ละอองเรืองรองที่แปรเปลี่ยนจากกลีบกุหลาบสีทับทิม ลอยวนเป็นวงกลมรอบกายบุปผาภักดิ์อย่างอ่อนโยน ผงเพชรเหล่านั้นส่องประกายระยิบระยับราวกับดวงดาวน้อยใหญ่ที่ถูกรวบรวมมาไว้บนโลกมนุษย์ แสงสีทองอ่อนละมุนที่แผ่ซ่านออกมานั้น ไม่เพียงขับไล่ความมืดมิด แต่ยังโอบอุ้มดวงใจของบุปผาภักดิ์ให้คลายความเจ็บปวดที่เคยกัดกิน
ภาพในห้วงนึกของบุปผาภักดิ์ยังคงวนเวียนอยู่กับเหตุการณ์เมื่อครู่ รอยแผลที่ปรากฏขึ้นบนแผ่นหลังของนที ไม่ใช่เพียงรอยฟกช้ำจากคมดาบ แต่เป็นตราประทับแห่งความทรมานที่ฝังลึกอยู่ในจิตวิญญาณของเขา แววตาที่อ่อนล้าแต่เต็มไปด้วยประกายแห่งความหวังเมื่อมองมาที่เธอ คือสิ่งที่ทำให้หัวใจของเทพบุปผาปวดร้าว
“นที…” เสียงของบุปผาภักดิ์แหบพร่า สัมผัสที่ปะทุขึ้นในยามนี้คือความปรารถนาที่จะเยียวยา ไม่ใช่เพียงร่างกาย แต่รวมถึงบาดแผลที่มองไม่เห็น
ละอองผงเพชรลอยเข้ามาใกล้ร่างของนทีมากขึ้น มันมิได้สัมผัสกับผิวเนื้ออย่างหยาบกร้าน ทว่ากลับแทรกซึมเข้าไปอย่างนุ่มนวลราวกับสายหมอกที่โปรยปรายลงบนกลีบดอกไม้ อากาศรอบกายของนทีพลันอบอุ่นขึ้น ความรู้สึกเย็นเยียบที่เคยเกาะกุมเริ่มเลือนหายไป
นทีกระพริบตาถี่ๆ ภาพเบื้องหน้าเริ่มแจ่มชัดขึ้น เขาเห็นบุปผาภักดิ์ยืนนิ่งสง่า ดวงตาคู่สวยทอประกายด้วยความห่วงใยที่มากกว่าความเป็นเพื่อน เป็นความรู้สึกที่ลึกซึ้งเกินกว่าคำบรรยายใดๆ
“ท่าน… ท่านเป็นอะไรไป” เสียงของนทีพยายามเอ่ยถาม แต่ทว่า…
คำพูดนั้นติดอยู่ที่ปลายลิ้น ทันทีที่เขาพยายามจะเอ่ยถึงรอยแผลที่ปรากฏขึ้นบนแผ่นหลังของเขา ภาพในห้วงนึกก็พร่าเลือนอีกครั้ง มิใช่ภาพของบุปผาภักดิ์ แต่เป็นภาพของความมืดมิด ความโกรธแค้น และเสียงหัวเราะเยาะเย้ยที่ก้องสะท้อนอยู่ในโสตประสาท
“หยุด… อย่า… อย่าดู…” เสียงของนทีสั่นเครือ มือข้างหนึ่งยกขึ้นกุมแผ่นหลังราวกับจะปิดบังบางสิ่งบางอย่างที่มองไม่เห็น
บุปผาภักดิ์สัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดที่ส่งผ่านออกมาจากร่างของนที เธอมิได้เร่งเร้า แต่เลือกที่จะยืนอยู่ข้างๆ อย่างมั่นคง
“ข้าอยู่ที่นี่ นที” เสียงของเธออ่อนโยน แต่แฝงไว้ด้วยความหนักแน่น “ข้าจะไม่ทอดทิ้งท่าน”
ละอองผงเพชรยังคงลอยวนอยู่รอบกายของทั้งสอง ราวกับกำลังสร้างเกราะป้องกันที่มองไม่เห็นให้กับนที แสงสีทองอ่อนละมุนนั้นเริ่มส่องสว่างมากขึ้น เผยให้เห็นถึงพลังอันศักดิ์สิทธิ์ที่กำลังทำงาน
“มัน… มันคือ… ตราแห่งความอัปยศ” นทีเอ่ยเสียงแผ่วเบา ดวงตาของเขามองไปยังจุดที่ว่างเปล่า เหมือนกำลังต่อสู้กับอดีตที่ตามหลอกหลอน “เมื่อใดที่มันปรากฏ… ข้าจะสูญเสีย… การควบคุม…”
บุปผาภักดิ์ขมวดคิ้ว “สูญเสียการควบคุม?”
“ในยามนั้น… ข้าจะกลายเป็น… สิ่งที่ข้า… เกลียดชังที่สุด…” นทีพยายามรวบรวมสติ ภาพความโหดร้ายในอดีตผุดขึ้นมาให้เห็นอย่างชัดเจน ใบหน้าของคนที่เขาเคยรัก ดวงตาที่เต็มไปด้วยความหวัง บัดนี้กลับฉายแววแห่งความหวาดกลัว
“ข้า… ข้าจำไม่ได้… ว่ามันเกิดได้อย่างไร… แต่ทุกครั้งที่ข้ารู้สึก… ถึงความสิ้นหวัง… หรือความโกรธ… มันก็จะปรากฏ… แล้ว… แล้วข้า… ข้าทำร้าย… คนที่… ข้ารัก…” น้ำตาเริ่มไหลรินลงมาบนแก้มของนที
บุปผาภักดิ์ค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งข้างๆ เขา มือเรียวเอื้อมไปสัมผัสแผ่นหลังของเขาอย่างแผ่วเบา เธอสัมผัสได้ถึงความร้อนระอุที่แผ่ซ่านมาจากรอยแผลนั้น ราวกับมีไฟกำลังลุกโชนอยู่ภายใน
“ท่านไม่ต้องกลัว” บุปผาภักดิ์กล่าวอย่างนุ่มนวล “ข้าจะช่วยท่าน”
“แต่… ท่านจะช่วยข้าได้อย่างไร… มันคือ… บางสิ่งที่… อยู่ในตัวข้า…” นทีส่ายหน้าอย่างอ่อนแรง
“บางที… สิ่งที่อยู่ในตัวท่าน… อาจต้องการเพียง… ความเข้าใจ… และการยอมรับ…” บุปผาภักดิ์กล่าวพลางใช้นิ้วลูบไล้ไปตามรอยแผลที่มองไม่เห็นอย่างอ่อนโยน
ทันใดนั้นเอง ละอองผงเพชรที่ลอยวนอยู่รอบกายบุปผาภักดิ์ก็พลันพุ่งเข้ามาหาที่แผ่นหลังของนที ราวกับมีแรงดึงดูดที่ไม่อาจต้านทานได้ มันแทรกซึมเข้าไปในผิวเนื้อของนทีอย่างนุ่มนวล สัมผัสแห่งความเย็นสบายแผ่ซ่านเข้ามาแทนที่ความร้อนระอุ
นทีสะดุ้งเล็กน้อย แต่คราวนี้กลับมิได้รู้สึกเจ็บปวด เขากลับรู้สึกถึงความเบาบางที่กำลังก่อตัวขึ้นภายใน
“นี่คือ… พลังแห่งบุปผา…” บุปผาภักดิ์กล่าว “มันจะช่วยเยียวยา… และมอบความแข็งแกร่ง… ให้แก่ท่าน”
แสงสีทองอ่อนละมุนจากละอองผงเพชรแผ่กระจายออกไปทั่วร่างของนที รอยแผลที่มองไม่เห็นนั้นเริ่มจางลงอย่างช้าๆ ความรู้สึกเจ็บปวดและความหวาดกลัวที่เคยเกาะกุมเริ่มคลายออก
“ขอบคุณ… ท่าน…” เสียงของนทีเปลี่ยนไป มันเต็มไปด้วยความรู้สึกซาบซึ้ง และความหวังที่กลับมาอีกครั้ง
“ท่านยังต้องเผชิญกับอีกหลายสิ่ง” บุปผาภักดิ์กล่าว “แต่ข้าจะอยู่เคียงข้างท่านเสมอ”
เธอมองไปยังใบหน้าของนทีที่บัดนี้ดูอ่อนเยาว์และสดใสขึ้น ดวงตาที่เคยฉายแววแห่งความทุกข์ บัดนี้กลับทอประกายแห่งความมุ่งมั่น
“ข้า… ข้าจะแข็งแกร่งให้ท่านเห็น” นทีกล่าว เขายันกายลุกขึ้นยืนอย่างมั่นคง แม้ว่าร่างกายจะยังรู้สึกอ่อนเพลีย แต่จิตใจของเขาเต็มไปด้วยพลัง
“ก่อนหน้านี้… ข้าได้ยินท่านพูดถึง… เมืองหลวง…” นทีเปลี่ยนเรื่อง “มีสิ่งใดที่ท่านต้องการจากที่นั่น?”
บุปผาภักดิ์เหลือบมองไปทางทิศตะวันออก ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงที่ปกคลุมไปด้วยอำนาจมืด “ข้าต้องการ… ความจริง… เกี่ยวกับ… ความหายนะ… ที่กำลังคืบคลานเข้ามา…”
“หากเป็นเช่นนั้น… ข้าจะไปกับท่าน” นทีกล่าวอย่างหนักแน่น “ไม่ว่าที่นั่นจะมีอันตรายเพียงใด… ข้าจะไม่ยอมให้ท่านเผชิญหน้าเพียงลำพัง”
บุปผาภักดิ์ยิ้มเล็กน้อย “ขอบคุณ… แต่ท่านเพิ่งฟื้นไข้… ควรจะพักผ่อน…”
“ข้าไม่เป็นไรแล้ว… ท่านคือผู้ที่ช่วยข้า… ข้าก็ต้อง… ตอบแทนบุญคุณ” นทีกล่าว พร้อมกับยื่นมือมาประคองบุปผาภักดิ์ “และ… เรามีภารกิจที่ต้องทำให้สำเร็จ…”
บุปผาภักดิ์มองไปที่มือของนที ดวงตาของเธอสบประสานกับเขา ความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายไม่ได้ก่อตัวขึ้นในห้วงลึกของจิตวิญญาณ มันคือความผูกพันที่แน่นแฟ้นเกินกว่าจะเป็นเพียงมนุษย์และเทพ
“เมืองหลวง… เต็มไปด้วยอันตราย…” บุปผาภักดิ์กล่าว “แต่หากเราต้องไป… เราก็จะไปด้วยกัน”
ขณะที่ทั้งสองกำลังสนทนากัน ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าที่ดังมาจากอีกด้านหนึ่งของป่าบุปผาก็ ดังลอดเข้ามา เป็นเสียงที่ดังเกินกว่าจะเป็นสัตว์ป่าทั่วไป
“ใครนั่น?” นทีเอ่ยถาม พลางชักดาบที่เก็บไว้ในฝักออกมา
บุปผาภักดิ์หันไปมอง เสียงนั้นดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ บรรยากาศในป่าบุปผาที่เคยสงบเงียบพลันตึงเครียดขึ้น
“ดูเหมือน… เราจะมีแขกที่ไม่ได้รับเชิญ…” บุปผาภักดิ์กล่าว
แสงสว่างจากละอองผงเพชรเริ่มหรี่ลง เผยให้เห็นเงาตะคุ่มที่กำลังปรากฏขึ้นท่ามกลางต้นไม้ใหญ่ เงาเหล่านั้นดูคุ้นตา… เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน…
“นั่นมัน…!” นทีอุทานเสียงหลง
บุปผาภักดิ์เบิกตากว้าง ดวงตาของเธอฉายแววตกใจระคนหวาดหวั่น “เป็นไปได้อย่างไร…”
เงาที่ปรากฏขึ้น… ไม่ใช่เงาของสิ่งมีชีวิตธรรมดา แต่เป็นเงาของนักรบชุดดำที่สวมหน้ากากปิดบังใบหน้าอย่างมิดชิด และในมือของพวกเขาก็ถืออาวุธที่ส่องประกายวาววับ…
“ดูเหมือน… ความสงบสุข… จะอยู่กับเรา… ไม่นานนัก…” บุปผาภักดิ์กล่าว เสียงของเธอแฝงไว้ด้วยความกังวล
“แต่… พวกมันมาจากไหน…?” นทีถาม
“บางที… พวกมันอาจจะ… ตามรอยเรามา…” บุปผาภักดิ์กล่าว “แต่… สิ่งที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่า… คือ… พวกมัน… รู้จัก… ตราแห่งความอัปยศ…”
ขณะที่บุปผาภักดิ์พูด สายตาของเธอก็พลันเหลือบไปเห็นสัญลักษณ์บางอย่างที่ปรากฏอยู่บนชุดของนักรบชุดดำเหล่านั้น… เป็นสัญลักษณ์ที่คุ้นตา… สัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงอำนาจมืดแห่งเมืองหลวง…
“นี่มัน… ไม่ใช่แค่การมาเยี่ยมเยือน…” บุปผาภักดิ์กล่าวเสียงเครียด “พวกมันมา… เพื่อ… ล่า…!”
สิ้นเสียงของบุปผาภักดิ์ นักรบชุดดำเหล่านั้นก็พุ่งเข้าใส่ทั้งสองอย่างรวดเร็ว ดาบที่คมกริบฟาดฟันผ่านอากาศ สร้างเสียงหวีดหวิวอันน่าสะพรึงกลัว
บทสนทนาที่เต็มไปด้วยความหวัง บัดนี้พลันถูกแทนที่ด้วยเสียงการต่อสู้ที่ดังสนั่นหวั่นไหว… ป่าบุปผาอันบริสุทธิ์ กำลังจะกลายเป็นสมรภูมิ…

มหาเทพบุปผาภักดิ์
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก