เศษเสี้ยวแห่งตะวัน

ตอนที่ 3 — เสียงกระซิบจากอดีต

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

30 ตอน · 1,304 คำ

ความเงียบยังคงโอบกอดเมืองนี้ไว้แน่นหนา ราวกับเป็นคำสาปที่ไม่มีวันสลายไป ณัฐพล หรือพล ยืนนิ่งอยู่กลางถนนที่เคยพลุกพล่าน บัดนี้มีเพียงซากปรักหักพังและฝุ่นละอองที่ลอยละล่องอยู่ในอากาศที่เย็นเยียบ เขากลั้นหายใจ พยายามจับเสียงทุกอย่างที่เล็ดลอดเข้ามาในโสตประสาท ‌ถึงแม้จะรู้ดีว่าแทบจะไม่มีสิ่งใดนอกเหนือไปจากเสียงลมที่พัดหวีดหวิวผ่านซากตึก หรือเสียงกรอบแกรบของก้อนกรวดใต้ฝ่าเท้าของเขาเอง

“เฮ้อ…” เสียงถอนหายใจหลุดรอดออกมาจากริมฝีปากของพล มันเป็นเสียงที่เบาจนแทบจะกลืนหายไปกับความเงียบ แต่สำหรับเขา มันดังราวกับเสียงฟ้าร้อง เขาเคยชินกับเสียงเหล่านั้น เสียงมนุษย์ที่เจื้อยแจ้ว ​เสียงเครื่องยนต์ที่ดังสนั่น เสียงหัวเราะที่สดใส เสียงร้องไห้ที่สะเทือนใจ ทุกสิ่งทุกอย่างที่บ่งบอกถึงการมีอยู่ของชีวิต บัดนี้มันเหลือเพียงความว่างเปล่าที่กัดกินจิตใจ

พลก้าวเดินต่อไป สองเท้าเหยียบย่ำไปบนพื้นถนนที่เต็มไปด้วยรอยแตกร้าว เขามองไปยังอาคารสูงที่ตั้งตระหง่าน ปราศจากแสงไฟใดๆ ‍ส่องประกายออกมา มันคืออนุสาวรีย์แห่งความล่มสลายที่บอกเล่าเรื่องราวของอดีตที่เคยรุ่งเรือง แต่บัดนี้เหลือเพียงเถ้าถ่าน

“เมื่อก่อนตรงนี้คงเป็นร้านกาแฟสินะ” พลพึมพำกับตัวเอง เขาชี้ไปยังอาคารที่มีป้ายชื่อร้านจางๆ ติดอยู่ “คงมีคนมานั่งจิบกาแฟยามเช้า อ่านหนังสือพิมพ์ ‌หรือไม่ก็เม้าท์มอยเรื่องสัพเพเหระ” ภาพเหล่านั้นผุดขึ้นมาในหัวของเขาอย่างเลือนราง ราวกับความฝันที่เคยมี

แต่ความฝันนั้นก็สลายไปเช่นเดียวกับทุกสิ่งทุกอย่างในเมืองนี้ พลจำได้ถึงวันสุดท้ายก่อนที่ทุกอย่างจะเปลี่ยนไป มันเป็นวันที่ฟ้าครึ้ม มีกลุ่มควันสีดำลอยคลุ้งขึ้นมาจากที่ใดที่หนึ่ง แล้วความเงียบก็คืบคลานเข้ามาอย่างช้าๆ จนกลืนกินทุกเสียงไปในที่สุด

เขาเงยหน้ามองท้องฟ้าที่มืดมิด ‍ไม่มีดวงดาว ไม่มีดวงจันทร์ มีเพียงกลุ่มเมฆสีเทาเข้มที่บดบังทุกอย่างเอาไว้ เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ หรือมันจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ทุกอย่างดูเหมือนจะเป็นปริศนาที่ไม่มีวันคลี่คลาย

จู่ๆ เสียงประหลาดก็ดังขึ้น มันไม่ใช่เสียงลม ​ไม่ใช่เสียงกรอบแกรบของก้อนกรวด มันเป็นเสียงที่แผ่วเบา แต่ดังชัดเจนในความเงียบ เสียงนั้นดังมาจากทางด้านซ้ายของเขา พลชะงักทันที หัวใจเต้นรัวแรง เขารีบก้มตัวลงหลบหลังรถยนต์ที่พลิกคว่ำอยู่ข้างทาง

“ใครน่ะ?” เขาเอ่ยถามเสียงแหบพร่า ​มือคว้าเอาแท่งเหล็กที่ตกอยู่ใกล้ๆ มาไว้ในมือ มันไม่ใช่ของมีค่าอะไร แต่มันก็พอจะใช้ป้องกันตัวได้บ้าง

เงียบ... ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ กลับมา พลค่อยๆ ชะโงกหน้าออกไปมอง ​เขาเห็นเงาตะคุ่มๆ กำลังเคลื่อนไหวอยู่ไม่ไกลนัก มันเป็นเงาของสิ่งมีชีวิตบางอย่างที่กำลังเดินไปมาอย่างระแวดระวัง

“นั่นมัน… คนรึเปล่า?” พลพึมพำ เขาพยายามเพ่งมองให้ชัด แต่ด้วยแสงสลัวและฝุ่นละอองที่ฟุ้งกระจาย ทำให้มองเห็นได้เพียงรางๆ

เงาร่างนั้นหยุดนิ่ง ราวกับรับรู้ถึงการมีอยู่ของพล แล้วมันก็หันมาทางนี้ พลใจหล่นวูบ เขาเตรียมพร้อมที่จะวิ่งหนี หรือไม่ก็สู้สุดกำลัง

แต่สิ่งที่ปรากฏตรงหน้ากลับทำให้เขาต้องประหลาดใจ มันไม่ใช่สัตว์ร้าย หรือกลุ่มคนที่จะมาทำอันตราย ทว่ามันเป็นเพียงเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ผมยาวรุงรัง ใบหน้าเปื้อนฝุ่น เสื้อผ้าขาดวิ่น แต่แววตาของเธอกลับฉายแววบางอย่างที่พลไม่สามารถอธิบายได้

“คุณ…” เสียงเล็กๆ เอ่ยเรียก พลค่อยๆ ก้าวออกมาจากที่ซ่อน

“เธอ… มาคนเดียวเหรอ?” พลถาม พยายามรักษาน้ำเสียงให้เป็นมิตรที่สุด

เด็กผู้หญิงพยักหน้าเบาๆ “หนูก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ อยู่ๆ ก็เจอคุณ”

“แล้วพ่อแม่เธออยู่ไหน?” พลถามอีก

“ไม่เห็นนานแล้วค่ะ” เธอตอบด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ไร้อารมณ์ ราวกับว่าการสูญเสียคนที่รักเป็นเรื่องปกติธรรมดา

พลรู้สึกสังเวชใจอย่างจับใจ เด็กคนนี้ต้องผ่านอะไรมาบ้าง เขาไม่กล้าถามอะไรต่อไปอีก “เธอชื่ออะไร?”

“แพรค่ะ”

“ฉันพล” เขาแนะนำตัว “เธออยู่ที่นี่มานานแล้วเหรอ?”

“จำไม่ได้แล้วค่ะ” แพรตอบ “ที่นี่มืดตลอดเลย”

พลมองไปรอบๆ เขาเห็นว่าแพรถืออะไรบางอย่างอยู่ในมือ มันเป็นเหมือนกล่องไม้เก่าๆ ที่มีลวดลายแกะสลักอยู่บนฝา

“นั่นอะไรเหรอ?” พลถาม

แพรค่อยๆ เปิดฝากล่องออก ข้างในมีของอยู่ไม่กี่ชิ้น เป็นสร้อยคอเก่าๆ แหวนที่สลักลวดลายประหลาด และรูปถ่ายที่ซีดจาง

“ของแม่ค่ะ” แพรพูดเสียงเบา “แม่บอกว่าให้เก็บไว้”

พลก้มลงมองรูปถ่าย มันเป็นรูปของหญิงสาวคนหนึ่งที่กำลังยิ้มอย่างอ่อนโยน เธอมีใบหน้าที่ดูคุ้นตาอย่างประหลาด ราวกับเคยเห็นที่ไหนมาก่อน

“แม่เธอนี่… สวยจัง” พลเอ่ยชม “แล้วรูปนี้… ถ่ายที่ไหน?”

แพรชี้ไปยังฉากหลังของรูป “ตรงนั้นค่ะ”

พลเพ่งมองไปยังทิวทัศน์ในรูปถ่าย มันคือสวนสาธารณะแห่งหนึ่งที่มีต้นไม้สูงใหญ่ และมีน้ำพุอยู่ตรงกลาง “ฉันคุ้นๆ ที่นี่แฮะ” เขาพึมพำ

ทันใดนั้นเอง พลก็เหมือนถูกกระแสไฟฟ้าช็อต เขาสะดุ้งเฮือกใหญ่ ภาพความทรงจำที่เลือนรางได้ผุดขึ้นมาอย่างชัดเจน ภาพของสวนสาธารณะแห่งนี้ ภาพของน้ำพุที่เต้นระบำ ภาพของครอบครัวที่กำลังมีความสุข

“ไม่จริงน่า…” พลพึมพำ เขาจำได้แล้ว นี่มันคือสวนสาธารณะที่เขาเคยมากับครอบครัวเมื่อหลายปีก่อน ก่อนที่ทุกอย่างจะเปลี่ยนแปลงไป

“คุณรู้จักที่นี่เหรอคะ?” แพรเงยหน้าขึ้นมองพลด้วยความสงสัย

พลพยักหน้าช้าๆ “รู้จักสิ… ฉันเคยมาที่นี่บ่อยๆ” เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังประมวลผลสิ่งที่เกิดขึ้น “แล้ว… บ้านเธออยู่แถวนี้เหรอ?”

แพรพยักหน้า “อยู่ใกล้ๆ ค่ะ”

พลรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างเชื่อมโยงเขากับเด็กสาวคนนี้อย่างประหลาด ราวกับโชคชะตาได้นำพาพวกเขามาพบกันในเมืองที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังแห่งนี้

“เรา… กลับไปที่นั่นกันไหม?” พลเสนอ “ฉันอยากจะลองดูว่าฉันยังจำทางได้ไหม”

แพรลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า “ก็ได้ค่ะ”

ทั้งสองออกเดินทาง มุ่งหน้าไปยังทิศทางที่แพรบอก พลรู้สึกตื่นเต้นปนหวาดหวั่น เขารู้สึกเหมือนกำลังจะค้นพบความจริงบางอย่างที่ถูกซ่อนเร้นเอาไว้

ขณะที่เดิน พลก็สังเกตเห็นบางสิ่งบางอย่างที่ผิดปกติบนพื้น เขาเห็นรอยเท้าที่ยังคงใหม่เอี่ยมอยู่หลายคู่ มันไม่ใช่รอยเท้าของเขา หรือรอยเท้าของแพร

“ใครมาที่นี่อีกแล้ว?” พลกระซิบถาม เขาจับแท่งเหล็กในมือแน่นขึ้น

แพรยืนนิ่ง เธอหันไปมองตามทิศทางที่พลชี้ “ไม่เห็นมีอะไรนี่คะ”

“มีสิ… รอยเท้าพวกนี้” พลบอก “มันยังใหม่มาก”

เขาเดินไปใกล้ๆ รอยเท้าเหล่านั้น แล้วก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่ารอยเท้าเหล่านั้นมีลักษณะที่แปลกประหลาด มันมีขนาดใหญ่กว่าเท้ามนุษย์ปกติ และมีกรงเล็บที่ชัดเจน

“นี่มัน… รอยเท้าอะไรกัน?” พลถามด้วยความสงสัย

แพรยื่นมือมาสัมผัสรอยเท้า “ไม่รู้เหมือนกันค่ะ แต่เวลาเห็นรอยพวกนี้ หนูจะรู้สึกไม่สบายใจ”

พลเริ่มรู้สึกถึงอันตรายที่คืบคลานเข้ามา เขาไม่เคยเห็นรอยเท้าแบบนี้มาก่อนในเมืองนี้ เมืองที่เคยเป็นที่อาศัยของผู้คน แต่บัดนี้กลับกลายเป็นที่ซ่อนของบางสิ่งบางอย่างที่เขาไม่รู้จัก

“เราต้องระวังตัวนะ” พลบอกแพร “ดูเหมือนว่าเราจะไม่ใช่สิ่งมีชีวิตเดียวที่อาศัยอยู่ในที่นี่”

แพรพยักหน้าเห็นด้วย แววตาของเธอฉายแววหวาดกลัว เขาไม่แน่ใจว่าแพรเข้าใจถึงอันตรายที่แท้จริงหรือไม่ แต่เขาก็ต้องคอยปกป้องเธอ

ทั้งสองเดินต่อไปภายใต้ความมืดมิด แต่บัดนี้ความมืดมิดนั้นดูเหมือนจะมีความหมายที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเดิม พลรู้สึกได้ถึงสายตาที่จับจ้องมาที่พวกเขาจากมุมมืดต่างๆ ราวกับว่ามีสิ่งมีชีวิตที่มองไม่เห็นกำลังเฝ้ารอจังหวะที่จะปรากฏตัว

พลหันกลับไปมองทางที่พวกเขาจากมา เขาเห็นเงาตะคุ่มๆ บางอย่างกำลังเคลื่อนไหวอยู่เบื้องหลัง ราวกับจะตามติดพวกเขามา

“เรารีบไปกันเถอะ” พลเร่งแพร

แพรพยักหน้า แล้วทั้งสองก็เร่งฝีเท้าขึ้น พลพยายามใช้ทุกประสาทสัมผัสที่มีเพื่อจับเสียงและสัญญาณเตือนภัย เขาภาวนาให้พวกเขาไปถึงสวนสาธารณะแห่งนั้นโดยเร็วที่สุด

เมื่อพวกเขามาถึงทางแยก พลเลือบมองไปทางซ้าย เขาสัมผัสได้ถึงบางอย่างที่ผิดปกติ มีเสียงแผ่วเบาคล้ายเสียงกระซิบดังออกมาจากทางนั้น

“นี่มัน… เสียงอะไร?” พลถาม

แพรเงยหน้ามอง “หนูก็ได้ยินค่ะ”

เสียงกระซิบนั้นดังขึ้นเรื่อยๆ ราวกับจะเชื้อเชิญให้พวกเขาเข้าไป พลรู้สึกถึงพลังงานบางอย่างที่มองไม่เห็นกำลังดึงดูดเขาไปทางนั้น

“เราอย่าไปทางนั้นเลย” พลบอกแพร “มันดูอันตราย”

แต่แล้ว พลก็สังเกตเห็นบางอย่างที่อยู่บนพื้นทางแยกนั้น มันเป็นเหรียญเงินเก่าๆ ที่สลักลวดลายคล้ายกับลวดลายบนกล่องของแพร

“นั่น… เหรียญของเธอเหรอ?” พลถาม

แพรทำหน้าฉงน “ไม่ค่ะ หนูไม่เคยเห็นมาก่อน”

พลหยิบเหรียญขึ้นมา เขาสัมผัสได้ถึงความเย็นที่แผ่ซ่านเข้ามาในมือ ราวกับว่าเหรียญนี้มีพลังงานบางอย่างซ่อนอยู่

“นี่มัน… แปลกจริงๆ” พลพึมพำ

ทันใดนั้นเอง เสียงกระซิบจากทางซ้ายก็ดังขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้มันมีคำพูดที่ชัดเจนกว่าเดิม

“มา… เข้ามา… ที่นี่… มีคำตอบ…”

พลขนลุกซู่ เขารู้สึกได้ถึงแรงดึงดูดที่ไม่อาจต้านทานได้ เขาไม่รู้ว่าทำไม แต่เขารู้สึกว่าคำตอบที่เขาตามหา อาจจะอยู่ที่นั่น

“พลคะ” แพรเรียก “เราไปกันต่อเถอะค่ะ”

พลหันกลับไปมองแพร ใบหน้าของเด็กสาวฉายแววหวาดหวั่น เขาเห็นว่าแพรเองก็สัมผัสได้ถึงบางสิ่งบางอย่างที่ผิดปกติเช่นกัน

“ก็ได้” พลตอบ “แต่เราต้องไปด้วยกัน”

เขาตัดสินใจที่จะลองเสี่ยง เขาจะเดินไปตามเสียงกระซิบนั้น แต่เขาก็จะคอยระวังตัวให้มากที่สุด

ทั้งสองก้าวเดินไปทางซ้าย เสียงกระซิบยิ่งดังชัดเจนขึ้น ราวกับจะนำทางพวกเขาไปยังสถานที่ลึกลับ

พลรู้สึกเหมือนกำลังเดินเข้าไปในโลกอีกใบ โลกที่เต็มไปด้วยปริศนาและอันตราย เขาไม่รู้ว่าปลายทางจะนำพาเขาไปสู่สิ่งใด แต่เขาก็พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับมัน

เมื่อก้าวผ่านซากตึกที่ผุพังเข้าไปลึกขึ้นเรื่อยๆ พลก็เริ่มเห็นแสงสลัวๆ ส่องประกายออกมาจากภายใน มันเป็นแสงสีฟ้าอมม่วงที่ดูแปลกตา

“นั่นมัน… แสงอะไร?” แพรพึมพำ

“ไม่รู้เหมือนกัน” พลตอบ “แต่เราต้องเข้าไปดู”

ทั้งสองเดินเข้าไปใกล้แสงสว่างนั้นมากขึ้นเรื่อยๆ พลรู้สึกได้ถึงพลังงานที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ราวกับว่าพวกเขากำลังจะค้นพบความลับที่ยิ่งใหญ่

และแล้ว พวกเขาก็มาถึง…

เบื้องหน้าของพวกเขาคือประตูเหล็กขนาดใหญ่ที่เก่าแก่ ราวกับเป็นทางเข้าสู่โลกใต้ดิน ประตูนั้นมีสัญลักษณ์ประหลาดสลักอยู่เต็มไปหมด และแสงสีฟ้าอมม่วงก็ส่องประกายออกมาจากช่องว่างเล็กๆ ใต้ประตู

“นี่มัน… ที่ไหนกัน?” พลถามด้วยความตกตะลึง

แพรยืนนิ่ง เธอจ้องมองไปยังประตูเหล็กด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย

ทันใดนั้นเอง เสียงกระซิบก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันดังมาจากภายในประตู ราวกับจะเชิญชวนให้พวกเขาเปิดมันออก

“มา… เข้ามา… ที่นี่… มีคำตอบ…”

พลรู้สึกได้ถึงแรงดึงดูดที่ไม่อาจต้านทานได้อีกต่อไป เขาไม่รู้ว่าทำไม แต่เขารู้สึกว่าคำตอบที่เขาตามหา คำตอบของทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองนี้ อาจจะอยู่ที่นี่

เขาหันไปมองแพร แพรเองก็ดูเหมือนจะรู้สึกเช่นเดียวกัน

“เรา… เปิดมันกันไหม?” พลถาม

แพรพยักหน้าอย่างช้าๆ

พลสูดหายใจลึกๆ แล้วค่อยๆ ยื่นมือไปสัมผัสกับประตูเหล็กเก่าแก่ บรรยากาศรอบตัวพลันเงียบสงัดลง ความรู้สึกถึงบางสิ่งบางอย่างที่ยิ่งใหญ่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น…

…และเบื้องหลังประตูเหล็กนั้น จะมีเพียงเศษเสี้ยวแห่งตะวันที่ยังคงส่องประกาย หรือจะเป็นเพียงความมืดมิดอันเป็นนิรันดร์?

หน้านิยาย
หน้านิยาย
เศษเสี้ยวแห่งตะวัน

เศษเสี้ยวแห่งตะวัน

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!