ลมเย็นยะเยือกที่เกาะกุมร่างของ ดร. กวินท์ วัฒนากร นั้น ไม่ได้จางหายไปตามแสงอรุณที่เริ่มสาดส่องเข้ามาในห้องโถงโบราณ ความรู้สึกราวกับถูกจ้องมองจากสิ่งลึกลับที่ไร้ตัวตนนั้น ยังคงกัดกินความสงบในใจของเขา แม้จะผ่านพ้นคืนอันยาวนานของการเผชิญหน้ากับปริศนาของหีบสุริยันโบราณ จิตใจของเขายังคงวนเวียนอยู่กับภาพนิมิตที่ปรากฏขึ้นเมื่อสัมผัสกับตราสัญลักษณ์บนหีบนั้น ภาพเหล่านั้นพร่าเลือนเกินกว่าจะจับต้องได้ เป็นเพียงเศษเสี้ยวของเหตุการณ์ในอดีตที่เต็มไปด้วยความเร้นลับ และความรู้สึกที่ว่ามีบางสิ่งบางอย่างกำลังจับจ้องเขาอยู่จากเบื้องหลังม่านหมอกแห่งกาลเวลา
“คุณหมอ… เป็นอะไรไปหรือเปล่าครับ?” เสียงเรียกที่ดังขึ้นอย่างนุ่มนวล ทำให้ ดร. กวินท์ สะดุ้งเฮือก เขาสะบัดศีรษะไล่ภาพหลอน ก่อนจะหันไปมองผู้มาเยือน ใบหน้าของ มาริสา ปรากฏขึ้นที่ช่องประตูทางเข้าห้องโถง ดวงตาของเธอฉายแววความเป็นห่วงระคนสงสัย
“เปล่า… ไม่มีอะไร แค่คิดอะไรเพลินไปหน่อย” ดร. กวินท์ ตอบพลางพยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติ เขากวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องโถงอีกครั้ง แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องผ่านช่องลมบนเพดาน กระทบกับฝุ่นละอองที่ล่องลอยในอากาศ เกิดเป็นลำแสงสีทองอร่าม สาดส่องลงมาบนพื้นหินโบราณที่เต็มไปด้วยรอยสลักลวดลายแปลกตา หีบสุริยันโบราณยังคงตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าเขา ราวกับเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง
“คุณหมอ… เมื่อคืนนี้… คุณเห็นอะไรในนั้นหรือเปล่าครับ” มาริสา ถามอย่างลังเล เธอสังเกตเห็นความผิดปกติของดร. กวินท์ ตั้งแต่ช่วงค่ำคืนที่เขาหมกมุ่นอยู่กับการไขความลับของหีบนั้น
ดร. กวินท์ ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเล่าสิ่งที่เขาประสบให้มาริสาฟัง “เมื่อคืนนี้… ตอนที่ฉันสัมผัสกับตราสัญลักษณ์… ฉันเห็นภาพ… ภาพของคนโบราณ… พวกเขากำลังทำพิธีกรรมบางอย่าง… ท่ามกลางแสงสุริยันที่เจิดจ้า… มีเสียงกระซิบ… เสียงเรียก… ฉันรู้สึกได้ถึงพลังงานบางอย่าง… ที่ทรงอำนาจ… และ… ฉันรู้สึกเหมือนถูกจ้องมอง… จากใครบางคน… จากที่ไหนสักแห่ง…”
มาริสาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ดวงตาของเธอเบิกกว้างขึ้น “พิธีกรรม… แสงสุริยัน… เสียงกระซิบ… นี่มัน… เหมือนกับคำทำนายในตำนานที่เล่ากันมาเลยนะคะ… ที่ว่าด้วยผู้ถูกเลือก… ผู้ที่สามารถสื่อสารกับดวงสุริยันได้…”
“ฉันก็ไม่แน่ใจ… มันเป็นเพียงภาพที่พร่าเลือน… แต่ฉันรู้สึกได้ถึงความสำคัญ… ความลับที่ถูกซ่อนเร้นอยู่ภายในหีบนี้… มันอาจจะเป็นกุญแจสำคัญ… ในการไขความลับของอารยธรรมสุริยันที่สาบสูญไป…” ดร. กวินท์ พูดด้วยน้ำเสียงที่ยังคงมีความกังวลปะปนอยู่ “แต่สิ่งที่ฉันกังวลมากกว่านั้น… คือความรู้สึกที่ถูกจ้องมอง… มันไม่ใช่แค่ในนิมิต… ฉันรู้สึกได้… ว่ามีใครบางคน… หรือบางสิ่งบางอย่าง… กำลังจับตาดูเราอยู่ที่นี่…”
ก่อนที่มาริสาจะได้ตอบอะไร เสียงฝีเท้าที่ดังมาจากทางเดินด้านนอกก็ดังขึ้น ขัดจังหวะบทสนทนาของพวกเขา ราวกับคำพูดของดร. กวินท์ มีมนต์สะกด ทำให้เงาของสิ่งลี้ลับที่เขาเอ่ยถึงปรากฏขึ้นในทันที
“ใครน่ะ!” มาริสาตะโกนถาม เสียงของเธอแฝงไว้ด้วยความตื่นตัว
เงาของชายร่างสูงก้าวเข้ามาในห้องโถง ปรากฏร่างของ ทัตเทพ บุตรแห่งนักโบราณคดีผู้ทรงอิทธิพล และเป็นคู่แข่งตัวฉกาจของดร. กวินท์ ดวงตาของเขาสะท้อนประกายแห่งความทะเยอทะยาน เมื่อมองมาที่หีบสุริยันโบราณ
“สวัสดี ดร. กวินท์… และคุณมาริสา… ไม่คิดว่าจะได้พบพวกคุณที่นี่เร็วขนาดนี้” ทัตเทพกล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “หีบสุริยัน… ของล้ำค่าที่ใครๆ ก็ใฝ่หา… คงจะไม่ง่ายเลยสินะ กว่าคุณจะไขมันออกมาได้”
“คุณทัตเทพ… มาที่นี่ได้อย่างไร?” ดร. กวินท์ ถามเสียงขุ่นเคือง เขาไม่แปลกใจที่ทัตเทพจะปรากฏตัว เขาเดาไว้แล้วว่าคู่แข่งของเขาจะต้องไม่ยอมพลาดโอกาสนี้ “คุณรู้เรื่องหีบนี้ได้อย่างไร?”
“ความลับ… ย่อมมีผู้ที่รู้… โดยเฉพาะความลับที่เกี่ยวข้องกับอารยธรรมโบราณ… ข้อมูลบางอย่าง… มันส่งต่อกันมา… ถึงแม้จะอยู่ในรูปแบบที่คาดไม่ถึงก็ตาม” ทัตเทพตอบพลางก้าวเข้ามาใกล้หีบสุริยันมากขึ้น “และฉันก็แน่ใจว่า… ฉันสามารถใช้พลังของหีบนี้… ได้ดีกว่าใครๆ…”
“พลังของหีบนี้… คุณหมายความว่าอย่างไร?” มาริสาถามด้วยความสงสัย
“หมายความว่า… ฉันจะใช้มัน… เพื่อให้ได้ในสิ่งที่ฉันต้องการ… อำนาจ… การยอมรับ… และชื่อเสียง… ที่ยิ่งใหญ่… เกินกว่าใคร…” ทัตเทพพูดพลางยื่นมือไปหมายจะสัมผัสหีบสุริยัน
“อย่า!” ดร. กวินท์ ตะโกนพร้อมกับพุ่งตัวเข้าไปขวาง “คุณไม่มีสิทธิ์แตะต้องมัน!”
การปะทะกันระหว่าง ดร. กวินท์ และ ทัตเทพ เริ่มต้นขึ้นอย่างกะทันหัน ในห้องโถงโบราณอันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ กลายสภาพเป็นสมรภูมิขนาดย่อม ทัตเทพได้รับการฝึกฝนการต่อสู้มาอย่างดี ร่างกายของเขาแข็งแกร่งและปราดเปรียว การโจมตีของเขาหนักหน่วงและแม่นยำ ดร. กวินท์ แม้จะไม่ได้เชี่ยวชาญการต่อสู้เท่า แต่ด้วยไหวพริบและความเด็ดเดี่ยว เขาก็สามารถหลบหลีกและตอบโต้การโจมตีของทัตเทพได้อย่างสูสี
มาริสาเห็นท่าไม่ดี เธอพยายามหาจังหวะเข้าไปช่วยเหลือ แต่ทัตเทพก็ส่งลูกน้องที่ติดตามมา คอยขวางเธอไว้ ลูกน้องเหล่านั้นมีท่าทางก้าวร้าวและดูชำนาญในการต่อสู้ไม่แพ้ทัตเทพ
“คุณมาริสา… จัดการพวกมัน!” ดร. กวินท์ ตะโกนบอกขณะที่กำลังปะทะกับทัตเทพอย่างดุเดือด
มาริสา พยักหน้ารับคำ เธอหยิบมีดพกที่ซ่อนไว้ในรองเท้าบูทออกมา เตรียมพร้อมเผชิญหน้ากับลูกน้องของทัตเทพ
การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือดในห้องโถงโบราณ แสงอาทิตย์ที่สาดส่องเข้ามา กลายเป็นภาพลวงตา บดบังเงาของอันตรายที่ซ่อนเร้นอยู่รอบกาย ดร. กวินท์ พยายามใช้สภาพแวดล้อมให้เป็นประโยชน์ เขาถอยไปเรื่อยๆ จนกระทั่งหลังชนกับหีบสุริยันโบราณ
“โง่เขลา! คิดจะใช้หีบนี้เป็นที่กำบังอย่างนั้นหรือ!” ทัตเทพเย้ยหยัน ขณะที่กำลังพุ่งเข้ามาประชิด
แต่ ดร. กวินท์ ไม่ได้ต้องการใช้หีบเป็นที่กำบัง เขาเพียงต้องการให้ทัตเทพเข้ามาใกล้หีบมากพอ…
วินาทีที่ทัตเทพก้าวเข้ามาในระยะที่ ดร. กวินท์ ต้องการ เขาก็ใช้แรงทั้งหมดผลักทัตเทพให้เซถลาไปข้างหน้า… ตรงไปยังหีบสุริยัน!
“วูบ!”
ทันทีที่ปลายนิ้วของทัตเทพแตะลงบนตราสัญลักษณ์บนหีบสุริยัน แสงสีทองสว่างวาบขึ้นมาจากตราสัญลักษณ์นั้นอย่างรุนแรง ทัตเทพร้องด้วยความตกใจ ร่างของเขากระตุกอย่างรุนแรง ก่อนที่จะถูกพลังงานบางอย่างดูดเข้าไปในหีบ…
“ไม่!!!” ทัตเทพกรีดร้อง เสียงของเขาแหลมสูง ก่อนจะค่อยๆ แผ่วเบาลง… และเงียบไป
ลูกน้องของทัตเทพที่กำลังต่อสู้กับมาริสา เมื่อเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็ถึงกับตะลึงงัน พวกเขาทิ้งการต่อสู้และรีบวิ่งไปดูทัตเทพ แต่ก็ไม่พบร่องรอยใดๆ นอกจากหีบสุริยันโบราณที่ตั้งอยู่อย่างสงบเช่นเดิม
“ท่านทัตเทพ! หายไปไหน!” หนึ่งในลูกน้องตะโกนถามด้วยความตื่นตระหนก
ดร. กวินท์ หอบหายใจ เขาทรุดตัวลงนั่งข้างหีบ ดวงตาของเขามองไปยังตราสัญลักษณ์ที่บัดนี้กลับคืนสู่สภาพเดิม ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“เขา… เขาถูกหีบกลืนกินไปแล้ว…” ดร. กวินท์ พูดเสียงแผ่วเบา
มาริสา เดินเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความตกใจและไม่เข้าใจ “หมายความว่าไงคะคุณหมอ? กลืนกิน? คุณทัตเทพหายไปไหน?”
“ฉันไม่รู้… แต่มันไม่ใช่การหายตัวไปธรรมดา… ราวกับหีบนี้… กำลังตอบสนอง… ต่อผู้ที่พยายามจะครอบครองพลังของมัน…” ดร. กวินท์ กล่าวพลางลูบไปที่ตราสัญลักษณ์นั้นอย่างแผ่วเบา ความรู้สึกเย็นยะเยือกที่เคยสัมผัสเมื่อคืนนี้ กลับมาอีกครั้ง แต่คราวนี้มันรุนแรงกว่าเดิม ราวกับมีบางสิ่งบางอย่างที่ถูกปลุกขึ้นมา…
ขณะที่ ดร. กวินท์ กำลังประมวลผลเหตุการณ์อันน่าตกใจที่เพิ่งเกิดขึ้น เสียงก้องกังวานก็ดังขึ้นจากเบื้องลึกของห้องโถงนั้น เสียงนั้นไม่ใช่เสียงของมนุษย์ เป็นเสียงโบราณที่เต็มไปด้วยอำนาจ และแฝงไว้ด้วยความเศร้าสร้อย
“ผู้ที่ถูกเลือก… จงก้าวไปข้างหน้า… ผู้ที่โลภหลง… จงสลายไป…”
เสียงนั้นดังขึ้นเพียงไม่กี่คำ ก่อนจะเงียบหายไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบอันน่าอึดอัด และความรู้สึกว่า… การผจญภัยครั้งนี้… เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น… และอาจมีอันตรายที่คาดไม่ถึงรออยู่เบื้องหน้า…
ดร. กวินท์ เงยหน้าขึ้นมองไปทางทางเดินที่ทอดลึกเข้าไปในความมืดของวิหารสุริยัน ดวงตาของเขาฉายแววแห่งความมุ่งมั่นที่แฝงไว้ด้วยความหวัง… และความเกรงขาม… เขาต้องไปต่อ… เพื่อไขปริศนาที่แท้จริง… และเพื่อปกป้องโลกจากพลังที่เขาเพิ่งได้สัมผัส…

รหัสลับสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก