนื้อดีของฉลองพระองค์เสียดสีกันเป็นเสียงบางเบา “ยิ่งเราเดินหน้ามากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีคนไม่พอใจมากเท่านั้น”
“ทรงเป็นห่วงเรื่องอัครเสนาบดีซ่งหรือเพคะ/พ่ะย่ะค่ะ” หลี่กงกงถามอย่างระมัดระวัง
“ห่วงสิ เขาเป็นงูพิษที่ยากจะกำจัด” ธีรเดชตอบ พลางเดินไปหยุดที่หน้าต่างบานใหญ่ มองออกไปยังท้องฟ้าสีส้มแดงที่กำลังมืดลงช้าๆ “แต่ที่ห่วงกว่าคือพิษร้ายที่เขาจะแพร่กระจายไปทั่วแผ่นดินต่างหาก”
ยามนี้แสงจันทร์สีนวลเริ่มทอแสงเหนือยอดไม้ในอุทยานหลวง ความมืดค่อยๆ กลืนกินแสงสุดท้ายของวัน ธีรเดชกลับมายังตำหนักส่วนพระองค์ที่เงียบสงบยิ่งกว่า ทันทีที่ประตูปิดลง เขาโบกมือให้หลี่กงกงออกไปก่อน และยืนยันว่าจะไม่รับแขกใดๆ ทั้งสิ้น
เมื่ออยู่ในห้องเพียงลำพัง ธีรเดชก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาได้บ้าง เขาสัมผัสที่ข้อมือซ้ายเบาๆ พลางรำพึงในใจ “ระบบ... แสดงสถานะปัจจุบันและภารกิจที่เกี่ยวข้อง”
[ติ๊ง! ระบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินทำงาน] [องค์จักรพรรดิ ‘หลงจู’] [สถานะปัจจุบัน: ทรงอำนาจขึ้นเล็กน้อย (จาก 20% เป็น 25%)] [ความนิยมในหมู่ขุนนาง: ต่ำ (กลุ่มสนับสนุน: เสนาบดีจ้าว, แม่ทัพกวน) / กลุ่มต่อต้าน: อัครเสนาบดีซ่ง, ตระกูลหวัง, ขุนนางอีก 12 คน)] [ความนิยมในหมู่ราษฎร: ปานกลาง (เริ่มมีกระแสตอบรับเชิงบวกจากการยกเลิกภาษีบางประเภท และการปราบปรามขุนนางทุจริตในเมืองหลวง)] [พลังปราณ: ระดับ 3 (เพิ่มขึ้นจากความเครียดและแรงกดดัน)] [ทักษะพิเศษ: ภาษาโบราณ (ระดับเชี่ยวชาญ), การวางแผนกลยุทธ์ (ระดับเชี่ยวชาญ), การเจรจาต่อรอง (ระดับปานกลาง)] [ภารกิจหลักปัจจุบัน: กอบกู้บัลลังก์ที่สั่นคลอน (ความคืบหน้า 25%)] [ภารกิจรองที่เกี่ยวข้อง:]
ธีรเดชเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นภารกิจใหม่ที่ปรากฏขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งภารกิจที่ 3 เขาคาดเดาอยู่แล้วว่าอัครเสนาบดีซ่งจะต้องไม่หยุดเพียงแค่นี้ แต่ไม่คิดว่าจะรุนแรงถึงขั้นวางแผนก่อกบฏโดยใช้ภัยธรรมชาติเป็นเครื่องมือ
“ระบบ... รายละเอียดของภัยพิบัติและแผนการของอัครเสนาบดีซ่ง” ธีรเดชสั่งเสียงเรียบ
[ติ๊ง! รายละเอียดภัยพิบัติ:
[รายละเอียดแผนร้ายของอัครเสนาบดีซ่ง:
ธีรเดชกำมือแน่นเมื่ออ่านข้อมูลเหล่านั้นจบ นี่ไม่ใช่แค่ความขัดแย้งทางการเมืองธรรมดา แต่มันคือการหักหลังชาติบ้านเมืองอย่างร้ายกาจ อัครเสนาบดีซ่งผู้นี้ช่างเป็นคนชั่วช้าเกินกว่าที่เขาจะจินตนาการไว้ ระบบที่แสดงข้อมูลออกมาอย่างตรงไปตรงมาทำให้เขาเห็นภาพความเลวร้ายที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างชัดเจน
“ไอ้พวกสารเลว!” เขาสบถเสียงต่ำ “ใช้ชีวิตคนเป็นเครื่องมือทางการเมืองงั้นหรือ!”
ระบบไม่ตอบกลับ ธีรเดชเดินไปมาในห้องพักชั่วครู่ พยายามสงบสติอารมณ์ เขารู้ดีว่าความโกรธไม่อาจแก้ไขปัญหาได้ ตอนนี้สิ่งที่เขาต้องการคือแผนการที่รัดกุมและรวดเร็ว
“ระบบ... มีข้อมูลหรือเทคโนโลยีใดที่สามารถใช้รับมือกับภัยแล้งและแผนกบฏนี้ได้บ้าง”
[ติ๊ง! ระบบแนะนำเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง:
ธีรเดชนั่งลงบนเก้าอี้ไม้แกะสลักอย่างครุ่นคิด เขาต้องรีบดำเนินการทันที ภัยแล้งไม่ใช่เรื่องที่จะรอได้ และการกบฏก็ไม่ใช่เรื่องที่จะปล่อยปละละเลย เขานึกถึงบทเรียนจากประวัติศาสตร์โลกในยุคที่เขาจากมา การจัดการภัยพิบัติที่ล้มเหลวสามารถนำไปสู่การล่มสลายของอาณาจักรได้
“ก่อนอื่นต้องป้องกันการกักตุนธัญพืชและจัดการเรื่องเสบียง” ธีรเดชพึมพำกับตัวเอง “จากนั้นก็ต้องเริ่มโครงการชลประทานฉุกเฉิน และที่สำคัญที่สุด... ต้องจัดการกับอัครเสนาบดีซ่งและตระกูลหวังก่อนที่พวกเขาจะลงมือ”
แต่การจะลงมือกับตระกูลที่ทรงอำนาจและมีเครือข่ายกว้างขวางขนาดนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งกว่านั้น การเปิดโปงแผนการของพวกเขาจำเป็นต้องมีหลักฐานที่แน่นหนาพอที่จะทำให้ขุนนางคนอื่นๆ ยอมรับและไม่กล้าคัดค้าน
“หลี่กงกง!” ธีรเดชเรียกหัวหน้าขันทีเสียงดังพอที่อีกฝ่ายจะได้ยินจากด้านนอก
หลี่กงกงรีบเปิดประตูเข้ามาทันที “เพคะ/พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาทมีอะไรให้กระหม่อมรับใช้”
“เจ้าส่งคนไปตรวจสอบปริมาณธัญพืชในคลังหลวงทั้งหมด รายงานข้าภายในพรุ่งนี้เช้า และสั่งให้ทหารเฝ้าระวังการขนส่งธัญพืชตามเส้นทางหลักอย่างเข้มงวด ใครมีพิรุธให้จับตาดูไว้”
“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ” หลี่กงกงรับคำอย่างไม่ลังเล
“และอีกเรื่อง” ธีรเดชลดเสียงลง “เจ้าต้องหาคนที่ซื่อสัตย์ ไร้ข้อกังขา และฉลาดพอที่จะไว้ใจได้ มาพบข้าเป็นการส่วนตัวในยามเฝ้าที่สองคืนนี้”
หลี่กงกงมองพระพักตร์ขององค์จักรพรรดิอย่างสงสัย แต่ก็ไม่กล้าซักถาม “กระหม่อมจะจัดการให้เพคะ/พ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อหลี่กงกงออกไปแล้ว ธีรเดชก็กลับมาพิจารณาข้อมูลจากระบบอีกครั้ง “การอ่านใจคนขั้นต้น” ทักษะนี้อาจช่วยให้เขาประเมินความซื่อสัตย์ของคนที่หลี่กงกงจะนำมาได้ และ “การสร้างเครือข่ายสายลับ” ก็จำเป็นอย่างยิ่งในการรวบรวมหลักฐานและรับมือกับแผนร้าย
เขาตัดสินใจปลดล็อกทักษะ 'การสร้างเครือข่ายสายลับ' ทันทีโดยใช้ค่าประสบการณ์ที่ได้รับจากภารกิจปฏิรูปที่ดิน
[ติ๊ง! ทักษะ 'การสร้างเครือข่ายสายลับ' ถูกปลดล็อก!] [รายละเอียด: ความสามารถในการคัดเลือก ฝึกฝน และบริหารจัดการสายลับเพื่อรวบรวมข้อมูลและปฏิบัติภารกิจลับ]
แสงจันทร์สาดส่องเข้ามาในห้องยามค่ำคืน ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง แต่คราวนี้ธีรเดชไม่ได้รู้สึกโดดเดี่ยวอีกต่อไป เขามีแผนการในใจแล้ว และมีเครื่องมือที่เขาไม่เคยคิดฝันว่าจะได้ใช้ แต่อาณาจักรที่เขากำลังจะกอบกู้ต้องเผชิญกับภัยแล้งครั้งใหญ่และแผนกบฏที่ซ่อนเร้น ความท้าทายครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก
ในยามเฝ้าที่สอง ชายชราคนหนึ่งเดินตามหลี่กงกงเข้ามาในห้องพักของธีรเดช ชายผู้นั้นมีใบหน้าซูบผอม ดวงตาเป็นประกายแฝงความเฉลียวฉลาด ธีรเดชมองสำรวจชายผู้นั้นอย่างละเอียด พลางเปิดใช้ทักษะ 'การอ่านใจคนขั้นต้น' ที่เพิ่งได้รับมาในใจ
[ติ๊ง! ทักษะ 'การอ่านใจคนขั้นต้น' กำลังทำงาน!] [บุคคลเป้าหมาย: จางหลง (อดีตเสนาบดีกรมยุติธรรมที่ถูกปลดฐานขัดแย้งกับอัครเสนาบดีซ่ง)] [ความคิดภายใน: ความภักดีต่อราชวงศ์สูง (แต่ระมัดระวังตัว), ไม่พอใจอัครเสนาบดีซ่งอย่างรุนแรง, มีความปรารถนาที่จะกอบกู้ความยุติธรรม, มีความรู้ลึกซึ้งเกี่ยวกับการเมืองภายในและเครือข่ายของตระกูลซ่งและหวัง]
ธีรเดชยิ้มเล็กน้อย นี่คือคนที่เขาต้องการจริงๆ เขาโบกมือให้หลี่กงกงออกไปก่อน จากนั้นหันมามองจางหลงอย่างจริงจัง
“อดีตเสนาบดีจาง... ข้ามีเรื่องสำคัญจะหารือกับท่าน”
อดีตเสนาบดีจางหลงค้อมกายลง “กระหม่อมยินดีรับใช้ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ”
ธีรเดชไม่รอช้า เล่าเรื่องภัยแล้งที่กำลังจะมาถึงและแผนการของอัครเสนาบดีซ่งทั้งหมดให้จางหลงฟัง โดยไม่เปิดเผยเรื่องระบบ จางหลงฟังด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ดวงตาของเขาฉายแววตกใจและโกรธแค้น
“เป็นไปถึงเพียงนี้เชียวหรือพ่ะย่ะค่ะ!” จางหลงอุทานเสียงสั่น “อัครเสนาบดีซ่งผู้นั้น... เขาช่างกล้าหาญชาญชัยนัก!”
“ไม่ใช่แค่กล้าหาญ แต่ยังชั่วช้า” ธีรเดชกล่าว “แต่เราไม่มีเวลามาประณามเขา เราต้องหยุดเขาให้ได้ อดีตเสนาบดีจาง... ท่านเต็มใจจะร่วมภารกิจครั้งนี้กับข้าหรือไม่ ภารกิจที่อาจต้องแลกด้วยชีวิต”
จางหลงเงยหน้าขึ้นมององค์จักรพรรดิ แววตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น “กระหม่อมยินดีถวายชีวิตเพื่อกอบกู้แผ่นดินนี้พ่ะย่ะค่ะ!”
“ดี!” ธีรเดชพยักหน้า “เช่นนั้น ข้ามีงานสำคัญที่ต้องการความสามารถของท่าน งานที่ต้องทำในความมืดมิด... เพื่อเปิดโปงความชั่วร้ายที่ซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลังแสงจันทร์”
จางหลงค้อมกายลงอีกครั้ง ธีรเดชเริ่มอธิบายแผนการของเขาอย่างละเอียด รวมถึงการใช้ทักษะ 'การสร้างเครือข่ายสายลับ' ที่เพิ่งปลดล็อกไป โดยมีจางหลงเป็นหัวหน้าผู้ดูแล และอีกหลายๆ เรื่องที่เขาต้องทำไปพร้อมๆ กัน
คืนนั้น ธีรเดชแทบไม่ได้นอน เขาใช้เวลาส่วนใหญ่กับการวางแผนอย่างรอบคอบที่สุด ระบบแสดงข้อมูลมากมายเกี่ยวกับการจัดการภัยพิบัติ เทคโนโลยีชลประทาน และข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับตระกูลซ่งและหวัง ทุกอย่างถูกรวบรวมและวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ ธีรเดชรู้สึกราวกับว่าเขากำลังเล่นเกมกลยุทธ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต แต่ผลลัพธ์ของเกมนี้ไม่ใช่คะแนน แต่เป็นชีวิตของผู้คนนับล้านและอนาคตของอาณาจักร
รุ่งเช้าของอีกวัน ก่อนที่แสงตะวันจะทอประกายเต็มที่ ธีรเดชเรียกประชุมขุนนางคนสนิทที่เขาพอจะไว้วางใจได้ รวมถึงแม่ทัพกวน ผู้บัญชาการกองทัพหลวง เสนาบดีจ้าวเหวิน และแน่นอน หลี่กงกงและจางหลงที่บัดนี้ได้รับตำแหน่งใหม่เป็น “เสนาบดีกรมตรวจการลับ”
เขาแจ้งเรื่องภัยแล้งและแผนการช่วยเหลือเบื้องต้น พร้อมกับมอบหมายหน้าที่ให้แต่ละคนอย่างชัดเจน ทุกคนต่างตกใจเมื่อได้ยินเรื่องความแห้งแล้งที่รุนแรง แต่ก็พยายามแสดงความภักดีและพร้อมจะลงมือช่วยเหลือ
อย่างไรก็ตาม ขณะที่กำลังปรึกษาหารือกันอย่างเคร่งเครียด พนักงานส่งสารจากชายแดนตะวันตกก็รีบรุดเข้ามารายงานด้วยท่าทีตื่นตระหนก
“รายงานฝ่าบาท! กองทัพของแคว้นเยี่ยนบุกรุกชายแดน! พวกมันโจมตีเมืองด่านเจียยู่โดยไม่ทันตั้งตัวพ่ะย่ะค่ะ!”
เสียงรายงานดังลั่นไปทั่วห้องประชุม สร้างความตกตะลึงแก่ทุกคน ธีรเดชเองก็ถึงกับเบิกตากว้าง แคว้นเยี่ยนที่สงบเงียบมานานหลายสิบปี เหตุใดจู่ๆ จึงเคลื่อนไหวในยามที่อาณาจักรกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตภัยแล้งและแผนกบฏภายใน! นี่มันไม่ใช่แค่การโจมตีธรรมดา แต่มันคือการแทงข้างหลังในเวลาที่เลวร้ายที่สุด!
“ระบบ!” ธีรเดชเรียกในใจอย่างรวดเร็ว “วิเคราะห์สถานการณ์! นี่เป็นส่วนหนึ่งของแผนการของอัครเสนาบดีซ่งด้วยใช่หรือไม่!”
[ติ๊ง! กำลังวิเคราะห์... ตรวจพบความเชื่อมโยงที่น่าตกใจ: มีการติดต่อลับระหว่างอัครเสนาบดีซ่งกับแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นเยี่ยนเมื่อ 3 เดือนที่แล้ว...]
ธีรเดชรู้สึกเย็นวาบไปทั้งร่าง อัครเสนาบดีซ่งผู้นี้ ไม่เพียงแต่จะใช้ภัยธรรมชาติเป็นเครื่องมือ แต่ยังถึงกับคิดจะดึงกองกำลังต่างชาติเข้ามาแทรกแซงเพื่อโค่นล้มบัลลังก์ของเขา! นี่มันไม่ต่างอะไรกับการขายชาติ! สถานการณ์เลวร้ายเกินกว่าที่เขาจะจินตนาการได้ เขาต้องเผชิญหน้ากับสงครามภายในและภายนอกไปพร้อมกัน และเวลาของเขากำลังจะหมดลงเรื่อยๆ
“เตรียมทัพ!” ธีรเดชประกาศเสียงกึกก้อง แม้ใจจะสั่นคลอน แต่แววตาของเขากลับเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว “แม่ทัพกวน! รวบรวมกำลังพลทั้งหมด เตรียมพร้อมรับศึก!”
แต่ก่อนที่แม่ทัพกวนจะทันตอบรับ เสียงจากระบบก็ดังขึ้นในหัวของธีรเดชอีกครั้ง และคราวนี้มันเป็นเสียงเตือนที่ทำให้หัวใจของเขาแทบหยุดเต้น
[คำเตือน! ภารกิจหลัก 'กอบกู้บัลลังก์ที่สั่นคลอน' ตกอยู่ในสถานะอันตรายวิกฤต! หากไม่สามารถรับมือกับสถานการณ์ทั้งภายในและภายนอกได้ภายใน 10 วัน การล่มสลายของราชวงศ์จะเกิดขึ้น! และท่านจะถูกปลดออกจากร่างนี้โดยสมบูรณ์!]

บัลลังก์ทะลุมิติพลิกฟ้า
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก