มหาเทพบุปผาภักดิ์

ตอนที่ 22 — การผงาดขึ้นของดอกไม้ศักดิ์สิทธิ์

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

30 ตอน · 985 คำ

ละอองเรืองรองยังคงวนเวียนรอบกายบุปผาภักดิ์ ทอแสงสีทองอ่อนละมุนราวกับม่านหมอกแห่งสวรรค์ ผงเพชรที่เกิดจากกลีบกุหลาบสีทับทิมสุกสกาว ระยิบระยับราวกับดวงดาวนับพันที่ถูกรวบรวมมาประดับประดาไว้บนร่างของเทพบุตรแห่งบุปผา พลังที่หลั่งไหลเข้าสู่ร่างของบุปผาภักดิ์นั้นรุนแรงและบริสุทธิ์ยิ่งกว่าครั้งใดๆ มันไม่ใช่เพียงพลังที่เติมเต็ม แต่เป็นการปลุกเร้าแก่นแท้แห่งความเป็นเทพที่หลับใหลให้ตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์

รอบตัวเขา ดอกไม้ป่าที่เคยเหี่ยวเฉา ‌เริ่มกลับคืนสู่ความสดใส กลีบดอกที่เคยแห้งกรัง กลับชูช่อบานสะพรั่งด้วยสีสันอันสดใสราวกับถูกรดด้วยน้ำทิพย์แห่งสวรรค์ กลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของป่าบุปผาที่เคยจางหายไป กลับอบอวลไปด้วยความหอมหวานที่เย้ายวนและปลุกเร้า ยิ่งกว่าเดิมหลายเท่า บรรยากาศรอบกายบุปผาภักดิ์แปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากความสงบนิ่ง ​กลายเป็นความมีชีวิตชีวาอันน่าเกรงขาม

นที ยืนตะลึงงันอยู่ไม่ไกล สายตาของเขามองตรงไปยังบุปผาภักดิ์ด้วยความรู้สึกปนเปไปด้วยความอัศจรรย์ ความยินดี และความหวัง จิตใจของเขาเต็มไปด้วยคำถามมากมายเกี่ยวกับพลังอำนาจอันไร้ขีดจำกัดที่กำลังแผ่กระจายออกมาจากร่างของเทพบุตรแห่งบุปผา เขาเคยได้ยินตำนานเรื่องเล่าเกี่ยวกับพลังศักดิ์สิทธิ์ของป่าบุปผา แต่สิ่งเหล่านี้กลับเกินกว่าจินตนาการของเขาไปมากนัก

“ท่านเทพ…นี่คือพลังที่แท้จริงของท่านหรือ?” ‍นทีเอ่ยถาม เสียงแหบพร่าด้วยความตื้นตัน

บุปผาภักดิ์ค่อยๆ ลืมตาขึ้น ดวงตาที่เคยฉายแววอ่อนโยน บัดนี้กลับเปล่งประกายเจิดจ้าดุจดวงตะวันยามรุ่งอรุณ มันไม่ใช่ประกายที่ร้อนแรงจนแสบตา แต่เป็นความอบอุ่นที่แผ่ซ่านไปทั่วผืนป่า ความรู้สึกถึงพลังที่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติรอบกาย ‌ทำให้เขารู้สึกถึงทุกสรรพสิ่ง ราวกับว่าผืนดิน สายลม และเหล่าบุปผา ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของเขา

“นี่คือแก่นแท้…ที่ถูกปลุกขึ้นมา นที” เสียงของบุปผาภักดิ์ก้องกังวาน ราวกับเสียงกระซิบของสายลมที่พัดผ่านหมู่ดอกไม้ ‍“พลังที่หลับใหลมานานนับพันปี บัดนี้ได้ตื่นขึ้นแล้ว”

เมื่อบุปผาภักดิ์กล่าวจบ ร่างกายของเขาก็เริ่มเปล่งประกายเจิดจ้ายิ่งขึ้นไปอีก กลีบกุหลาบสีทับทิมที่เคยลอยวนรอบกาย เริ่มรวมตัวกัน กลายเป็นเกราะที่สวยงามแต่แฝงไปด้วยพลังอำนาจ เกราะนั้นโอบล้อมร่างกายของเขาไว้ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของผิวหนัง มันไม่ใช่เกราะที่แข็งทื่อ ​แต่เป็นเกราะที่ยืดหยุ่น ส่องประกายระยิบระยับทุกครั้งที่แสงส่องกระทบ

“ท่านเทพ…ท่านงดงามเหลือเกิน” นทีอุทานออกมาอย่างลืมตัว

บุปผาภักดิ์ยิ้มบางๆ รอยยิ้มนั้นอ่อนโยน แต่แฝงไปด้วยความมั่นใจที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล “ความงามที่ท่านเห็น…คือพลังที่แท้จริงของบุปผาภักดิ์ นที”

ทันใดนั้นเอง แผ่นดินใต้ฝ่าเท้าของบุปผาภักดิ์ก็สั่นสะเทือนเล็กน้อย ​ก่อนที่ดอกกุหลาบสีทับทิมดอกมหึมาจะผุดขึ้นมาจากพื้นดิน ก้านดอกแข็งแกร่งราวกับเหล็กกล้า กลีบดอกบานสะพรั่ง แผ่รัศมีสีแดงเข้มที่ดูเหมือนจะกลืนกินแสงสว่างรอบข้าง แต่ก็ยังคงมีละอองเรืองรองสีทองอ่อนๆ โอบล้อมอยู่ ดอกกุหลาบดอกนั้นใหญ่กว่าดอกกุหลาบใดๆ ที่นทีเคยเห็นมา ​และมันก็ดูราวกับว่ามีชีวิตชีวา เต้นเป็นจังหวะตามแรงเต้นของหัวใจของบุปผาภักดิ์

“นี่คือ…สัญลักษณ์แห่งพลังของข้า” บุปผาภักดิ์กล่าว เขายื่นมือไปสัมผัสกับกลีบดอกกุหลาบสีทับทิมขนาดมหึมานั้น “ดอกไม้แห่งสัจจะ…ที่จะเบ่งบานเพื่อผดุงความยุติธรรม”

เมื่อบุปผาภักดิ์สัมผัสดอกกุหลาบ พลังอันมหาศาลก็หลั่งไหลจากร่างของเขาเข้าสู่ดอกไม้นั้นอย่างรวดเร็ว ดอกกุหลาบสีทับทิมสั่นสะเทือน และเริ่มเปล่งแสงสีแดงอมม่วงที่ทรงพลังออกมา แสงนั้นแผ่กระจายออกไปทั่วทั้งป่าบุปผา ทำให้ดอกไม้นานาพันธุ์ที่อยู่รอบข้างส่องประกายเจิดจ้าขึ้นไปอีก

“พลังนี้…มันมากกว่าที่ข้าคาดคิดไว้เสียอีก” นทีพึมพำ เขาเริ่มรู้สึกถึงพลังบางอย่างที่มองไม่เห็นกำลังแผ่กระจายออกมาจากดอกกุหลาบนั้น มันเป็นพลังที่ทำให้เขารู้สึกถึงความกล้าหาญ ความหวัง และความปรารถนาที่จะต่อสู้เพื่อสิ่งที่ถูกต้อง

“ป่าบุปผา…กำลังจะเปลี่ยนไป” บุปผาภักดิ์กล่าว ดวงตาของเขาทอประกายแห่งความมุ่งมั่น “และเมื่อป่าบุปผาเปลี่ยนไป…โลกมนุษย์ก็จะรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงนี้เช่นกัน”

เขาก้าวถอยหลังเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้ามองท้องฟ้าที่กำลังจะเริ่มเปลี่ยนสีเป็นสีส้มยามอาทิตย์อัสดง “ถึงเวลาแล้ว…ที่บุปผาภักดิ์จะต้องกลับคืนสู่โลกมนุษย์อีกครั้ง”

“ท่านกำลังจะไป…เมืองหลวงหรือ?” นทีถาม น้ำเสียงสั่นเครือด้วยความกังวล

“แน่นอน” บุปผาภักดิ์ตอบ “อำนาจมืดกำลังแผ่ขยาย…เราไม่สามารถปล่อยให้มันทำลายความสงบสุขของโลกมนุษย์ได้อีกต่อไป”

“แต่…เมืองหลวงอันตรายเกินไป” นทีทักท้วง “มีแต่ผู้มีอำนาจมืด…และคนชั่วร้าย…”

“นั่นคือเหตุผลว่าทำไมข้าถึงต้องไป” บุปผาภักดิ์กล่าวอย่างหนักแน่น “ข้าจะนำแสงสว่างแห่งบุปผาไปขับไล่ความมืดเหล่านั้น”

ทันใดนั้นเอง เสียงฝีเท้าอันรีบร้อนก็ดังขึ้นมาจากด้านหลังของพวกเขา ราวกับมีคนกำลังวิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว นทีหันไปมองด้วยความตกใจ ก่อนจะเห็นร่างของหญิงสาวคนหนึ่งวิ่งตรงเข้ามาหาพวกเขา เธอคือ “เมขลา” สาวน้อยชาวบ้านผู้มีจิตใจดีงามที่บุปผาภักดิ์เคยช่วยเหลือไว้

“ท่านเทพ! ท่านเทพบุปผาภักดิ์!” เมขลาตะโกนเสียงดัง เธอวิ่งเข้ามาถึงตัวบุปผาภักดิ์และคุกเข่าลงตรงหน้า

“มีอะไรหรือ เมขลา?” บุปผาภักดิ์ถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“ข้า…ข้าได้ยินเสียงอันตรายมาจากชายแดน…มีกลุ่มคนแปลกหน้า…แต่งกายด้วยอาภรณ์สีดำ…กำลังบุกเข้ามาในป่า!” เมขลาบอกเล่าด้วยใบหน้าซีดเผือด “พวกมัน…พวกมันดูไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา…สายตาของพวกมัน…เหมือนมีเปลวเพลิงแห่งความชั่วร้ายลุกโชนอยู่ภายใน!”

นทีเบิกตากว้างด้วยความตกใจ “พวกมันคือใครกัน?”

บุปผาภักดิ์ขมวดคิ้ว สีหน้าของเขาดูเคร่งเครียดขึ้น “กลุ่มคนเหล่านั้น…คงเป็นบริวารของอสุรา…ที่กำลังตามหาอำนาจของป่าบุปผา”

“ท่านเทพ…พวกมันมีอาวุธที่น่ากลัว…และดูเหมือนว่าพวกมันจะแข็งแกร่งมาก” เมขลาเล่าต่ออย่างหวาดกลัว “ข้ากลัวว่า…ป่าบุปผาจะไม่ปลอดภัย…หากไม่มีท่านอยู่…”

บุปผาภักดิ์มองไปทางเมขลา สายตาของเขาเต็มไปด้วยความสงสารและความตั้งใจที่จะปกป้อง “ไม่ต้องห่วง เมขลา” เขาพูดพลางใช้มือข้างหนึ่งประคองใบหน้าของเธอขึ้น “ข้าจะปกป้องป่าบุปผาแห่งนี้เอง”

ทันใดนั้นเอง ดอกกุหลาบสีทับทิมดอกมหึมาที่อยู่เบื้องหลังบุปผาภักดิ์ก็สั่นสะเทือนอีกครั้ง พลังสีแดงอมม่วงที่แผ่ออกมาจากมันเข้มข้นขึ้นจนมองเห็นเป็นลำแสงที่พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ลำแสงนั้นส่องสว่างเจิดจ้า บ่งบอกถึงพลังที่กำลังถูกปลุกเร้าให้ตื่นขึ้นอย่างเต็มที่

“พลังแห่งดอกไม้ศักดิ์สิทธิ์…กำลังจะปรากฏ” บุปผาภักดิ์กล่าว เสียงของเขาเต็มไปด้วยความมั่นใจ “ถึงเวลาแล้ว…ที่เหล่าบริวารของอสุรา…จะได้ลิ้มรสชาติของความพิโรธแห่งบุปผา”

เขากระชับกำปั้น ก่อนจะหันไปทางทิศที่เมขลาชี้ “พวกมันมาผิดที่แล้ว…ที่คิดจะย่างกรายเข้ามาในอาณาเขตแห่งนี้!”

ขณะเดียวกัน ห่างออกไปไม่ไกลนัก ในเงามืดที่หนาทึบของป่า กลุ่มชายฉกรรจ์ในอาภรณ์สีดำสนิท กำลังเคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบ ร่างกายของพวกมันสูงใหญ่ผิดมนุษย์ ดวงตาของแต่ละคนฉายแววอำมหิตราวกับสัตว์ป่าที่กำลังกระหายเลือด

“ท่านพ่อมด…เราเข้าใกล้เป้าหมายแล้ว” หนึ่งในกลุ่มนั้นกระซิบตอบชายชราท่าทางน่าเกรงขามที่เดินนำอยู่ข้างหน้า “พลังอันแรงกล้า…กำลังแผ่กระจายออกมาจากจุดนั้น”

พ่อมดผู้นั้น สวมใส่ชุดคลุมสีดำที่ดูเก่าแก่ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งกาลเวลา แต่ดวงตาของเขากลับส่องประกายสีม่วงเข้ม ราวกับกำลังมองเห็นบางสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า “ดีมาก…พลังของดอกไม้ศักดิ์สิทธิ์…กำลังจะตกเป็นของข้า!”

ทันใดนั้นเอง ลำแสงสีแดงอมม่วงอันทรงพลังก็ส่องสว่างขึ้นจากใจกลางป่าบุปผา พลังนั้นแผ่กระจายออกไป สร้างความตกตะลึงให้กับกลุ่มพ่อมดและเหล่าบริวารของอสุรา

“นั่นมัน…อะไรกัน!” หนึ่งในบริวารอุทานอย่างตกใจ

“พลัง…ที่เหนือกว่าที่คาดการณ์ไว้!” พ่อมดกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความประหลาดใจและความกระหาย “ข้าต้องได้พลังนั้นมา…ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม!”

เขายกมือขึ้นโบกไม้โบกมือเหนือศีรษะ ลมพายุสีดำก็เริ่มก่อตัวขึ้นรอบๆ ตัวเขา “ไป! สังหารทุกสิ่งที่ขวางหน้า! นำพลังนั้นมาให้ข้า!”

ขณะที่บุปผาภักดิ์กำลังเตรียมพร้อมเผชิญหน้ากับภัยคุกคามที่กำลังมาถึง กลิ่นอายแห่งความขัดแย้งก็เริ่มปะทุขึ้นในผืนป่าอันบริสุทธิ์ การเผชิญหน้าระหว่างแสงสว่างและเงามืด…กำลังจะอุบัติขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้.

หน้านิยาย
หน้านิยาย
มหาเทพบุปผาภักดิ์

มหาเทพบุปผาภักดิ์

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!