บุปผาภักดิ์ลืมตาขึ้นอีกครั้ง ภาพแรกที่ปรากฏแก่สายตาคือใบหน้าของนทีที่กำลังมองเขาด้วยแววตาฉายความห่วงใยระคนประหลาดใจ ลำธารเบื้องหน้ายังคงไหลเอื่อย เสียงกระซิบของผืนน้ำยังคงเคล้าคลอ แต่ความสงบอันบริสุทธิ์ที่เพิ่งได้รับจากการชำระล้างด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์ของป่าบุปผานั้น บัดนี้กลับถูกรบกวนด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ยากจะอธิบาย
"ท่าน... ท่านรู้สึกดีขึ้นแล้วใช่ไหม?" นทีเอ่ยถาม เสียงของเขาแผ่วเบา ราวกับกลัวจะทำลายความสงบที่เพิ่งกลับคืนมา
บุปผาภักดิ์พยักหน้ารับช้าๆ "ข้า... รู้สึกดีขึ้นมาก ขอบคุณนะนที" เขากล่าว น้ำเสียงของเขาฟังดูเข้มแข็งขึ้นกว่าเดิม แต่ก็ยังคงมีความเหนื่อยอ่อนเจืออยู่
"นั่นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว" นทีกล่าว รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา "หลังจากที่ท่านหลับใหลไปนาน ข้าเป็นห่วงมาก"
"หลับใหล?" บุปผาภักดิ์เลิกคิ้ว "ข้า... ไม่ทราบว่านานเท่าใด"
"หลายวันแล้ว" นทีตอบ "พวกเราเกือบจะสิ้นหวังแล้ว"
หลายวัน? บุปผาภักดิ์แปลกใจ เขารู้สึกราวกับเวลาผ่านไปเพียงชั่วครู่เท่านั้น แต่พลังศักดิ์สิทธิ์ของป่านี้ช่างน่าอัศจรรย์นัก สามารถเยียวยาเขาได้อย่างรวดเร็ว "แล้ว... เกิดอะไรขึ้นก่อนที่ข้าจะหมดสติไป?"
นทีถอนหายใจยาว "หลังจากที่พวกเราพบกับอันตรายในคืนนั้น... ที่มีเงาดำพยายามเข้ามาในป่า... ท่านก็ดูอ่อนแรงลงอย่างมาก ข้าพยายามจะช่วยท่าน แต่ท่านก็... ผล็อยหลับไป"
เงาดำ? บุปผาภักดิ์จำได้เลือนรางถึงความรู้สึกเย็นเยียบและภัยคุกคามที่แผ่ซ่านเข้ามาในป่า ภาพเหล่านั้นยังคงติดตา เขาสัมผัสได้ถึงพลังที่น่าสะพรึงกลัวซึ่งพยายามจะกลืนกินความบริสุทธิ์ของป่าบุปผา
"พวกมันเป็นใคร? มีพลังมากเพียงใด?" บุปผาภักดิ์ถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง
นทีส่ายหน้า "ข้าไม่ทราบแน่ชัด แต่พวกมันไม่ใช่คนธรรมดา พลังของพวกมันมืดมนและชั่วร้ายนัก ดีที่ท่านได้พลังจากป่ามาช่วยไว้"
บุปผาภักดิ์พยักหน้า เห็นด้วยกับคำพูดของนที เขารู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงในตนเอง พลังที่ไหลเวียนอยู่ในกายนั้นเข้มแข็งกว่าเดิมมาก แต่เขาก็ยังคงรู้สึกถึงความไม่แน่นอนบางอย่าง ราวกับว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของบางสิ่งที่ใหญ่กว่า
"ข้าต้องกลับไปเมืองหลวง" บุปผาภักดิ์กล่าวอย่างเด็ดเดี่ยว "ข้าต้องรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่นั่น และใครคือผู้อยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมดนี้"
นทีมีสีหน้ากังวล "แต่ท่านเพิ่งจะฟื้นไข้... เมืองหลวงเต็มไปด้วยอันตราย ท่านแน่ใจหรือ?"
"ข้าแน่ใจ" บุปผาภักดิ์ยืนยัน "พลังที่เข้ามาในป่าบุปผาครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องธรรมดา มันเชื่อมโยงกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในเมืองหลวงอย่างแน่นอน ถ้าปล่อยไว้... สิ่งเลวร้ายจะยิ่งลุกลาม"
ขณะที่พวกเขากำลังสนทนากันนั้น แผ่นจารึกโบราณที่บุปผาภักดิ์พกติดตัวมาด้วยก็เริ่มเปล่งแสงสีฟ้าอ่อนๆ เป็นสัญญาณที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
"นี่มันอะไรกัน?" นทีอุทานด้วยความประหลาดใจ
บุปผาภักดิ์รีบหยิบแผ่นจารึกขึ้นมาดู แสงสีฟ้าที่สว่างวาบขึ้นนั้นชวนให้เขาใจเต้นระทึก พลังงานที่ไม่คุ้นเคยกำลังไหลผ่านแผ่นจารึก มันไม่ใช่พลังของป่าบุปผา แต่เป็นพลังที่เก่าแก่และลึกลับกว่านั้น
"ข้าไม่เคยเห็นสิ่งนี้มาก่อน" บุปผาภักดิ์พึมพำ "แต่ข้ารู้สึกได้... นี่คือการสื่อสาร"
ทันใดนั้น เสียงกระซิบที่ไม่ใช่เสียงลม เสียงกระซิบที่ฟังดูเย็นยะเยือกและเต็มไปด้วยเจตนาร้าย ก็ดังขึ้นในหัวของบุปผาภักดิ์ ราวกับมีใครบางคนกำลังกระซิบอยู่ข้างหู
"เจ้า... ไม่ควรเข้ามาแทรกแซง..."
บุปผาภักดิ์สะดุ้งเฮือก! เขามองไปรอบๆ อย่างระแวง แต่ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ
"ท่านเป็นอะไรไป?" นทีถามอย่างเป็นห่วง
"ข้า... ได้ยินบางอย่าง" บุปผาภักดิ์กล่าว "เหมือนเสียงกระซิบ... เสียงที่มาจาก... เงามืด"
แผ่นจารึกในมือของเขาสว่างวาบขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มีอักขระโบราณปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นอักขระที่บุปผาภักดิ์ไม่เคยเห็นมาก่อน แต่กลับรู้สึกเหมือนจะเข้าใจความหมายบางอย่าง
"พลังศักดิ์สิทธิ์ที่เจ้าครอบครอง... จะต้องตกเป็นของข้า..."
"อะไรกัน!" นทีอุทาน เมื่อเห็นแสงที่ส่องประกายออกมาจากแผ่นจารึก
บุปผาภักดิ์จ้องมองอักขระเหล่านั้นอย่างตั้งใจ ความรู้สึกหนาวเย็นแผ่ซ่านไปทั่วร่าง เขาตระหนักได้ว่าพลังที่พยายามเข้ามาในป่าบุปผาในคืนนั้น ไม่ใช่แค่ความพยายามที่จะบุกรุก แต่เป็นการส่งสารท้าทายมาถึงตัวเขาโดยตรง
"นี่คือคำเตือน" บุปผาภักดิ์กล่าว น้ำเสียงของเขากลับมาเข้มแข็งขึ้นกว่าเดิม "ใครบางคน... กำลังจับตาดูข้าอยู่ และพวกมันต้องการพลังของข้า"
"แล้ว... เราจะทำอย่างไรดี?" นทีถามด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก
"เราต้องรีบกลับไปเมืองหลวง" บุปผาภักดิ์ตัดสินใจ "ข้าต้องเผชิญหน้ากับสิ่งนี้ให้เร็วที่สุด"
ขณะที่บุปผาภักดิ์กำลังจะก้าวออกไป ก็มีเสียงแผ่วเบาดังมาจากแผ่นจารึกอีกครั้ง เป็นเสียงที่อธิบายถึงภัยอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามาในเมืองหลวงอย่างเป็นรูปธรรม
"อำนาจมืดกำลังแผ่ขยาย... นักการเมืองที่โลภโมโทสัน... พ่อค้าที่กระหายอำนาจ... ทุกคนล้วนตกเป็นเครื่องมือของข้า..."
บุปผาภักดิ์ขมวดคิ้วแน่น เขารู้สึกได้ถึงความเน่าเฟะที่ซ่อนอยู่ในเมืองหลวง ภาพของขุนนางที่สวมหน้ากากแห่งความดีงาม แต่ซ่อนเร้นความชั่วร้ายเอาไว้หลังม่าน ก็ผุดขึ้นมาในหัว
"นที" บุปผาภักดิ์หันไปมองเพื่อนร่วมทาง "ดูเหมือนว่าปัญหาที่เมืองหลวงจะใหญ่กว่าที่ข้าคิดไว้มาก"
"ข้า... ข้าจะอยู่เคียงข้างท่านเสมอ" นทีตอบอย่างหนักแน่น แม้ว่าแววตาจะยังคงฉายความกังวลอยู่
บุปผาภักดิ์พยักหน้า เขารู้สึกถึงความผูกพันที่แข็งแกร่งขึ้นกับมนุษย์ผู้นี้ นทีเป็นเหมือนแสงสว่างเล็กๆ ในโลกที่เต็มไปด้วยความมืดมิด
"เราต้องระมัดระวังให้มาก" บุปผาภักดิ์กล่าว "ศัตรูของเราไม่เพียงแต่มีพลังเหนือธรรมชาติ แต่ยังฉลาดแกมโกงอีกด้วย พวกมันสามารถแทรกซึมเข้าไปในทุกหนแห่ง"
แผ่นจารึกในมือของบุปผาภักดิ์ค่อยๆ ดับแสงลง เหลือเพียงความเย็นที่สัมผัสได้ แต่ข้อความเตือนภัยนั้นกลับฝังลึกอยู่ในจิตใจของเขา
"ข้าจะเตรียมตัว" บุปผาภักดิ์กล่าว "เราจะออกเดินทางสู่เมืองหลวงทันทีที่ข้าพร้อม"
เขาหันกลับไปมองลำธารใสเย็นที่เคยเป็นแหล่งพลังของเขา ราวกับจะเก็บเกี่ยวพลังแห่งป่าบุปผาไว้เป็นเกราะป้องกันอีกครั้ง เขารู้ดีว่าการเดินทางครั้งนี้จะเต็มไปด้วยอันตรายที่คาดไม่ถึง และเขาจะต้องเผชิญหน้ากับอำนาจมืดที่ซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลัง
ขณะที่เขากำลังจะเก็บแผ่นจารึกกลับเข้าที่ ก็มีเสียงกระซิบอีกครั้งดังขึ้นในหัว แต่คราวนี้เป็นเสียงที่แตกต่างออกไป เสียงนั้นแผ่วเบา อ่อนโยน และเต็มไปด้วยความหวัง
"อย่าท้อแท้... บุตรแห่งบุปผา... แสงสว่างยังคงมีอยู่..."
บุปผาภักดิ์เงยหน้าขึ้น มองไปยังแสงแดดที่ส่องลงมา เขาเชื่อมั่นในคำพูดนั้น แสงสว่างที่แท้จริงนั้นไม่อาจถูกความมืดกลืนกินได้
"ไปกันเถอะนที" บุปผาภักดิ์กล่าว "เรามีภารกิจที่ต้องสะสาง"
ทั้งสองคนลุกขึ้นยืน ก้าวเดินออกจากริมลำธาร มุ่งหน้าสู่ชายป่า การเดินทางสู่เมืองหลวงที่เต็มไปด้วยอันตรายและอำนาจมืดได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว พร้อมกับสาส์นเตือนภัยจากเงามืดที่คอยตามติดบุปผาภักดิ์ไปทุกย่างก้าว

มหาเทพบุปผาภักดิ์
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก