ความเงียบเป็นเสียงที่ทรงพลังที่สุด ณัฐพล หรือพล รู้ดี เขาเคยใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยเสียงเจื้อยแจ้ว เสียงเครื่องยนต์ เสียงผู้คน เสียงหัวเราะ เสียงร้องไห้ แต่บัดนี้ ทุกสิ่งเหล่านั้นได้เลือนหายไป เหลือเพียงเสียงลมหวีดหวิวที่พัดผ่านโครงสร้างอาคารที่ผุพัง เสียงกิ่งไม้แห้งที่เสียดสีกัน และเสียงหัวใจของตัวเองที่เต้นระรัวอยู่ในอก
เมืองนี้เคยมีชีวิตชีวา เคยเป็นศูนย์กลางแห่งความเจริญ แต่ตอนนี้มันคือสุสานขนาดมหึมาที่ปกคลุมด้วยความมืดมิดอันเป็นนิรันดร์ ต้นกำเนิดของความมืดนี้ไม่มีใครรู้แน่ชัด บ้างก็ว่าเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติ บ้างก็ว่าเป็นสงครามที่นำมาซึ่งอาวุธร้ายแรง แต่ไม่ว่าสาเหตุจะเป็นอะไร ผลลัพธ์นั้นชัดเจน ดวงอาทิตย์ได้ถูกบดบังไปตลอดกาล หรืออย่างน้อยก็ในช่วงชีวิตของพล
พลลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ ขาของเขายังคงมีอาการชาจากการนอนที่พื้นแข็งๆ ในห้องที่เคยเป็นสำนักงานของบริษัทอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่ง แสงจากตะเกียงน้ำมันที่เขาจุดไว้เมื่อคืน ส่องสว่างเป็นวงจำกัด ทำให้เห็นเพียงฝุ่นละอองที่ลอยฟุ้งในอากาศ และเงาตะคุ่มของเฟอร์นิเจอร์ที่ถูกทิ้งร้าง
"เช้าแล้วสินะ..." พลพึมพำกับตัวเอง น้ำเสียงแหบพร่า เขาไม่แน่ใจว่าคำว่า "เช้า" ยังมีความหมายอยู่หรือไม่ในโลกที่ไม่มีกลางวันอีกต่อไป แต่เขาก็ยังคงยึดติดกับกิจวัตรที่หลงเหลืออยู่
เขาเดินไปที่หน้าต่างที่ถูกปิดด้วยแผ่นสังกะสีเก่าๆ พลค่อยๆ ดึงแผ่นสังกะสีออก เผยให้เห็นภาพที่คุ้นเคยแต่ก็ยังคงสร้างความหดหู่ทุกครั้งที่ได้เห็น
ตึกระฟ้าที่เคยสง่างาม บัดนี้กลายเป็นโครงกระดูกสีดำทมิฬ สะท้อนแสงไฟริบหรี่จากตะเกียงของเขา ดวงจันทร์ที่ไม่มีวันลับขอบฟ้า ส่องแสงสีเงินซีดเซียวลงมาเป็นเงาตะคุ่ม ม่านหมอกสีเทาหนาทึบปกคลุมไปทั่วราวกับผ้าห่อศพที่ปิดคลุมเมืองนี้ไว้
"ยังคงเหมือนเดิม..." พลถอนหายใจ เขาเก็บกวาดเศษซากต่างๆ ที่กระจัดกระจายอยู่ในห้องอย่างเงียบๆ ไม่ให้เกิดเสียงดัง เขาต้องระวังทุกย่างก้าวในเมืองที่เต็มไปด้วยอันตรายนี้
อันตรายไม่ได้มีแค่ความมืดที่บดบังสายตาเท่านั้น แต่ยังมีสิ่งมีชีวิตที่แปรเปลี่ยนไปจากเดิม สัตว์ที่น่ากลัวที่วิวัฒนาการมาเพื่ออาศัยอยู่ในความมืด หรือแม้กระทั่งมนุษย์ด้วยกันเองที่กลายเป็นสัตว์ป่าที่พร้อมจะฉีกกระชากทุกอย่างที่ขวางหน้าเพื่อความอยู่รอด
พลหยิบมีดพกคู่ใจขึ้นมา ตรวจสอบความคมของมันอย่างพิถีك พิถัน ใบมีดสะท้อนแสงตะเกียงเป็นประกายเย็นชา เป็นเครื่องเตือนใจถึงความจำเป็นในการป้องกันตัวเอง
"ได้เวลาออกเดินทางแล้ว" เขาพูดกับตัวเองอีกครั้ง
เป้าหมายของเขาในวันนี้คือการสำรวจอาคารที่อยู่ถัดออกไป เขาได้ยินเสียงกุกกักมาจากที่นั่นเมื่อคืนนี้ และแม้ว่าความสงสัยจะน้อยกว่าความหวาดกลัว แต่ความจำเป็นในการหาเสบียงก็ผลักดันให้เขาต้องเสี่ยง
เขาปิดตะเกียงน้ำมันลง เก็บมันไว้ในกระเป๋าเป้ใบเก่าที่สะพายหลัง การเดินในที่มืดมิดแบบนี้ต้องอาศัยการมองเห็นที่น้อยที่สุด เพื่อไม่ให้ตกเป็นเป้าสายตา
พลก้าวเท้าออกจากห้องอย่างเงียบเชียบ ประตูไม้เก่าๆ ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเบาๆ ทำให้หัวใจของพลเต้นแรงขึ้น เขาหยุดนิ่งฟังเสียงรอบข้าง แต่มีเพียงเสียงลมที่ยังคงพัดผ่าน
การเดินทางผ่านเมืองร้างแห่งนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ละย่างก้าวเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน พลต้องอาศัยความคุ้นเคยกับเส้นทางที่เคยสำรวจมาบ้างแล้ว และสัญชาตญาณในการเอาชีวิตรอด
เขาเดินไปตามทางเท้าที่เต็มไปด้วยเศษแก้ว เศษหิน และสิ่งปฏิกูลต่างๆ ที่สะสมมานานนับปี แสงจันทร์ส่องลอดผ่านช่องว่างระหว่างตึก ทำให้เห็นภาพเงาที่บิดเบี้ยวราวกับสิ่งมีชีวิตที่กำลังเคลื่อนไหว
พลเดินมาถึงปากซอยแคบๆ ที่ทอดตัวยาวเข้าไปในเงามืด เขาเคยหลีกเลี่ยงซอยนี้มาตลอด เพราะมันดูน่าขนลุกเกินไป แต่เมื่อคืนเขาได้ยินเสียงที่มาจากทางนี้
"เอาวะ" พลสูดหายใจลึกๆ แล้วก้าวเท้าเข้าไปในซอย
บรรยากาศในซอยยิ่งอึมครึมกว่าข้างนอกมาก ผนังตึกสูงสองข้างทางบดบังแสงจันทร์จนเกือบมิด มีเพียงแสงสลัวๆ ที่ส่องลงมาเป็นหย่อมๆ
ทันใดนั้น พลได้ยินเสียงบางอย่างดังมาจากด้านหน้า เสียงนั้นดังถี่ๆ คล้ายกับเสียงขูด หรือเสียงกัด
หัวใจของพลเต้นถี่ขึ้น เขาหยุดนิ่ง ยืนนิ่งราวกับเป็นส่วนหนึ่งของเงา เขาพยายามเพ่งมองไปยังต้นเสียง
ภาพที่ไม่คาดฝันปรากฏขึ้นตรงหน้า
ในมุมมืดของซอย มีร่างเล็กๆ กำลังขะมักเขม้นอยู่กับบางสิ่ง มันคือเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง อายุราวๆ 8-10 ขวบ กำลังใช้ฟันกัดแทะเปลือกไม้แห้งอย่างเอาเป็นเอาตาย
พลยืนตะลึง ดวงตาเบิกกว้าง เขาไม่เคยเห็นเด็กในเมืองนี้มานานมากแล้ว ตั้งแต่ช่วงเวลาที่ทุกอย่างเริ่มเลวร้ายลง
เด็กหญิงเงยหน้าขึ้นมาเมื่อรู้สึกถึงสายตาที่จับจ้อง ดวงตากลมโตของเธอเบิกกว้างขึ้นเช่นกัน เธอมองพลด้วยความหวาดระแวง แววตาฉายไปด้วยความกลัวและความไม่ไว้ใจ
"ใคร... ใครน่ะ" เสียงของเด็กหญิงสั่นเครือ
พลยังคงยืนนิ่ง ไม่ขยับไปไหน เขาไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี จะเข้าไปหาเธอ หรือจะถอยกลับไป
"ฉัน... ฉันพล" พลตอบเสียงแผ่วเบา
เด็กหญิงมองสำรวจพลอย่างละเอียด ใบหน้าของเธอซีดเผือด มีรอยสกปรกเปรอะเปื้อนไปทั่ว แขนขาเล็กๆ เต็มไปด้วยรอยขีดข่วน
"นาย... มาจากไหน" เด็กหญิงถาม พลางกำเปลือกไม้ในมือแน่นขึ้น
"ฉัน... ก็อยู่แถวนี้แหละ" พลพยายามตอบให้ดูเป็นมิตรที่สุดเท่าที่จะทำได้ "แล้วเธอ... เธออยู่คนเดียวหรือ"
เด็กหญิงพยักหน้าเบาๆ ดวงตาของเธอเริ่มแดงก่ำ
"แม่... แม่ทิ้งไปแล้ว" เสียงของเธอขาดห้วง "พ่อ... ก็หายไป"
พลรู้สึกจุกในอก เด็กคนนี้คงต้องเผชิญกับความยากลำบากเพียงลำพังมานานเท่าไหร่กัน
"เธอ... ชื่ออะไร" พลถาม
"ลดา..." เด็กหญิงตอบเสียงแผ่วเบา "เรียก... ลดา"
พลก้าวเท้าเข้าไปหาลดาอย่างช้าๆ เขาเห็นว่ารอบๆ ตัวลดา มีเศษไม้แห้งกองเล็กน้อย คล้ายกับว่าเธอพยายามจะก่อกองไฟ แต่ไม่มีประกายไฟเลย
"เธอ... กำลังพยายามทำอะไร" พลถาม
"หิว..." ลดาตอบสั้นๆ "อยาก... กินอะไรอุ่นๆ"
พลมองไปที่เปลือกไม้ในมือของลดา เขาเข้าใจทันทีว่าเธอพยายามจะหาอะไรมากินประทังชีวิต
"เปลือกไม้... กินไม่ได้หรอกนะ" พลบอกอย่างอ่อนโยน "มันไม่อร่อยเลย"
ลดาพยักหน้าอีกครั้งอย่างยอมรับชะตากรรม
"ฉัน... มีของกินนิดหน่อย" พลบอก "เธออยากกินไหม"
ดวงตาของลดาเป็นประกายขึ้นมาทันที "จริงเหรอ"
พลพยักหน้า แล้วค่อยๆ เปิดกระเป๋าเป้ของเขาออกมา ข้างในมีขนมปังแห้งๆ ที่เขาเก็บไว้ได้จากตู้เสบียงในอาคารเก่า และเนื้อแห้งที่เขาหามาได้จากการล่าสัตว์เล็กๆ
"นี่..." พลยื่นขนมปังแห้งก้อนหนึ่งให้ลดา "ลองกินดู"
ลดาเอื้อมมือเล็กๆ มารับขนมปังไปอย่างตะกละตะกลาม เธอแทบจะกัดกินมันทั้งก้อนโดยไม่เคี้ยว
"ขอบคุณค่ะ" ลดาพูดเสียงลอดปากที่เต็มไปด้วยเศษขนมปัง
พลมองดูเด็กน้อยกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย หัวใจของเขาก็รู้สึกอบอุ่นขึ้นมาอย่างประหลาด เขาเองก็หิว แต่การได้เห็นลดาได้กินอะไรบ้าง ก็ทำให้เขารู้สึกดีขึ้น
"นี่... ลดา" พลเรียก "ในเมืองนี้... อันตรายมากนะ เธอไม่ควรอยู่คนเดียวแบบนี้"
ลดาหยุดเคี้ยวขนมปัง แล้วมองพลด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย
"แล้ว... จะให้หนูไปไหนล่ะ" เธอถาม
พลคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาเองก็มีที่หลบภัยเล็กๆ ที่เขาจัดเตรียมไว้ แต่เขาไม่แน่ใจว่ามันจะปลอดภัยสำหรับเด็ก
"ฉัน... มีที่ปลอดภัยอยู่" พลพูด "ถ้าเธอ... อยากจะไปกับฉันไหม"
ลดาลังเล เธอมองไปรอบๆ ตัวที่เต็มไปด้วยเงามืดและความไม่แน่นอน แล้วหันกลับมามองพล
"จริงๆ เหรอคะ" เธอถามอีกครั้ง
"จริงสิ" พลยิ้มให้เธอ "ฉันไม่เคยโกหก"
ลดาตัดสินใจ เธอพยักหน้าอย่างเด็ดเดี่ยว
"หนู... ไปค่ะ"
พลรู้สึกโล่งใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก การมีเพื่อนร่วมทาง แม้จะเป็นเด็กน้อย ก็อาจจะทำให้การเดินทางในความมืดนี้ ไม่โดดเดี่ยวจนเกินไป
"ดีมาก" พลพูด "งั้น... เราไปกันเลย"
พลช่วยลดาเก็บเศษไม้ที่กองอยู่ แล้วพยุงตัวเธอให้ลุกขึ้นยืน
"เราต้องเดินเร็วหน่อยนะ" พลบอก "และต้องเงียบที่สุดเท่าที่จะทำได้"
ทั้งสองคนเริ่มออกเดินทางจากซอยแคบๆ แห่งนั้น พลเดินนำหน้า โดยมีลดาก้าวเดินตามหลังอย่างใกล้ชิด
พลคอยสอดส่องสายตาไปรอบๆ อย่างระมัดระวัง ทุกเสียง ทุกการเคลื่อนไหว แม้เพียงเล็กน้อย ก็ทำให้เขายิ่งเพิ่มความระแวดระวัง
เมื่อเดินมาถึงถนนใหญ่ที่เคยเป็นเส้นทางคมนาคมหลัก พลชะงักกึก
ตรงหน้าเขา ห่างออกไปไม่ไกลนัก มีกลุ่มเงาดำทะมึนกำลังเคลื่อนไหวอยู่ เงาเหล่านั้นดูใหญ่โตผิดปกติ และส่งเสียงครางต่ำๆ ที่น่าขนลุก
"อะไรน่ะ..." ลดาซุบซิบถาม
"อย่าเพิ่งถาม..." พลกระซิบตอบ "เราต้องหลบ"
พลรีบดึงลดาให้เข้าไปหลบอยู่หลังรถยนต์เก่าที่จอดทิ้งร้างอยู่ข้างทาง
เงาดำทะมึนเหล่านั้นกำลังเดินอย่างช้าๆ ผ่านไป พวกมันดูเหมือนมนุษย์ แต่มีรูปร่างบิดเบี้ยวผิดธรรมชาติ ดวงตาของพวกมันเรืองแสงสีแดงจางๆ ในความมืด
พลหัวใจเต้นแรง เขาไม่เคยเห็นสิ่งมีชีวิตแบบนี้มาก่อน
"พวกมัน... คืออะไร" ลดาถามเสียงสั่น
"ฉันไม่รู้" พลตอบ "แต่เราต้องไม่ให้มันเห็นเรา"
เมื่อเงาดำเหล่านั้นเดินผ่านไปแล้ว พลค่อยๆ ชะโงกหน้าออกไปดู
"ปลอดภัยแล้ว" พลบอก "เราต้องรีบไป"
พลและลดายังคงเดินต่อไป แต่ความรู้สึกหวาดกลัวได้เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ
พลรู้ดีว่า การพาเด็กคนหนึ่งมาด้วย เป็นภาระที่เพิ่มขึ้นมา แต่เขาก็ไม่สามารถทิ้งลดาไว้ตามลำพังได้
ในขณะที่พลกำลังก้าวเท้าเดินต่อไป สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นบางสิ่งบางอย่างที่ส่องประกายอยู่บนพื้นถนน
มันคือเหรียญเงินเก่าๆ ที่มีสัญลักษณ์บางอย่างสลักอยู่ พลไม่เคยเห็นมาก่อน
เขาหยิบเหรียญขึ้นมาพลิกดูอย่างพิจารณา
"นี่มันอะไรกันนะ" พลพึมพำ
ทันใดนั้น เสียงร้องโหยหวนดังมาจากที่ไกลๆ เสียงนั้นฟังดูราวกับเสียงของมนุษย์ที่กำลังถูกทรมานอย่างแสนสาหัส
พลหันไปมองตามเสียงด้วยความตกใจ
"เราต้องไปแล้ว" พลบอกลดา "เร็วเข้า"
พลรีบพาหลบเข้าตรอกแคบๆ อีกแห่งหนึ่ง เขาต้องหาทางไปที่หลุมหลบภัยของเขาให้เร็วที่สุด
แต่ก่อนที่เขาจะก้าวเท้าหายเข้าไปในตรอกนั้น สายตาของเขาก็ไปสะดุดเข้ากับวัตถุบางอย่างที่ถูกทิ้งไว้กลางถนน
มันคือตุ๊กตาหมีเก่าๆ ตัวหนึ่ง ขนสีน้ำตาลซีดจาง ดวงตาข้างหนึ่งหลุดหายไป
พลหยุดชะงักมองตุ๊กตาหมีตัวนั้น แวบหนึ่ง เขารู้สึกเหมือนเห็นภาพเด็กหญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งกำลังกอดตุ๊กตาตัวนี้ไว้อย่างแน่นหนา
แล้วพลก็สังเกตเห็นบางอย่างที่อยู่ใต้ตุ๊กตาหมี
มันคือสมุดบันทึกเล่มเล็กๆ เล่มหนึ่ง
พลหยิบสมุดบันทึกนั้นขึ้นมาด้วยมือที่สั่นเทา
เนื้อหาข้างในนั้นถูกเขียนด้วยลายมือหวัดๆ ของเด็ก
พลเปิดอ่านอย่างรวดเร็ว
"วันที่... หายไป"
"ข้างนอก... มืดเกินไป"
"หนู... กลัว"
"แม่... อยู่ไหน"
"คน... แปลกหน้า... มาหา"
"เขา... ให้ของ... แล้วก็... ไป"
"หนู... อยากกลับบ้าน"
พลอ่านข้อความสุดท้ายไป น้ำตาของเขาก็เอ่อคลอ
เขาไม่รู้ว่าใครเป็นคนเขียนสมุดเล่มนี้ แต่เขารู้สึกได้ถึงความโดดเดี่ยวและความสิ้นหวังที่ถ่ายทอดออกมา
พลเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่มืดมิดอีกครั้ง
ในความมืดมิดที่ไร้ที่สิ้นสุดนี้ เขากำลังนำพาชีวิตน้อยๆ อีกหนึ่งชีวิตไปสู่ความไม่แน่นอน
แต่สิ่งที่เขาแน่ใจในตอนนี้คือ เขาต้องทำทุกอย่างเพื่อปกป้องลดา
และปริศนาที่ซ่อนอยู่ในเมืองแห่งนี้ ยังคงรอคอยให้เขาค้นหา
พลปิดสมุดบันทึก แล้วเก็บมันไว้ในกระเป๋าเป้ของเขา
"ไปกันเถอะลดา" พลพูดด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นขึ้น "เราต้องไปให้ถึงที่หมายก่อนที่จะมีอะไรแย่ไปกว่านี้"
พลและลดาก้าวหายเข้าไปในความมืดของตรอกแคบๆ ทิ้งไว้เบื้องหลังเพียงตุ๊กตาหมีที่ไร้เดียงสา และความสงสัยที่ยังคงค้างคาอยู่ในอากาศ.

เศษเสี้ยวแห่งตะวัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก