ตอนที่ 17 — เงาสะท้อนแห่งจักรวาล

ตอนที่ 17 — เงาสะท้อนแห่งจักรวาล

จอมทัพดารา · 30 ตอน

แสงสีฟ้าอ่อนเย็นตาที่ไหลเวียนอยู่ในกายอัคราทวีความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ยามค่ำคืนนี้ นครทอแสงดาวที่เคยเงียบสงบภายใต้รัตติกาล กลับกลายเป็นสมรภูมิแห่งพลังอันน่าสะพรึงกลัว สายตาคมกริบของอัครากวาดมองไปรอบกาย สัมผัสได้ถึงคลื่นพลังงานแปลกปลอมที่ปะทะเข้ากับม่านพลังที่เขาก่อขึ้น สุ้มเสียงที่เปล่งออกมานั้นทุ้มต่ำและหนักแน่นราวกับก้องสะท้อนมาจากห้วงลึกของจักรวาล

“คิดจะลองดีกับข้า งั้นรึ”

ร่างสูงโปร่งของอัคราก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ‌ท่ามกลางแสงดาวที่สาดส่องลงมาแต่งแต้มให้ผิวกายของเขาดูราวกับสลักเสลาจากผลึกแห่งดวงดาว ความเย็นยะเยือกจากผลึกสีฟ้าในร่างของเขาแผ่กระจายออกไปรอบทิศ ขับไล่ความอึมครึมของพลังงานสีดำทะมึนที่ลอยค้างอยู่กลางอากาศ

เงาดำทะมึนขนาดมหึมาปรากฏขึ้นกลางอากาศ รูปร่างของมันบิดเบี้ยวราวกับจะฉีกกระชากมิติให้ขาดออกจากกัน ดวงตาที่ส่องประกายสีแดงฉานราวกับเพลิงนรกจับจ้องมาที่อัครา มันคือ “นิลกาฬ” จอมมารแห่งเงามืด ​ที่ได้รับการกล่าวขานว่าสามารถกลืนกินแสงดาวทั้งมวลไปได้

“อัครา... หรือควรเรียกว่า ดาวฤกษ์” เสียงของนิลกาฬดังแหบพร่าราวกับเสียงลมหวีดหวิวในสุสาน “พลังของเจ้ามันช่างยั่วยวนเกินกว่าที่ข้าจะเพิกเฉย”

“พลังของข้า มิใช่สิ่งที่สิ่งมีชีวิตอย่างเจ้าจะครอบครองได้” อัคราตอบกลับ ดวงตาของเขาฉายแววแห่งความเยือกเย็นที่ไร้ความปรานี ‍“เจ้ามันเป็นเพียงปรสิตที่เกาะกินแสงสว่าง”

สิ้นเสียง อัคราก็ปลดปล่อยพลังผลึกสีฟ้าอ่อนออกมาเป็นลำแสงพุ่งเข้าใส่นิลกาฬอย่างรวดเร็ว ลำแสงนั้นสว่างไสวจนทำให้ดวงตาของผู้ชมแทบจะพร่ามัว ทว่าเงาดำทะมึนนั้นกลับเพียงแค่โบกมือเบาๆ ลำแสงแห่งดวงดาวก็พลันสลายหายไปราวกับไม่เคยมีอยู่จริง

“ไร้ประโยชน์” นิลกาฬเย้ยหยัน “แสงสว่างของเจ้ามันอ่อนแอเกินไป”

ก่อนที่อัคราจะได้ตอบโต้ นิลกาฬก็เหวี่ยงแขนขวาออกไป ‌พลังงานสีดำทะมึนที่เข้มข้นกว่าเดิมพวยพุ่งออกมาเป็นม่านหมอกสีดำที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง ม่านหมอกนั้นไม่ได้เพียงแค่บดบังทัศนวิสัย แต่ยังแฝงไปด้วยพลังทำลายล้างที่สามารถกัดกินทุกสิ่งให้แหลกสลาย

อัคราสัมผัสได้ถึงอันตรายที่คุกคาม เขาตัดสินใจรวบรวมพลังทั้งหมดที่มี ผลึกสีฟ้าในกายเขาเปล่งประกายเจิดจรัสราวกับดวงอาทิตย์ดวงย่อมๆ พลังงานอันบริสุทธิ์ไหลเวียนไปทั่วร่างของเขา เขาชูมือขึ้นเหนือศีรษะ แสงดาวนับไม่ถ้วนที่อยู่รายล้อมเริ่มเคลื่อนไหวราวกับถูกเรียกมา ‍เขาคือศูนย์กลางของพลังจักรวาล

“จงสัมผัสถึงพลังที่แท้จริงของดวงดาว!”

เสียงของอัคราดังกึกก้องไปทั่วทั้งนครทอแสงดาว แสงสีฟ้าอ่อนจากผลึกในกายเขาได้ผสานรวมกับแสงดาวบนฟากฟ้า ก่อเกิดเป็นลำแสงสีขาวบริสุทธิ์ที่สว่างไสวจนบดบังทุกสรรพสิ่ง ร่างของอัคราเปล่งประกายราวกับเทพเจ้าที่จุติลงมาจากสรวงสวรรค์

ลำแสงสีขาวบริสุทธิ์นั้นพุ่งเข้าปะทะกับม่านหมอกสีดำทะมึนของนิลกาฬ เกิดเป็นประกายไฟสีเงินและสีดำที่สาดกระจายไปทั่ว ท่ามกลางการปะทะของพลังอันมหาศาลนั้น อัคราก็สัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างที่แปลกไป

“นี่มัน...!”

ในขณะที่เขากำลังต่อสู้กับนิลกาฬ ร่างของเขาก็พลันสั่นสะเทือนราวกับมีบางสิ่งพยายามจะแทรกซึมเข้ามาอีกชั้นหนึ่ง ​ภาพของดวงดาวนับพันนับหมื่นดวงที่เคยปรากฏให้เห็นในสมาธิของเขาบัดนี้กลับพร่าเลือน เสียงกระซิบแผ่วเบาที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อนดังขึ้นในโสตประสาท

“ดาวฤกษ์... เจ้ามิอาจต้านทาน... นครโบราณ... รอคอยเจ้า...”

เสียงเหล่านั้นราวกับสะท้อนมาจากที่ห่างไกล เป็นเสียงที่ชวนให้นึกถึงความลึกลับของอดีตกาล อัคราพยายามจะรวบรวมสมาธิ แต่คลื่นพลังงานที่ปะทะกันระหว่างเขากับนิลกาฬนั้นรุนแรงเกินไป ​ผลึกสีฟ้าในกายเขาก็ดูเหมือนจะตอบสนองต่อเสียงเหล่านั้นด้วยการสั่นสะเทือนที่ถี่ขึ้น

“สิ่งที่เจ้าสัมผัส ไม่ใช่พลังของข้า” นิลกาฬกล่าวเสียงเย็น “แต่มันคือเสียงเรียกจากอดีต... เสียงที่กำลังจะกลืนกินเจ้าให้จมดิ่งลงไปสู่ความมืดมิดอันนิรันดร์”

อัครากัดฟันกรอด เขารู้สึกได้ถึงความเหนื่อยล้าที่เริ่มคืบคลานเข้ามา แม้พลังของเขาจะมหาศาลเพียงใด แต่การต่อสู้ในครั้งนี้ดูเหมือนจะซับซ้อนกว่าที่เขาคิด

“เจ้าพูดพล่ามอะไร!” ​อัคราตะคอกกลับ พยายามรวบรวมสมาธิอีกครั้ง “เจ้ามันเป็นเพียงมารที่ต้องการช่วงชิงพลังแห่งดวงดาว”

“มาร? ฮ่าๆๆ” นิลกาฬหัวเราะเสียงดัง ราวกับได้ยินเรื่องตลกที่น่าขบขันที่สุดในชีวิต “ข้ามิใช่มาร! ข้าคือผู้พิทักษ์! ผู้พิทักษ์จากความว่างเปล่าที่กำลังจะกลืนกินทุกสิ่ง! และเจ้า... ดาวฤกษ์... คือกุญแจสำคัญ!”

คำพูดของนิลกาฬทำให้อัคราชะงักไปเล็กน้อย “กุญแจสำคัญ? เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”

“เจ้ามิอาจเข้าใจได้ด้วยสติปัญญาอันจำกัดของมนุษย์” นิลกาฬกล่าว “แต่จงจดจำไว้... เมื่อถึงเวลา... เจ้าจะตระหนักถึงชะตากรรมอันยิ่งใหญ่ที่รอคอยเจ้าอยู่”

ทันใดนั้นเอง ม่านหมอกสีดำของนิลกาฬก็พลันสลายหายไปอย่างรวดเร็ว เผยให้เห็นร่างของนิลกาฬที่เริ่มเลือนลาง

“อะไรนะ! เจ้าจะไปแล้วรึ!” อัคราอุทานด้วยความแปลกใจ

“การต่อสู้ครั้งนี้ มิใช่จุดจบ” นิลกาฬกล่าวเสียงแผ่วเบา “มันเป็นเพียงจุดเริ่มต้น... จุดเริ่มต้นของการค้นหา... จุดเริ่มต้นของหายนะ...”

ก่อนที่อัคราจะทันได้ถามอะไรไปมากกว่านั้น ร่างของนิลกาฬก็อันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย เหลือทิ้งไว้เพียงความเงียบสงัดของนครทอแสงดาว และคลื่นพลังงานที่ยังคงสั่นสะเทือนอยู่ในอากาศ

อัคราทรุดตัวลงคุกเข่า สัมผัสได้ถึงความอ่อนล้าที่ถาโถมเข้ามา ผลึกสีฟ้าในกายของเขายังคงเต้นระริกอยู่ ทว่าจังหวะกลับอ่อนลงกว่าเดิมมาก เขายังคงได้ยินเสียงกระซิบแผ่วเบาเหล่านั้นอยู่เป็นระยะๆ

“นครโบราณ... ดาวฤกษ์... ชะตากรรม...”

ความสับสนและความสงสัยถาโถมเข้าใส่เขา อัคราเงยหน้ามองท้องฟ้าที่กลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง แสงดาวนับล้านดวงยังคงส่องประกายเช่นเดิม ทว่าในค่ำคืนนี้ แสงดาวเหล่านั้นดูเหมือนจะมีความหมายที่ลึกซึ้งกว่าที่เขาเคยรับรู้มา

“นิลกาฬ... เจ้าคือใครกันแน่?”

เขาพึมพำกับตัวเอง ความจริงที่ซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลังการปรากฏตัวของนิลกาฬ และเสียงกระซิบที่ดังขึ้นในหัวของเขา ช่างเป็นปริศนาที่ท้าทายให้เขาต้องค้นหาคำตอบ

ในขณะที่เขาพยายามจะลุกขึ้นยืนนั้นเอง เขาก็สัมผัสได้ถึงแรงดึงดูดบางอย่างจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือ มันเป็นแรงดึงดูดที่ไม่ใช่จากพลังงาน แต่เป็นความรู้สึกที่มาจากส่วนลึกของจิตวิญญาณ ราวกับมีบางสิ่งกำลังเรียกหาเขา

“นี่มันอะไรกันอีก...”

อัคราตัดสินใจเดินตามแรงดึงดูดนั้นไป ท่ามกลางความมืดมิดของยามราตรี เขาไม่รู้ว่าปลายทางของเขาจะนำไปสู่สิ่งใด แต่เขาตระหนักดีว่า การเผชิญหน้ากับนิลกาฬในค่ำคืนนี้ ได้เปิดประตูสู่มิติใหม่แห่งความลึกลับ ที่เกี่ยวข้องกับพลังของดวงดาว และชะตากรรมของเขาในฐานะ "ดาวฤกษ์"

เขาเดินลึกเข้าไปในย่านที่เก่าแก่ที่สุดของนครทอแสงดาว อาคารบ้านเรือนที่นี่ดูทรุดโทรมกว่าส่วนอื่นๆ แต่กลับมีความขลังและความเก่าแก่ที่น่าค้นหา แรงดึงดูดนั้นนำพาเขาไปยังตรอกแคบๆ ที่ซ่อนตัวอยู่หลังร้านค้าที่ปิดเงียบสนิท ที่ปลายสุดของตรอกนั้น มีกำแพงหินโบราณที่ปกคลุมไปด้วยตะไคร่น้ำ

แต่เมื่อเขาย่างเท้าเข้าไปใกล้ กำแพงหินนั้นก็พลันเรืองแสงสีฟ้าอ่อนขึ้นมาอย่างแผ่วเบา เป็นแสงที่คล้ายคลึงกับแสงจากผลึกในกายของเขา

“เป็นไปได้รึ...”

อัคราเอื้อมมือออกไปสัมผัสกำแพงหินนั้น เมื่อปลายนิ้วของเขาสัมผัสกับผิวที่เย็นชื้นของหิน พลังงานอันอบอุ่นก็พลันไหลทะลักเข้าสู่ร่างของเขาอย่างรวดเร็ว ภาพของดวงดาวในหัวของเขาพลันชัดเจนขึ้นกว่าเดิม ราวกับมีบางสิ่งกำลังถูกเปิดเผย

ทันใดนั้นเอง กำแพงหินโบราณก็พลันสั่นสะเทือน และค่อยๆ แยกออก เผยให้เห็นทางเดินลับที่ทอดลึกลงไปใต้ดิน แสงสว่างที่ริบหรี่จากด้านในเชิญชวนให้เขาเข้าไปสำรวจ

“นครโบราณ...” อัคราพึมพำ “นี่คือสถานที่ที่นิลกาฬกล่าวถึงงั้นรึ?”

เขาไม่รอช้า ก้าวเท้าเข้าไปในทางเดินลับนั้น ทันทีที่เขาผ่านเข้าไปในอุโมงค์ ประตูหินก็พลันปิดลงเบาๆ เหลือเพียงความมืดมิด และเสียงสะท้อนของฝีเท้าของเขาที่ดังไปตามทางเดิน

ยิ่งเขาเดินลึกเข้าไป แสงสว่างจากภายในอุโมงค์ก็ยิ่งสว่างจ้าขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเขามาถึงโถงกว้างขนาดใหญ่ ผนังของโถงนั้นเต็มไปด้วยลวดลายโบราณที่สลักเสลาไว้อย่างประณีต ลวดลายเหล่านั้นดูคล้ายคลึงกับแผนที่ดวงดาวอันซับซ้อน

ตรงกลางของโถงนั้น มีแท่นหินตั้งอยู่ บนแท่นหินนั้น มีผลึกขนาดใหญ่ที่ส่องแสงสีฟ้าอ่อนเจิดจ้าคล้ายคลึงกับผลึกที่อยู่ในกายของเขา แต่มีขนาดใหญ่กว่าหลายเท่า

“นี่มัน...!”

ทันใดนั้นเอง ผลึกสีฟ้าตรงหน้าเขาก็พลันสั่นสะเทือน และเปล่งแสงสว่างเจิดจ้าขึ้นอย่างรวดเร็ว แสงนั้นได้สาดส่องไปทั่วทั้งโถง และสิ่งที่อัคราได้เห็นจากภาพที่ปรากฏขึ้นบนผนังรอบตัวเขา ทำให้เขาต้องตกตะลึง

ภาพเหล่านั้นคือการต่อสู้ครั้งยิ่งใหญ่ของเหล่าทวยเทพและอสูรในยุคโบราณ การต่อสู้ที่เกี่ยวข้องกับพลังของดวงดาว และมีร่างของ “ดาวฤกษ์” ปรากฏอยู่ท่ามกลางการต่อสู้นั้น

“ข้าคือ... ดาวฤกษ์...” อัครากล่าวเสียงสั่นเครือ “แต่ข้าจำสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เลย...”

ในขณะที่เขากำลังประมวลผลภาพที่ปรากฏอยู่นั้นเอง เขาก็สัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่างที่กำลังก่อตัวขึ้นอยู่เบื้องหลังเขา

“นั่นไง... ผู้ที่ถูกเรียกหา...”

เสียงนั้นแหละ! เสียงที่เขาได้ยินในหัวของเขา!

อัคราหันกลับไปอย่างรวดเร็ว สิ่งที่เขาเห็นทำให้หัวใจของเขาหยุดเต้นไปชั่วขณะ

เบื้องหลังของเขา ปรากฏร่างของชายหนุ่มอีกคนหนึ่ง ร่างนั้นดูคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด ใบหน้าของเขาดูคล้ายคลึงกับอัคราเป็นอย่างมาก ทว่าดวงตาของเขากลับทอประกายสีม่วงเข้ม ราวกับมีจักรวาลทั้งใบสถิตอยู่ภายในนั้น

“เจ้า... เจ้าคือใคร?” อัคราถามด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ

ชายหนุ่มปริศนาผู้นั้นยิ้มให้เขา รอยยิ้มนั้นช่างเยือกเย็นและเต็มไปด้วยความลับ

“ข้าคือ... ผู้สืบทอด... ผู้ที่ถูกลิขิตให้แบกรับภาระที่เจ้ามิอาจทนทานได้...”

“ภาระ? อะไรกัน?”

“ชะตากรรมแห่งดวงดาว...” ชายหนุ่มกล่าว “และบางที... เจ้าอาจจะเป็นกุญแจสำคัญในการปลดปล่อยมัน...”

ทันใดนั้นเอง ผลึกสีฟ้าตรงกลางโถงก็พลันเปล่งแสงสว่างเจิดจ้าอีกครั้ง ร่างของชายหนุ่มปริศนาก็พลันสลายหายไปราวกับหมอกควัน ทิ้งไว้เพียงแต่ความว่างเปล่า และคำถามที่ท่วมท้นอยู่ในใจของอัครา

เขาคือใคร? ชะตากรรมแห่งดวงดาวคืออะไร? และทำไมเขาถึงรู้สึกว่าตนเองคือศูนย์กลางของเรื่องราวอันยิ่งใหญ่นี้?

การค้นพบในโบราณสถานแห่งนี้ ได้เปิดเผยปริศนาที่ซับซ้อนกว่าที่เขาเคยคาดคิด และการปรากฏตัวของชายหนุ่มผู้สืบทอดนั้น ยิ่งทำให้เขาสงสัยในตัวตนของตนเองมากยิ่งขึ้น

ชะตากรรมของเขาในฐานะ “ดาวฤกษ์” กำลังจะพาเขาไปสู่เส้นทางที่อันตรายและเต็มไปด้วยความลับที่รอคอยการเปิดเผย...

หน้านิยาย
หน้านิยาย

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!