ความมืดที่คืบคลานเข้ามาปกคลุมผืนป่าดงดิบแห่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยนั้น ไม่ใช่ความมืดธรรมดา ดร. กวินท์ วัฒนากร หอบหายใจถี่กระชั้น มือทั้งสองข้างยังคงกำมีดสั้นคู่ใจแน่น แต่สัมผัสเย็นเยียบของโลหะนั้นไม่สามารถกลบความหวาดหวั่นที่เกาะกินอยู่ในใจได้
ภาพที่ปรากฏต่อหน้าเขาและทีมงาน คือความสับสนอลหม่านของต้นไม้นานาชนิดที่ดูเหมือนจะหมุนวนไปมา ใบไม้ที่เคยมีสีเขียวสดใส บัดนี้กลับกลายเป็นสีม่วงเข้ม สีดำสนิท บ้างก็เรืองแสงจางๆ ราวกับกำลังหลอกล่อให้หลงทาง ยิ่งมอง ยิ่งรู้สึกว่าป่ารอบตัวกำลังเคลื่อนไหว เปลี่ยนรูปทรงไปเรื่อยๆ
"นี่มันอะไรกัน ดร. กวินท์?" เสียงแหบพร่าของสมชาย ดังขึ้นมาท่ามกลางความเงียบอันน่าขนลุก เขากับพงษ์ต่างยืนนิ่งงัน ดวงตาเบิกกว้าง มองไปรอบกายด้วยความตื่นตะลึง
ดร. กวินท์พยายามตั้งสติ เขาเคยอ่านตำนานเกี่ยวกับป่าอาถรรพ์ที่สามารถลวงตาผู้ที่หลงเข้าไป แต่ไม่เคยคาดคิดว่ามันจะเป็นเช่นนี้ "นี่คือป่าลวงตา...มันกำลังเล่นกับประสาทสัมผัสของเรา" เขาตอบ เสียงของเขาฟังดูหนักแน่น แต่แฝงไปด้วยความกังวล
"แล้วเราจะออกไปได้ยังไงครับ?" พงษ์ถาม เสียงสั่นเครือ
"เราต้องหาแก่นของมันให้เจอ" ดร. กวินท์กล่าว เขากระชับมีดในมืออีกครั้ง "ป่าลวงตามันจะสร้างภาพลวงตาที่ซับซ้อน แต่มันต้องมีจุดอ่อน"
เขากวาดสายตาไปรอบๆ พยายามจับจ้องสิ่งที่ดูผิดแผกไปจากภาพลวงตาเหล่านั้น จู่ๆ สายตาของเขาก็ไปสะดุดกับลำแสงสีทองจางๆ ที่ลอดผ่านกิ่งก้านของต้นไม้ที่บิดเบี้ยว แสงนั้นดูแตกต่างจากแสงเรืองรองของใบไม้ที่หลอกตา มันดูมั่นคงและเป็นธรรมชาติมากกว่า
"นั่นไง!" ดร. กวินท์ชี้ไปที่ลำแสงนั้น "เราต้องไปทางนั้น!"
"แต่...มันดูอันตรายนะครับ ดร. กวินท์" สมชายท้วง เขาเห็นเงาดำทะมึนที่ดูเหมือนจะเป็นสัตว์ร้ายกำลังเคลื่อนไหวอยู่ใกล้ๆ ลำแสงนั้น
"อันตรายกว่าการยืนอยู่ที่นี่เฉยๆ คือการปล่อยให้ความกลัวครอบงำ" ดร. กวินท์กล่าว เขาก้าวออกไปก่อน สมชายและพงษ์จำต้องเดินตามไปอย่างจำใจ
การก้าวไปข้างหน้าไม่ใช่เรื่องง่าย ทุกย่างก้าวเหมือนต้องฝ่าฟันม่านหมอกที่มองไม่เห็น ต้นไม้ที่ขวางทางก็ดูเหมือนจะยืดแขนกิ่งก้านออกมาเพื่อขัดขวาง เสียงกระซิบกระซาบแว่วมาตามลม ราวกับกำลังเยาะเย้ยพวกเขา
"รู้สึกเหมือนมีอะไรกำลังจับขาเราอยู่เลยครับ" พงษ์ร้องออกมา เขาหยุดชะงัก มองลงไปที่พื้นดินที่ดูดึ๋งๆ ราวกับเป็นบึงโคลน
ดร. กวินท์หยุด เขาเห็นสิ่งที่พงษ์พูดจริง พื้นดินรอบตัวพวกเขาเริ่มเปลี่ยนสภาพ กลายเป็นโคลนเหนียวหนืดที่ค่อยๆ กลืนกินรองเท้าของพวกเขา "อย่ายืนนิ่ง! ขยับเท้าไปเรื่อยๆ!" เขากล่าว
ทั้งสามคนพยายามขยับเท้าอย่างระมัดระวัง โคลนเหนียวหนืดพยายามดูดดึงพวกเขาลงไป แต่พวกเขาก็ยังคงมุ่งหน้าไปยังทิศทางของลำแสงสีทองนั้น
ยิ่งใกล้ลำแสงเท่าไหร่ ภาพลวงตาของป่าก็ยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ต้นไม้บางต้นดูเหมือนจะกลายเป็นใบหน้าคนกำลังยิ้มเยาะ บางต้นก็กลายเป็นแขนขาที่กำลังตะปบเข้าหาพวกเขา
"ต้องมีอะไรสักอย่างที่ทำให้ป่ามันเป็นแบบนี้" ดร. กวินท์คิด เขามองไปยังลำแสงสีทองอีกครั้ง มันดูเหมือนจะเป็นทางออก แต่ก็ยังมีความรู้สึกบางอย่างที่บอกเขาว่า ไม่ใช่ทุกอย่างจะเป็นไปตามที่ตาเห็น
ทันใดนั้น เสียงคำรามอันดุดันก็ดังสนั่นหวั่นไหวมาจากด้านหลัง!
ทั้งสามคนหันขวับไปมอง ภาพที่เห็นทำให้เลือดในกายแทบจะแข็งตัว! สิ่งมีชีวิตขนาดมหึมา ร่างกายปกคลุมไปด้วยเกล็ดสีดำสนิท ดวงตาแดงก่ำ จ้องมองมาที่พวกเขาด้วยความกระหายเลือด มันมีรูปร่างคล้ายกับสัตว์เลื้อยคลานโบราณ แต่มีปีกขนาดใหญ่ที่กางออก กลิ่นคาวฉุนกึ้กกระจายไปทั่ว
"นั่นมัน...มังกร!" สมชายอุทานด้วยความตกตะลึง
"ไม่ใช่...มันคือ...วิหคอัสนี!" ดร. กวินท์ตะโกน เขาเคยอ่านเจอในตำราโบราณเกี่ยวกับสัตว์ในตำนานที่เชื่อกันว่าสามารถควบคุมสายฟ้าได้ "มันถูกปลุกขึ้นมาเพราะเราเข้ามาในเขตแดนของมัน!"
วิหคอัสนีคำรามอีกครั้ง มันกางปีกออกอย่างรวดเร็วและพุ่งทะยานเข้ามาหาพวกเขาด้วยความเร็วสูง!
"หนีเร็ว!" ดร. กวินท์ตะโกน เขาผลักสมชายและพงษ์ให้รีบวิ่งไปทางลำแสงสีทอง
ขณะที่ทั้งสามคนวิ่งหนีอย่างสุดชีวิต วิหคอัสนีกระพือปีกสร้างกระแสลมอันมหาศาล เศษใบไม้และกิ่งไม้ปลิวว่อน ดร. กวินท์เหลียวหลังไปมอง เขาสังเกตเห็นว่าลำแสงสีทองนั้นส่องมาจากช่องว่างระหว่างก้อนหินขนาดมหึมาสองก้อน ซึ่งดูเหมือนจะเป็นทางเข้าสู่ที่ใดที่หนึ่ง
"ไปตรงนั้น!" เขากระตุ้นเพื่อนร่วมทีม
วิหคอัสนีปล่อยเสียงคำรามแหลมสูงออกมาอีกครั้ง สายฟ้าสีม่วงเข้มกำลังก่อตัวขึ้นที่ปลายจะงอยปากของมัน!
"มันกำลังจะปล่อยพลัง!" พงษ์ร้อง
ดร. กวินท์รู้ดีว่าพวกเขาไม่มีเวลาแล้ว เขาตัดสินใจทำในสิ่งที่ต้องทำ "สมชาย! พงษ์! วิ่งไปก่อน! ผมจะถ่วงเวลา!"
"ไม่นะครับ ดร. กวินท์!" สมชายตะโกนกลับ
"ไปเถอะ! นี่คือคำสั่ง!" ดร. กวินท์พูดเสียงเด็ดขาด เขาหันกลับไปเผชิญหน้ากับวิหคอัสนีที่กำลังพุ่งเข้ามา
วิหคอัสนีอ้าปากและปล่อยสายฟ้าที่พร้อมจะเผาผลาญทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า ดร. กวินท์ยกมีดสั้นในมือขึ้น หวังเพียงแค่จะเบี่ยงเบนทิศทางของมันไปให้ได้แม้เพียงเล็กน้อย
แต่ก่อนที่สายฟ้าจะถึงตัวเขา จู่ๆ ลำแสงสีทองที่เขาเห็นก่อนหน้านี้ก็พลันสว่างวาบขึ้นมา! ลำแสงนั้นพุ่งเข้าปะทะกับสายฟ้าของวิหคอัสนีอย่างจัง เกิดเป็นแรงปะทะมหาศาลที่ส่งผลให้พื้นดินสั่นสะเทือน!
ภาพลวงตาของป่าบิดเบี้ยวรุนแรงขึ้นอีกครั้ง ต้นไม้โยกคลอนราวกับจะล้มลง ท่ามกลางความวุ่นวายนั้น ดร. กวินท์เห็นเงาของวิหคอัสนีที่กำลังเสียการทรงตัว มันคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยว
"นี่แหละ! โอกาสของเรา!" ดร. กวินท์ตะโกน เขารีบวิ่งไปรวมกับสมชายและพงษ์ที่ยืนรอเขาอยู่ตรงทางเข้าที่เต็มไปด้วยแสงสีทอง
ทั้งสามคนรีบแทรกตัวผ่านช่องหินเข้าไป ทันทีที่ก้าวพ้นเข้าไป ประตูหินโบราณก็ปิดลงอย่างสนั่นหวั่นไหว! เสียงคำรามของวิหคอัสนีที่พยายามจะตามเข้ามาค่อยๆ จางหายไป
ภายใน พวกเขาพบว่าตัวเองอยู่ในห้องโถงเล็กๆ ที่ปูด้วยหินโบราณ ผนังเต็มไปด้วยภาพสลักรูปดวงอาทิตย์และสัญลักษณ์ที่พวกเขาไม่คุ้นเคย แสงสว่างเพียงเล็กน้อยมาจากโพรงหินบนเพดาน
"เรา...เราหนีมาได้แล้ว" พงษ์กล่าวอย่างโล่งอก
"แต่เรามาอยู่ที่ไหนกัน?" สมชายถาม เขาหันไปมองภาพสลักด้วยความสงสัย
ดร. กวินท์เดินเข้าไปใกล้ผนัง เขาลูบไล้ไปตามภาพสลักเหล่านั้น "นี่คือ...ห้องโถงแห่งการเปลี่ยนผ่าน" เขาพึมพำ "ดูเหมือนว่าเราได้ก้าวเข้าสู่มิติที่แท้จริงของป่าลวงตาแล้ว"
เขามองไปยังสัญลักษณ์ที่สลักอยู่ "สัญลักษณ์เหล่านี้...มันกำลังบอกเล่าเรื่องราวบางอย่าง และฉันเชื่อว่ามันนำไปสู่เป้าหมายของเรา"
แต่ทันใดนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังมาจากด้านนอกของประตูหิน!
"อะไรน่ะ? พวกมันตามมาถึงที่นี่แล้วเหรอ?" สมชายถามด้วยความตกใจ
ดร. กวินท์รีบมองไปที่ประตูหิน เขาเห็นเงาที่กำลังขยับอยู่ผ่านรอยแยกบางๆ ของประตู "ไม่ใช่...ไม่ใช่พวกมัน" เขาพูดเสียงเครียด "แต่เป็น...ใครบางคน"
แล้วเสียงทุ้มต่ำที่เต็มไปด้วยความเยือกเย็นก็ดังขึ้นมาจากด้านนอก "ออกไปซะ...พวกแกไม่มีสิทธิ์อยู่ที่นี่"
ดร. กวินท์รู้ทันทีว่านี่ไม่ใช่ศัตรูที่พวกเขาเผชิญมาตลอด แต่เป็นผู้เฝ้ารักษาสถานที่แห่งนี้ และดูเหมือนว่าเขาจะไม่ต้อนรับพวกเขาเลย...
ประตูหินเริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ราวกับมีใครบางคนกำลังพยายามจะเปิดมันออก...

รหัสลับสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก