ลมเย็นยะเยือกที่เกาะกุมร่างของ ดร. กวินท์ วัฒนากร นั้น ไม่ได้จางหายไปตามแสงอรุณที่เริ่มสาดส่องเข้ามาในห้องโถงโบราณ ความรู้สึกราวกับถูกจ้องมองจากสิ่งลึกลับที่ไร้ตัวตนนั้น ยังคงกัดกินความสงบในใจของเขา แสงสีทองอ่อนๆ ที่สาดผ่านช่องเพดานที่ถูกเจาะเป็นรูเล็กๆ นับร้อยรู เริ่มทอประกายบนพื้นหินโบราณ ส่องให้เห็นฝุ่นละอองที่ฟุ้งกระจายในอากาศ ราวกับเป็นผู้เฝ้าสังเกตการณ์อันเงียบงันของการมาเยือนที่ไม่ได้รับเชิญ
"ยังรู้สึกอยู่ใช่ไหม ดร. กวินท์" เสียงแหบพร่าของปู่สมบัติ ดังขึ้นเบาๆ ปู่สมบัติ ซึ่งยืนพิงเสาหินเก่าแก่ที่แกะสลักเป็นลวดลายประหลาด ยื่นมือมาแตะแขนของกวินท์เบาๆ "ความรู้สึกนี้... มันไม่ใช่เรื่องของจินตนาการ"
กวินท์สะดุ้งเล็กน้อย หันไปมองปู่สมบัติ ดวงตาของนักโบราณคดีหนุ่มยังคงฉายแววสับสนและหวาดระแวง "ผมไม่แน่ใจว่ามันคืออะไรครับปู่... แต่ยิ่งเราเข้ามาลึกเท่าไหร่ ผมยิ่งรู้สึกเหมือนมีบางอย่างกำลังจับตาดูเราอยู่ตลอดเวลา"
"มันคือวิหารสุริยันที่แท้จริง" ปู่สมบัติพยักหน้าช้าๆ "ที่นี่ไม่ใช่แค่สิ่งก่อสร้างโบราณ แต่เป็นสถานที่ที่ถูกผนึกด้วยพลังงานบางอย่าง พลังงานที่เก่าแก่กว่าประวัติศาสตร์ที่มนุษย์รู้จักเสียอีก"
ขณะที่ทั้งสองกำลังสนทนา เสียงฝีเท้าอันเร่งรีบก็ดังแว่วมาแต่ไกล ทำให้ทั้งคู่ชะงัก กวินท์รีบชักปืนพกคู่ใจขึ้นมาถือไว้ในมือ ปู่สมบัติเองก็หยิบมีดสั้นโบราณออกมาจากย่ามอย่างชำนาญ
"คงไม่พ้นพวกมัน" ปู่สมบัติเอ่ยเสียงเครียด "หลังจากตามเรามาจนถึงที่นี่ พวกมันคงไม่ยอมปล่อยเราไปง่ายๆ แน่"
เงาร่างหลายเงาปรากฏขึ้นจากทางเดินมืด ก่อนจะค่อยๆ เผยให้เห็นว่าเป็นกลุ่มนักรบติดอาวุธครบมือ นำโดย มาสเตอร์ชาน ชายร่างใหญ่ท่าทางดุดัน ใบหน้าเขาเต็มไปด้วยรอยแผลเป็น ดวงตาคมกริบสอดส่องมาที่กวินท์และปู่สมบัติอย่างอาฆาตแค้น
"ในที่สุดก็เจอตัวจนได้ ดร. กวินท์" มาสเตอร์ชานเอ่ยเสียงเยียบเย็น "แกคิดว่าจะหนีไปไหนได้อีก"
"ผมไม่ได้หนี ผมแค่กำลังทำในสิ่งที่ถูกต้อง" กวินท์ตอบอย่างไม่หวั่นไหว แม้หัวใจจะเต้นระรัว
"สิ่งที่ถูกต้อง?" มาสเตอร์ชานหัวเราะเสียงดัง "ความรู้ที่แกจะได้ไปจากที่นี่ จะตกเป็นของพวกเรา มิใช่ของคนนอกอย่างแก"
"พวกแกจะเอาสมบัติของชาติไปทำลาย" ปู่สมบัติโต้แย้งอย่างแข็งขัน "วิหารแห่งนี้ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง"
"มันคืออำนาจ คือความก้าวหน้า คือสิ่งที่จะเปลี่ยนโลก!" มาสเตอร์ชานตะโกน ใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ "แล้วแกสองคน... จะไม่มีวันได้เห็นมัน"
สิ้นเสียง เขาก็ผงกศีรษะเป็นสัญญาณ เหล่านักรบก็พุ่งเข้าใส่กวินท์และปู่สมบัติอย่างรวดเร็ว
กวินท์ยิงปืนสกัดการโจมตีของนักรบคนแรกที่พุ่งเข้ามา กระสุนเจาะเข้าที่ไหล่ของมัน ทำให้นักรบคนนั้นล้มลงไปกองกับพื้น แต่ก็ยังมีนักรบอีกหลายคนที่พุ่งเข้ามาไม่หยุด
ปู่สมบัติใช้มีดสั้นโบราณของเขาปัดป้องคมดาบที่พุ่งเข้ามาอย่างคล่องแคล่ว การเคลื่อนไหวของเขาดูไม่เหมือนคนชราเลยแม้แต่น้อย ราวกับว่าเขายังคงมีพละกำลังของนักรบในอดีต
การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือดในห้องโถงอันกว้างใหญ่ เสียงปืน เสียงดาบปะทะกัน เสียงตะโกนกึกก้องสะท้อนก้องไปทั่ว กวินท์ใช้ความรู้เรื่องกลไกและความแข็งแกร่งของสิ่งก่อสร้างรอบตัว หลบหลีกและตอบโต้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เขาใช้เสาหินเป็นที่กำบัง ยิงสวนกลับไปอย่างแม่นยำ
ขณะที่กวินท์กำลังต่อสู้กับนักรบสองคนที่ล้อมกรอบเขาอยู่ สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นบางอย่างที่ผนังด้านหนึ่ง มันเป็นสัญลักษณ์โบราณที่คล้ายกับดวงอาทิตย์ ที่ส่องแสงออกมาเป็นลำแสงหลายลำ ราวกับเป็นแผนที่ หรือรหัสบางอย่าง
"ปู่! สัญลักษณ์นั่น!" กวินท์ร้องบอกพลางพยายามเบี่ยงเบนความสนใจของนักรบ
ปู่สมบัติที่กำลังต่อสู้กับนักรบอีกสามคน มองตามสายตาของกวินท์ไป สีหน้าของเขาก็ฉายแววตกใจระคนตื่นเต้น "นั่นมัน... รหัสแห่งสุริยัน! มันบ่งบอกถึงเส้นทางที่แท้จริง!"
มาสเตอร์ชานเห็นท่าทีของทั้งสองก็ยิ่งโกรธ "อย่าไปสนใจมัน! จัดการมันให้เด็ดขาด!"
กวินท์รู้ว่านี่เป็นโอกาสเดียว เขาอาศัยจังหวะที่นักรบคนหนึ่งกำลังจะฟันลงมา พุ่งตัวหลบไปด้านข้าง แล้วใช้มือข้างหนึ่งปัดป้องคมดาบ ส่วนมืออีกข้างก็หยิบสมุดบันทึกขนาดพกพาออกมาอย่างรวดเร็ว เขาใช้เวลาที่เหลือเพียงเสี้ยววินาทีในการจดจำสัญลักษณ์และลำแสงที่ปรากฏบนผนัง
"ปู่! ผมจับทางได้แล้ว!" กวินท์ตะโกนพลางถอยหลังไปหาปู่สมบัติ "เราต้องไปทางนั้น!"
เขาชี้ไปที่ผนังด้านที่มีสัญลักษณ์นั้น โดยไม่รอช้า เขาก็วิ่งนำไป ปู่สมบัติเห็นดังนั้นก็รีบปลีกตัวจากการต่อสู้ แล้ววิ่งตามกวินท์ไปติดๆ
"หยุดพวกมัน!" มาสเตอร์ชานคำราม แต่เหล่านักรบที่เหลือก็ยังคงพยายามสกัดกั้นพวกเขาอยู่
กวินท์และปู่สมบัติวิ่งผ่านทางเดินที่มืดมิด อาศัยความรู้จากสัญลักษณ์ที่จดจำมา เขาหลบหลีกกับดักที่ซ่อนอยู่ได้อย่างหวุดหวิด บางครั้งก็ต้องใช้แรงกายแรงใจในการฝ่าฟันอุปสรรคที่ดูเหมือนจะปรากฏขึ้นมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
"พวกมันกำลังตามมา!" ปู่สมบัติหอบหายใจ "เราต้องไปให้เร็วกว่านี้"
"อีกนิดเดียวครับ!" กวินท์ตอบอย่างมุ่งมั่น "ผมรู้สึกได้ว่าเราใกล้ถึงจุดหมายแล้ว"
ในที่สุด ทั้งสองก็มาถึงทางเข้าสู่โถงที่ใหญ่กว่าเดิม แสงสว่างที่สาดเข้ามาดูเข้มข้นกว่าเดิมราวกับกำลังนำทางพวกเขา ที่กลางโถงนั้น มีแท่นบูชาหินขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ บนแท่นบูชานั้น มีวัตถุทรงกลมที่เปล่งประกายสีทองเรืองรองอยู่ มันคือ "ดวงใจสุริยัน" วัตถุในตำนานที่กวินท์ตามหามาตลอด
แต่เมื่อทั้งสองกำลังจะเข้าไปใกล้ ก็มีร่างเงาของใครบางคนปรากฏขึ้นจากเงามืดด้านหลังแท่นบูชา เงาที่ดูเหมือนจะสูงใหญ่กว่ามนุษย์ทั่วไป
"ในที่สุด... ก็มาถึงจนได้" เสียงทุ้มต่ำดังขึ้น ราวกับมาจากก้นบึ้งของประวัติศาสตร์
กวินท์และปู่สมบัติชะงักงัน ร่างเงาค่อยๆ ปรากฏชัดขึ้น มันคือ... มาสเตอร์ชาน! แต่ร่างของเขาดูแตกต่างออกไป ผิวหนังของเขาเรืองแสงสีทองอ่อนๆ ดวงตาของเขาเปล่งประกายราวกับมีเปลวไฟอยู่ภายใน
"เป็นไปได้อย่างไร..." กวินท์อุทานด้วยความตกตะลึง
"พลังของวิหารสุริยัน... ไม่ใช่สิ่งที่แกจะเข้าใจได้ง่ายๆ" มาสเตอร์ชานกล่าวพลางยกมือขึ้น ดวงตาของเขาจ้องมองมาที่กวินท์อย่างเยือกเย็น "แกคิดว่าแกจะแย่งชิงมันไปจากข้าอย่างนั้นหรือ?"
"คุณ... คุณกำลังทำอะไร?" กวินท์ถามเสียงสั่น
"ข้ากำลังจะปลดปล่อยพลังที่แท้จริงของวิหารแห่งนี้!" มาสเตอร์ชานคำราม "แล้วโลกนี้... จะอยู่ภายใต้การปกครองของข้า!"
ทันใดนั้น ร่างของมาสเตอร์ชานก็พุ่งเข้ามาหาพวกเขาอย่างรวดเร็ว ดุจสายฟ้าที่ฟาดลงมาอย่างไม่ทันตั้งตัว ท่ามกลางแสงสว่างอันเจิดจ้าของวิหารสุริยัน การต่อสู้ครั้งสุดท้ายกำลังจะเริ่มต้นขึ้น... และชะตากรรมของโลกใบนี้ ขึ้นอยู่กับ ดร. กวินท์ วัฒนากร เพียงผู้เดียว.

รหัสลับสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก