ละอองเรืองรองยังคงวนเวียนรอบกายบุปผาภักดิ์ ทอแสงสีทองอ่อนละมุนราวกับม่านหมอกแห่งสวรรค์ ผงเพชรที่เกิดจากกลีบกุหลาบสีทับทิมสุกสกาว ระยิบระยับราวกับดวงดาวนับพันที่ถูกรวบรวมมาประดับประดาไว้บนร่างของเทพบุตร ทว่าภายใต้ความงามอันเปี่ยมล้นนั้น แววตาคมเข้มของบุปผาภักดิ์กลับฉายประกายแห่งความกังวล ท่วงทำนองแห่งเสียงกระซิบจากผืนป่าที่เคยขับกล่อมให้จิตใจสงบ บัดนี้กลับสั่นคลอนด้วยสัญญาณแห่งภัยพิบัติ
“ท่านบุปผาภักดิ์” เสียงแหบพร่าของเฒ่าอารักษ์ดังแผ่วเบา “พลังแห่งผืนป่ากำลังอ่อนแรงลง รอยร้าวแห่งความมืดเริ่มคืบคลานเข้ามา”
บุปผาภักดิ์พยักหน้ารับ ดวงตาจับจ้องไปยังใจกลางป่าบุปผา ที่นั่นคือแหล่งพลังศักดิ์สิทธิ์อันเป็นแกนหลักของอาณาจักรแห่งนี้ หากแกนกลางสั่นคลอน ทั่วทั้งป่าก็จะพลอยสาบสูญไปด้วย
“ข้าสัมผัสได้เช่นกัน เฒ่าอารักษ์” บุปผาภักดิ์ตอบเสียงเครียด “สิ่งใดกันแน่ที่กำลังบ่อนทำลายผืนป่าของเรา?”
“คำสาปแห่งความริษยา... มันแพร่กระจายราวกับเชื้อร้าย” เฒ่าอารักษ์เอ่ยพลางสูดลมหายใจลึก “มนุษย์... ผู้ที่เคยอาศัยอยู่ร่วมกับผืนป่าอย่างสงบสุข บัดนี้จิตใจของพวกเขาถูกความโลภและความอิจฉาเข้าครอบงำ พวกเขาต้องการไขว่คว้าเอาพลังของป่าไปเป็นของตนเอง”
บุปผาภักดิ์กำหมัดแน่น ความเจ็บปวดแล่นผ่านสันหลัง เขาเคยเตือนมนุษย์ถึงผลที่จะตามมาหากลุ่มอำนาจมืดในเมืองหลวงยังคงกดขี่และแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างไม่หยุดหย่อน แต่ดูเหมือนว่าคำเตือนของเขาจะไร้ความหมาย
“เมืองหลวง... ต้องเป็นพวกนั้นแน่” บุปผาภักดิ์กล่าวอย่างเด็ดเดี่ยว “ต้องมีใครบางคนในเมืองหลวงที่บงการเรื่องนี้”
“ใช่แล้วท่าน” เฒ่าอารักษ์ยืนยัน “มีข่าวลือว่า ‘เงาอำมหิต’ ที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดของราชสำนัก กำลังใช้มนต์ดำอันชั่วร้ายเพื่อดูดกลืนพลังชีวิตของผืนป่า และหากเราปล่อยไว้เช่นนี้ ไม่นานผืนป่าบุปผาอันงดงามของเราก็จะเหี่ยวเฉาและสิ้นสลายไปตลอดกาล”
บุปผาภักดิ์มองไปยังผืนป่าที่เขาหวงแหน ดอกไม้นานาพันธุ์ที่เคยเบ่งบานอย่างสดใส บัดนี้บางส่วนเริ่มมีใบเหลืองเหี่ยวเฉา ดอกตูมบางดอกก็ไม่ยอมคลี่กลีบออก ราวกับว่ามันกำลังสูญเสียพลังชีวิตไปทีละน้อย
“ข้าจะไปเมืองหลวง” บุปผาภักดิ์ตัดสินใจ “ข้าจะไปเผชิญหน้ากับเงาอำมหิตนั้น และไขความลับของคำสาปนี้ให้จงได้”
“แต่ท่านบุปผาภักดิ์!” เฒ่าอารักษ์ร้องอุทานด้วยความตกใจ “เมืองหลวงเต็มไปด้วยอันตราย ท่านไม่สามารถไปเพียงลำพังได้”
“ข้าต้องไป” บุปผาภักดิ์ยืนกราน “นที... เขาอยู่ที่นั่น เขาคือความหวังเดียวของข้าที่จะเข้าใจถึงโลกของมนุษย์ และหากเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ข้าก็ต้องหาทางคลี่คลายมัน”
แม้จะเต็มไปด้วยความกังวล แต่เฒ่าอารักษ์ก็รู้ดีว่าการตัดสินใจของบุปผาภักดิ์นั้นเด็ดขาดแล้ว เขาจึงได้แต่พยักหน้าอย่างอ่อนแรง “ขอให้เทพเจ้าคุ้มครองท่าน ท่านบุปผาภักดิ์”
บุปผาภักดิ์ก้าวออกจากป่าบุปผา ดวงตาจับจ้องไปยังทิศทางของเมืองหลวงที่ตั้งตระหง่านอยู่ไกลโพ้น ทว่าก้าวเดินของเขากลับหนักอึ้งลงทุกขณะ เมื่อสัมผัสได้ถึงความไม่ชอบมาพากลที่คืบคลานเข้ามา
ขณะเดียวกัน ในเมืองหลวง ท่ามกลางความหรูหราฉาบฉวยและเล่ห์เหลี่ยมอันซับซ้อน นทีเดินลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอยที่มืดมิดและคับแคบ ใบหน้าของเขามีร่องรอยของความเหนื่อยล้า แต่ดวงตายังคงฉายประกายแห่งความมุ่งมั่น
“เจ้าแน่ใจนะว่าทางนี้?” เสียงขรึมของคาลอส ดังขึ้นจากด้านหลังของนที
“ข้าเคยมาที่นี่ครั้งหนึ่งกับท่านลุง” นทีตอบ “เป็นเส้นทางลัดที่เชื่อมต่อไปยังย่านการค้าได้เร็วที่สุด”
คาลอสถอนหายใจ เขาไม่คุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมเช่นนี้เลย การใช้ชีวิตในวังหลวงทำให้เขาไม่เคยต้องเผชิญกับความยากลำบากเช่นนี้มาก่อน
“เจ้ากำลังตามหาใครอยู่ นที?” คาลอสถาม “เจ้าบอกว่ามีเรื่องสำคัญที่จะต้องแจ้งให้เขาทราบ”
“ใช่” นทีตอบ “เป็นเรื่องเกี่ยวกับ ‘เงาอำมหิต’ ที่ท่านอาจารย์เคยกล่าวถึง”
เมื่อได้ยินคำว่า ‘เงาอำมหิต’ แววตาของคาลอสก็เปลี่ยนไปทันที เขาเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับบุคคลลึกลับผู้นี้ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความวุ่นวายและความไม่สงบในเมืองหลวงมาโดยตลอด
“เจ้าได้ข้อมูลอะไรมา?” คาลอสถามอย่างกระตือรือร้น
“ข้าได้ยินคนคุยกันที่โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง” นทีอธิบาย “พวกเขาพูดถึงการส่งมอบ ‘วัตถุศักดิ์สิทธิ์’ บางอย่างให้กับเงาอำมหิตในคืนนี้ และสถานที่นัดพบก็คือโกดังร้างริมแม่น้ำ”
คาลอสขมวดคิ้ว “วัตถุศักดิ์สิทธิ์? นี่อาจจะเป็นของสำคัญที่พวกมันกำลังตามหา”
“ข้ากลัวว่าจะเป็นเช่นนั้น” นทีกล่าว “หากวัตถุนั้นตกไปอยู่ในมือของเงาอำมหิตเกรงว่ามันจะนำไปใช้ในทางที่ผิด”
“เราต้องไปที่นั่น” คาลอสตัดสินใจ “เราต้องขัดขวางการส่งมอบครั้งนี้”
ทั้งสองคนเร่งฝีเท้าไปยังโกดังร้างริมแม่น้ำ ท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้มราวกับจะบอกลางร้าย
ขณะที่พวกเขากำลังจะถึงที่หมาย เสียงเอะอะโวยวายก็ดังขึ้น นทีและคาลอสชะงักฝีเท้า มองไปยังแหล่งกำเนิดเสียง
กลุ่มนักเลงอันธพาลจำนวนหนึ่งกำลังรุมทำร้ายชายชราที่ดูเหมือนจะเป็นพ่อค้า บุปผาที่เคยประดับกายชายชราคนนั้นกำลังหล่นเกลื่อนพื้น
“ช่วยด้วย!” ชายชราตะโกนขอความช่วยเหลือ
นทีไม่ลังเลที่จะพุ่งเข้าไปช่วยเหลือ เขามีจิตใจที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เสมอ
“ปล่อยเขาเดี๋ยวนี้นะ!” นทีตะโกนเสียงดัง
พวกนักเลงหันมามอง ก่อนจะหัวเราะเยาะ
“ไอ้หนุ่ม! อย่ามายุ่งเรื่องของข้า!” หัวหน้านักเลงกล่าว “ไม่กลัวตายรึไง!”
“ข้าไม่กลัว” นทีตอบอย่างท้าทาย “พวกเจ้าทำร้ายคนแก่เกินไปแล้ว”
“บังอาจ!” หัวหน้านักเลงสั่งให้ลูกน้องเข้าล้อมนที
คาลอสรีบเข้าประชิดตัวนที เตรียมพร้อมที่จะปกป้อง
“ข้าจะช่วยเจ้าเอง นที” คาลอสกล่าว
แต่แล้ว ทันใดนั้น แสงสีทองอ่อนละมุนก็สว่างวาบขึ้นรอบกายบุปผาภักดิ์ ซึ่งเพิ่งปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหัน ณ ที่แห่งนั้น
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ พวกมารร้าย!” บุปผาภักดิ์กล่าวเสียงกึกก้อง
พวกนักเลงหน้าซีดเผือดเมื่อเห็นภาพของเทพบุตรที่เปล่งประกายราวกับดวงอาทิตย์ พวกเขาไม่เคยเห็นสิ่งมีชีวิตที่งดงามและทรงพลังเช่นนี้มาก่อน
“เทพเจ้า!” หัวหน้านักเลงอุทานด้วยความหวาดกลัว
บุปผาภักดิ์ก้าวเดินเข้าไปหาพวกนักเลงอย่างช้าๆ พลังอันศักดิ์สิทธิ์แผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ ทำให้พวกนักเลงรู้สึกราวกับถูกบีบคั้น
“พวกเจ้าได้ทำสิ่งผิดมหันต์” บุปผาภักดิ์กล่าว “จิตใจของพวกเจ้าถูกครอบงำด้วยความโลภและความชั่วร้าย”
เขาโบกมือเพียงครั้งเดียว พลังงานสีทองก็พุ่งเข้าใส่พวกนักเลง ทำให้พวกมันกระเด็นกระดอนออกไปอย่างไม่เป็นท่า พวกมันกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด ก่อนจะวิ่งหนีหายไปในความมืด
เมื่อภัยอันตรายผ่านพ้นไป นทีและคาลอสก็มองบุปผาภักดิ์ด้วยความตะลึงงัน
“ท่านบุปผาภักดิ์!” นทีอุทานด้วยความดีใจและประหลาดใจ “ท่านมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?”
บุปผาภักดิ์หันมายิ้มให้กับนที รอยยิ้มที่แสนคุ้นเคย ทว่าแววตาของเขาก็ยังคงฉายแววแห่งความกังวล
“ข้ามาเพื่อหยุดยั้งพวกที่กำลังทำลายผืนป่าของเรา” บุปผาภักดิ์ตอบ “และข้าได้ยินมาว่าพวกเจ้ากำลังจะไปที่โกดังร้างแห่งนี้”
“ใช่ครับท่าน” นทีรีบกล่าว “เรากำลังจะไปขัดขวางการส่งมอบ ‘วัตถุศักดิ์สิทธิ์’ ให้กับเงาอำมหิต”
บุปผาภักดิ์พยักหน้ารับ “ข้าทราบดี”
เขากวาดตามองไปรอบๆ โกดังร้างที่อยู่ไม่ไกลนัก ก่อนจะหันกลับมาหานที
“บางที... เราอาจจะไม่ได้ต้องการไปที่นั่นแล้ว” บุปผาภักดิ์กล่าว “เพราะดูเหมือนว่า ‘เงาอำมหิต’ ที่แท้จริง... อาจจะอยู่ที่นี่กับเราแล้วก็ได้”
คำพูดของบุปผาภักดิ์ทำให้ทั้งนทีและคาลอสเกิดความสงสัยและหวาดระแวง พวกเขามองหน้ากันอย่างไม่เข้าใจ ว่าเทพบุตรหมายถึงสิ่งใดกันแน่
และแล้ว... เสียงฝีเท้าที่ดังมาจากด้านหลังของพวกเขาก็ทำให้บรรยากาศตึงเครียดขึ้นไปอีก
"ไม่คิดเลยว่าจะได้เจอท่านถึงที่นี่..." เสียงเย็นเยียบดังขึ้นมาจากความมืด "เทพบุปผาภักดิ์..."

มหาเทพบุปผาภักดิ์
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก