ลมเย็นยะเยือกที่เกาะกุมร่างของ ดร. กวินท์ วัฒนากร นั้น ไม่ได้จางหายไปตามแสงอรุณที่เริ่มสาดส่องเข้ามาในห้องโถงโบราณ ความรู้สึกราวกับถูกจ้องมองจากสิ่งลึกลับที่ไร้ตัวตนนั้น ยังคงกัดกินความสงบในใจของเขา แม้จะพยายามบอกตัวเองว่าทั้งหมดนั้นเป็นเพียงภาพหลอนที่เกิดจากความเหนื่อยล้าและความหวาดกลัว แต่ทุกครั้งที่เขาเหลือบไปทางกระจกบานใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางห้อง สิ่งนั้นก็เหมือนจะขยับเข้ามาใกล้ขึ้นทุกที
กระจกบานนั้นไม่ใช่กระจกธรรมดา มันมีลักษณะเป็นแผ่นหินขัดมันสีดำทมิฬ ขนาดใหญ่กว่าสามเมตร สูงราวสี่เมตร ขอบของมันถูกแกะสลักเป็นลวดลายประหลาดที่คล้ายดวงตาหลายดวงกำลังเบิกโพลง และดูเหมือนจะกำลังจับจ้องไปยังผู้ที่ยืนอยู่เบื้องหน้ามันเสมอ แสงอาทิตย์ที่สาดส่องเข้ามาผ่านช่องเปิดบนเพดาน ได้สะท้อนกับพื้นผิวด้านหน้าของกระจก ทำให้เกิดประกายระยิบระยับที่ดูเหมือนมีชีวิต
“นี่มันอะไรกันแน่…” กวินท์พึมพำกับตัวเอง เขาก้าวถอยหลังไปอีกเล็กน้อย มือข้างหนึ่งยกขึ้นกุมหน้าผากราวกับจะปัดเป่าความคิดที่ไม่น่าพิสมัยออกไป แต่ยิ่งเขาพยายามปฏิเสธมากเท่าไหร่ ความรู้สึกนั้นก็ยิ่งชัดเจนขึ้นเท่านั้น
เขากระตุกเสื้อผ้านิดหน่อย รู้สึกเหมือนมีบางอย่างกำลังสัมผัสผิวหนังของเขา ถึงแม้จะมองไม่เห็นอะไรก็ตาม ความเย็นที่แผ่ซ่านเข้ามาไม่ได้มาจากอุณหภูมิภายนอก แต่มาจากภายใน มันเหมือนกับว่ามีบางสิ่งกำลังสูบเอาความอบอุ่นในร่างกายของเขาออกไป
“ต้องมีคำอธิบาย…” เขาเดินเข้าไปใกล้กระจกอีกครั้งอย่างระมัดระวัง เขาเคยอ่านเกี่ยวกับกระจกในตำนานโบราณบางแห่ง ที่เชื่อกันว่าสามารถสะท้อนถึงจิตวิญญาณ หรือแม้กระทั่งเปิดประตูสู่มิติอื่น แต่นั่นเป็นเพียงนิทาน ไม่ใช่เรื่องจริง
เขามองเข้าไปในกระจก ภาพที่สะท้อนกลับมานั้นคือใบหน้าของเขาเอง ดวงตาแดงก่ำจากการอดนอน เส้นผมยุ่งเหยิง เสื้อผ้าเปื้อนฝุ่น แต่เบื้องหลังภาพสะท้อนของเขาเองนั้น… เขาก็เห็นมันอีกครั้ง!
เงาดำทมิฬ คล้ายมนุษย์ แต่ไร้รูปทรงที่แน่นอน มันยืนอยู่ด้านหลังเขาในกระจก เคลื่อนไหวช้าๆ ราวกับกำลังสำรวจ หรือจับจ้อง แต่เมื่อกวินท์หันกลับไปมองด้านหลังจริงๆ กลับไม่มีอะไรอยู่เลย
“ไม่จริง!” เขาตะโกนออกมาเสียงดัง เสียงสะท้อนกลับมากระทบผนังหิน ทำให้บรรยากาศยิ่งดูน่าขนลุก
ทันใดนั้นเอง เสียงฝีเท้าที่วิ่งเข้ามาจากทางเดินมืดด้านหลังก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้เสียงฝีเท้านั้นคุ้นเคยอย่างยิ่ง
“ท่านกวินท์!” เสียงของมีนา ดังขึ้นพร้อมกับเงาร่างของเธอที่ปรากฏขึ้นที่ปากทางเดิน เธอหอบเหนื่อยเล็กน้อย ใบหน้าเปื้อนเหงื่อ แต่ดวงตาเต็มไปด้วยความกังวล
“มีนา!” กวินท์รีบหันไปหาเธอ ความรู้สึกหวาดกลัวค่อยๆ จางหายไปชั่วขณะเมื่อเห็นใบหน้าของสหาย
“เกิดอะไรขึ้นหรือคะ ท่านดูไม่สบาย” มีนาเดินเข้ามาใกล้ มองกวินท์ด้วยความเป็นห่วง
“ไม่มีอะไรมาก แค่… รู้สึกไม่ค่อยดีน่ะ” กวินท์โกหก เขาไม่แน่ใจว่ามีนาจะเชื่อเรื่องเงาลึกลับในกระจกหรือไม่
“ท่านคงจะเหนื่อยเกินไป พักผ่อนเสียหน่อยเถอะค่ะ” มีนาพยายามปลอบ “ฉันกับพวกของฉันสำรวจเส้นทางต่อไปแล้ว พบว่ามีทางลับอีกสองสามทาง แต่ดูเหมือนจะถูกปิดผนึกไว้ เรายังไม่สามารถเข้าไปได้”
“แล้วพวก… ‘ผู้พิทักษ์’ ล่ะ?” กวินท์ถามอย่างมีความหวัง
“ยังไม่พบวี่แววเลยค่ะ แต่พวกเขาน่าจะอยู่ใกล้ๆ นี้” มีนาตอบ “เราต้องรีบหากุญแจดอกสุดท้ายให้เจอ ก่อนที่พวกเขาจะมาถึง”
กวินท์พยักหน้า เขารู้ดีว่าเวลาเป็นสิ่งสำคัญ แต่เมื่อสายตาของเขากลับไปมองที่กระจกบานนั้นอีกครั้ง เขาก็พบว่าเงาในกระจกนั้น… ยังคงอยู่ที่เดิม มันไม่ได้หายไปไหน
“มีนา… เคยได้ยินอะไรเกี่ยวกับกระจกบานนี้บ้างไหม?” กวินท์ถาม พลางผายมือไปทางกระจก
มีนาเดินตามสายตาของกวินท์ไปมองกระจก เธอมองมันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้า “ไม่เคยค่ะ นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันเห็นมัน มันดู… น่าเกรงขามจริงๆ”
“มันไม่ใช่กระจกธรรมดา” กวินท์กล่าวเสียงต่ำ “ฉันรู้สึกเหมือน… มีบางอย่างอยู่ในนั้น”
มีนาขมวดคิ้ว “มีอะไรหรือคะ?”
“เงา…” กวินท์พูด “เงาที่… ไม่ใช่เงาของใครเลย”
มีนาเงียบไป เธอจ้องมองกระจกอย่างพิจารณา แต่ก็ไม่เห็นสิ่งผิดปกติใดๆ นอกจากภาพสะท้อนของห้องโถงโบราณที่กว้างใหญ่ และภาพของเธอกับกวินท์
“บางทีท่านอาจจะตาฝาดไปนะคะ” มีนาพยายามพูด “หรืออาจจะเป็นเพราะแสงสะท้อน?”
“ไม่ใช่…” กวินท์ยืนยัน “ฉันแน่ใจ”
ทันใดนั้นเอง เสียงก้องกังวานที่มาจากเบื้องลึกของวิหาร ก็ดังขึ้น มันเป็นเสียงคล้ายระฆังโบราณที่ถูกตี แต่ทว่ามันมีเสียงที่น่าสะพรึงกลัวกว่านั้น ราวกับเสียงร้องของสิ่งมีชีวิตในตำนาน
“อ๊ากกกกก!” เสียงกรีดร้องอันน่าสยดสยอง ดังมาจากทางเดินด้านนอก ทำให้ทั้งกวินท์และมีนาตกใจ
“เสียงนั่น…!” มีนาอุทาน “พวกผู้พิทักษ์!”
“ต้องไปดู!” กวินท์พูด เขารีบวิ่งนำออกไป มีนาตามติดอย่างรวดเร็ว
พวกเขาวิ่งกลับไปตามทางเดินที่เพิ่งเดินผ่านมา เสียงกรีดร้องนั้นดังเป็นระยะๆ และดูเหมือนจะมาจากทิศทางเดียวกับที่พวกของมีนาออกไปสำรวจ
เมื่อมาถึงบริเวณปากทางเดินที่เชื่อมต่อไปยังส่วนอื่นๆ ของวิหาร พวกเขาก็พบกับภาพอันน่าตกใจ
ร่างของนักสำรวจสองคนของมีนา นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น มีรอยแผลฉกรรจ์ตามร่างกาย และเลือดสีแดงเข้มไหลนองอาบพื้นหิน
“ไม่นะ!” มีนาทรุดตัวลงข้างๆ ร่างของเพื่อนร่วมทีม ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ “พวกเรา… พวกเรายังคุยกับพวกเขาอยู่เลย!”
กวินท์รีบตรวจสอบชีพจรของทั้งสองคน แต่ก็พบว่าสายเกินไปแล้ว พวกเขาเสียชีวิตแล้วอย่างแน่นอน
“เกิดอะไรขึ้น?” กวินท์ถามเสียงเครียด
“ไม่รู้…!” มีนาตอบเสียงสั่นเครือ “พวกเขาบอกว่ากำลังจะสำรวจทางลับทางนั้น… แล้วจู่ๆ ก็มีเสียงกึกก้อง แล้วก็… แล้วก็เสียงกรีดร้อง…”
กวินท์เหลือบไปมองทางเดินที่นักสำรวจทั้งสองคนเสียชีวิต พวกเขาเห็นบางอย่างที่พื้น… เป็นรอยขีดข่วนลึกบนหิน คล้ายถูกเล็บของสัตว์ร้ายขนาดใหญ่ข่วน
“อะไรกันที่ทำแบบนี้?” กวินท์พึมพำ
ทันใดนั้นเอง เงาหนึ่งก็ปรากฏขึ้นที่ปลายทางเดิน มันคือเงาร่างของนักรบที่ดูเหมือนจะมาจากอดีต สวมเกราะโบราณ และถืออาวุธที่ส่องประกายอย่างอันตราย
“พวกเจ้า… บุกรุกเข้ามาในดินแดนศักดิ์สิทธิ์!” เสียงของนักรบดังขึ้น มันเต็มไปด้วยความโกรธแค้น
“พวกมันมาแล้ว!” มีนาตะโกน “พวกผู้พิทักษ์!”
นักรบอีกหลายคนปรากฏตัวขึ้น จากเงามืดรอบๆ พวกเขาถืออาวุธที่หลากหลาย แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ ดวงตาของพวกเขา ที่เปล่งประกายสีแดงเรืองรอง ราวกับไม่ใช่ดวงตาของมนุษย์
“ข้าบอกแล้วไง… ยิ่งเข้าไปใกล้ใจกลางวิหารเท่าไหร่ อันตรายก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น” กวินท์กล่าว เขารู้สึกได้ว่าความรู้สึกไม่สบายใจที่เกิดขึ้นในตอนแรกนั้น เป็นเพียงสัญญาณเตือนเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น
“ถอย!” กวินท์ตะโกนบอกมีนา “พวกมันไม่ใช่คน!”
นักรบคนแรกพุ่งเข้ามาหากวินท์อย่างรวดเร็ว ดาบของเขาฟันลงมาอย่างรุนแรง กวินท์ต้องรีบหลบอย่างฉิวเฉียด
“วู้ว!” เสียงลมดาบเฉียดผ่านใบหน้าของเขาไป
“ข้าจะจัดการเอง!” มีนาประกาศ เธอกระชากปืนพกที่พกติดตัวออกมา
“เดี๋ยวก่อนมีนา! พวกมันไม่ใช่แค่คนธรรมดา!” กวินท์พยายามห้าม
แต่มีนาไม่ฟัง เธอเปิดฉากยิงเข้าใส่นักรบคนแรกทันที แต่กระสุนกลับทะลุผ่านร่างของนักรบไป โดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายใดๆ
“อะไรนะ?!” มีนาอุทานด้วยความตกใจ
“ข้าบอกแล้วไง!” กวินท์ตะโกนขณะที่เขากระโดดถอยหลังเพื่อหลบการโจมตีของนักรบคนที่สอง “พวกเขาอาจจะเป็น… สิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมา เพื่อปกป้องวิหาร!”
“แล้วเราจะทำยังไง!” มีนาถามอย่างสิ้นหวัง
“เราต้องหนี! และหาทางไปยัง… กระจกสุริยัน!” กวินท์ตัดสินใจ เขาเหลือบไปมองที่กระจกบานใหญ่อีกครั้ง และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เขาก็เห็นเงาในกระจกนั้น… มันกำลังเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว และดูเหมือนจะกำลัง… ยิ้ม!
“ถ้าเราต้องการรอด… เราต้องเผชิญหน้ากับความจริงที่อยู่ในกระจกนั่น!” กวินท์พูด เขาหันกลับไปมองมีนา ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
“แต่… จะไปยังไง? พวกมันขวางอยู่!” มีนาชี้ไปที่กลุ่มนักรบที่กำลังล้อมกรอบพวกเขา
“เราต้องฝ่าไป!” กวินท์พูด ขณะที่เขามองหาทางออก
ในขณะที่นักรบกำลังรุกคืบเข้ามา กวินท์ก็สังเกตเห็นบางอย่าง… ที่พื้นบริเวณใกล้กับร่างของนักสำรวจผู้เสียชีวิต มีรอยแตกขนาดเล็กบนหิน และมีแสงสีทองอ่อนๆ ส่องลอดออกมา
“นั่นไง!” กวินท์ตะโกน “ทางเข้า!”
เขาใช้เท้ากระทุ้งไปที่รอยแตกนั้นอย่างแรง หินก็แตกออก เผยให้เห็นอุโมงค์เล็กๆ ที่มืดมิด
“รีบเข้าไป!” กวินท์สั่ง
มีนาไม่รอช้า เธอรีบกระโดดลงไปในอุโมงค์นั้น กวินท์ตามเข้าไปติดๆ ก่อนที่นักรบจะเข้ามาถึงตัว
เสียงตะโกนก้องกังวานของนักรบที่ดังตามมาในความมืด ทำให้ทั้งคู่รู้ดีว่า การผจญภัยครั้งนี้… เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นจริงๆ
ขณะที่ทั้งสองคนคลำทางไปในอุโมงค์ที่มืดมิดและแคบ กวินท์ก็สัมผัสได้ถึงความเย็นที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนน่าขนลุก ราวกับว่าเขาได้ก้าวเข้าสู่ดินแดนที่ถูกแช่แข็ง
“ท่านรู้สึกไหมคะ?” มีนาถาม เสียงของเธอสั่นเล็กน้อย
“รู้สึก…” กวินท์ตอบ “เหมือนเรากำลังเข้าใกล้… สิ่งที่เรากำลังตามหา”
แต่สิ่งที่กวินท์รู้สึกมากกว่าความหนาวเย็น คือความรู้สึกที่คุ้นเคย… ความรู้สึกที่เหมือนถูกจ้องมอง… เหมือนมีบางสิ่ง กำลังเฝ้าดูพวกเขาอยู่… จากภายในความมืด… หรือจากภายในกระจกแห่งสุริยัน… ที่รอคอยพวกเขาอยู่เบื้องหน้า.

รหัสลับสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก