เศษเสี้ยวแห่งตะวัน

ตอนที่ 6 — เสียงสะท้อนจากอดีต

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

30 ตอน · 1,105 คำ

ความเงียบที่เคยเป็นเพื่อนสนิทของณัฐพล บัดนี้กลับกลายเป็นภัยคุกคามที่ค่อยๆ กลืนกินเขา เสียงกระซิบปริศนาที่ดังขึ้นในโสตประสาทเมื่อครู่ มิใช่เพียงเสียงลวงตา หากแต่เป็นเหมือนคลื่นพลังงานที่มองไม่เห็น สั่นสะเทือนไปทั่วร่างของเขา พลขมวดคิ้วแน่น ‌พยายามเพ่งสมาธิไปยังต้นเสียง ทว่ามันกลับเลือนลางไปดั่งหมอกยามเช้า ปล่อยทิ้งไว้เพียงความรู้สึกหน่วงๆ ในอก ราวกับมีบางสิ่งกำลังพยายามจะสื่อสารกับเขา

“อะไรกันแน่…” พลพึมพำกับตัวเอง เสียงของเขาสั่นเครือเล็กน้อย แม้จะพยายามเก็บอาการเพียงใด ​ทว่าความไม่คุ้นเคยกับปรากฏการณ์นี้ก็ไม่อาจปกปิดได้ ดวงตาของเขากวาดมองไปรอบๆ ซากเมืองที่ปกคลุมด้วยเถ้าถ่านและเงาแห่งความตาย ทุกสิ่งยังคงเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ไม่มีสัญญาณของสิ่งมีชีวิตอื่นใดนอกจากตัวเขาเอง

เสียงกระซิบนั้น… มันไม่ได้มาจากภายนอก แต่กลับรู้สึกราวกับมันผุดขึ้นมาจากส่วนลึกในจิตใจของเขาเอง ‍มันไม่ใช่ภาษาที่เข้าใจได้ แต่เป็นเพียงโทนเสียงที่เต็มไปด้วยความโหยหา ความเจ็บปวด และบางที… ความหวัง? พลพยายามปัดความคิดฟุ้งซ่านออกไป เขามาที่นี่เพื่อตามหาเบาะแส ไม่ใช่เพื่อปล่อยให้จินตนาการพาตัวเองหลงไปกับเสียงลึกลับ

“ต้องมีเหตุผล…” ‌พลทวนคำอีกครั้ง เขาเดินสำรวจไปตามถนนที่เคยเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเมือง บัดนี้เหลือเพียงร่องรอยอารยธรรมที่ถูกกาลเวลาและหายนะกัดกร่อน สองข้างทางเต็มไปด้วยอาคารสูงที่บัดนี้กลายเป็นเพียงโครงกระดูกเหล็กและคอนกรีตที่ผุพัง หน้าต่างที่เคยส่องประกายด้วยแสงไฟ บัดนี้มีเพียงความมืดที่กัดกินเข้าไป ดวงตาของเขาเหลือบไปเห็นป้ายชื่อร้านค้าที่ยังคงติดอยู่ แม้จะเลือนรางจนแทบอ่านไม่ออก ‍บางร้านเป็นร้านอาหาร บางร้านเป็นร้านเสื้อผ้า บางร้านเป็นสำนักงาน… แต่ทุกอย่างล้วนถูกทิ้งร้าง

ขณะที่กำลังเดินผ่านซากอาคารที่เคยเป็นห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ เสียงกระซิบนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ดังกว่าเดิม ราวกับมีบางอย่างกำลังพยายามจะดึงความสนใจของเขาอย่างจริงจัง พลหยุดชะงัก ​หันซ้ายหันขวา แต่ก็ยังคงเห็นเพียงความว่างเปล่า เขาค่อยๆ ก้าวเท้าเข้าไปในซากห้างสรรพสินค้าที่ประตูบานเลื่อนอัตโนมัติบัดนี้เปิดอ้ากว้างราวกับปากอันน่ากลัว ฝุ่นหนาทึบจับตัวอยู่ทั่วทุกหนแห่ง กลิ่นอับชื้นผสมกับกลิ่นไหม้จางๆ ลอยคละคลุ้งอยู่ในอากาศ

“ใครอยู่ตรงนั้น!” พลตะโกนเสียงดัง ​หวังว่าจะมีคนตอบรับ ทว่าสิ่งที่ตอบกลับมาคือความเงียบที่หนักอึ้งยิ่งกว่าเดิม เสียงของเขาดังก้องสะท้อนไปทั่วโถงห้างที่กว้างขวางราวกับจะเยาะเย้ย

พลเดินลึกเข้าไปในซากห้างสรรพสินค้า เขาพยายามใช้ไฟฉายจากโทรศัพท์มือถือส่องไปตามทางเดิน บีมแสงสีขาวสาดส่องไปกระทบกับชั้นวางสินค้าที่ล้มระเนนระนาด สินค้าบางชิ้นยังคงกองอยู่ แต่ก็ล้วนแต่ถูกปกคลุมด้วยฝุ่นจนไม่เหลือสภาพเดิม มีเพียงรูปภาพบนบรรจุภัณฑ์ที่พอจะบอกได้ว่าเป็นอะไร

“บ้าจริง…” ​พลสบถ พลางปัดฝุ่นออกจากใบหน้า เขาเริ่มรู้สึกเหนื่อยล้า ไม่ใช่เพียงเพราะการเดินทาง แต่เป็นความเหนื่อยล้าทางจิตใจ ความรู้สึกโดดเดี่ยวและความหวังที่ริบหรี่กำลังกัดกินเขา

ทันใดนั้นเอง เสียงกระซิบนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันไม่ใช่แค่เสียง แต่เป็นเหมือนภาพที่ฉายเข้ามาในหัวของเขา ภาพของเด็กสาวคนหนึ่ง กำลังยืนอยู่ท่ามกลางเปลวเพลิง ดวงตาของเธอเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัว ใบหน้าเปื้อนคราบน้ำตาและเขม่าควัน มือเล็กๆ ของเธอกำลังเอื้อมออกไป ราวกับจะไขว่คว้าหาใครบางคน…

“ไม่… นี่มันอะไรกัน!” พลสะบัดหัวแรงๆ ภาพนั้นเลือนหายไป แต่ความรู้สึกเย็นเยียบที่แล่นผ่านสันหลังยังคงอยู่ เขาไม่เคยมีอาการแบบนี้มาก่อน มันไม่ใช่ความฝัน ไม่ใช่ภาพหลอน แต่เป็นเหมือนความทรงจำของใครบางคน ที่ถูกส่งผ่านมาถึงเขา

เขาเดินต่อไปเรื่อยๆ พยายามหาทางออกจากความสับสนนี้ จนกระทั่งสายตาของเขาสะดุดเข้ากับบางสิ่งบางอย่างที่อยู่มุมหนึ่งของโถงทางเดิน มันคือแผงขายของที่ยังคงตั้งตระหง่านอยู่ แม้จะถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่น แต่ก็ยังคงมีบางอย่างวางอยู่บนนั้น

เมื่อพลเดินเข้าไปใกล้ เขาพบว่ามันคือแผงขายของเล่นเด็ก บนแผงนั้นมีตุ๊กตาหมีตัวหนึ่ง หน้าตาดูน่ารัก แต่บัดนี้สีซีดจางไปตามกาลเวลา เสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่ก็ขาดวิ่น แต่ที่ทำให้พลชะงักงันคือ… บนตัวตุ๊กตา มีเศษผ้าสีแดงสดผูกเอาไว้เหมือนเป็นริบบิ้น

เศษผ้าสีแดง…

พลนึกถึงภาพที่เพิ่งปรากฏในหัว… เด็กสาวคนนั้น… ริบบิ้นสีแดงที่ผูกผมของเธอ…

เขาค่อยๆ เอื้อมมือไปหยิบตุ๊กตาหมีขึ้นมา ฝุ่นหนาทึบฟุ้งกระจายขึ้นมาอีกครั้ง พลเป่าฝุ่นออกอย่างแผ่วเบา สายตาของเขาจับจ้องไปที่ตุ๊กตาตัวนั้นอย่างไม่วางตา มันเป็นเพียงของเล่นที่ถูกทิ้งร้าง แต่ทำไมถึงทำให้เขารู้สึกผูกพันได้ถึงเพียงนี้?

“แก… เคยเป็นของใครมาก่อน?” พลพึมพำกับตุ๊กตาในมือ

ขณะที่เขากำลังจมอยู่กับความคิด จู่ๆ เสียงกระซิบนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันมาพร้อมกับภาพที่ชัดเจนยิ่งกว่าเดิม ภาพของเด็กสาวคนเดิม กำลังยืนอยู่ตรงหน้าเขา ดวงตาของเธอจ้องมองมาที่เขาด้วยความหวัง…

“ช่วยด้วย…”

เสียงนั้น… ชัดเจนมาก ราวกับเด็กสาวกำลังยืนอยู่ตรงหน้าเขาจริงๆ พลเงยหน้าขึ้นไปมองรอบๆ อย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังคงพบเพียงความว่างเปล่า

“นี่มัน… เรื่องบ้าอะไรกัน!” พลอุทานออกมา เขาไม่เคยเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติมาก่อน แต่สิ่งที่เขากำลังประสบอยู่ มันเกินกว่าจะอธิบายได้ด้วยเหตุผลใดๆ

เขากำตุ๊กตาหมีไว้แน่น พยายามควบคุมสติสัมปชัญญะของตัวเอง เขาต้องหาคำตอบให้ได้ว่าเสียงกระซิบเหล่านี้คืออะไร และมันเชื่อมโยงกับเด็กสาวคนนั้นอย่างไร

พลตัดสินใจที่จะพาตุ๊กตาหมีตัวนี้ไปด้วย เขาเชื่อว่ามันอาจจะเป็นกุญแจสำคัญที่จะไขปริศนาทั้งหมดนี้ได้ เขาเดินออกจากซากห้างสรรพสินค้าอย่างช้าๆ ดวงตายังคงกวาดมองไปรอบๆ ราวกับจะหาใครบางคน

ขณะที่เขาเดินไปตามถนนอีกครั้ง เสียงกระซิบนั้นก็เงียบหายไป เหลือเพียงความเงียบที่คุ้นเคย แต่ครั้งนี้ ความเงียบนั้นกลับแฝงไปด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไป มันไม่ได้น่ากลัวเหมือนเดิมอีกต่อไป แต่กลับรู้สึกราวกับมีใครบางคนกำลังเฝ้ามองเขาอยู่

พลเดินไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงบริเวณที่เคยเป็นจัตุรัสกลางเมือง บัดนี้เหลือเพียงอนุสาวรีย์ที่บิดเบี้ยว และซากปรักหักพังของอาคารที่โอบล้อมอยู่รอบๆ

เขามองไปยังอนุสาวรีย์ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางจัตุรัส อนุสาวรีย์แห่งนี้เคยเป็นสัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจของเมือง แต่บัดนี้มันกลับกลายเป็นเพียงซากปรักหักพังที่ไร้ความหมาย

พลเดินเข้าไปใกล้อนุสาวรีย์ เขาจำได้ว่าเคยมีป้ายจารึกอยู่ตรงฐานของอนุสาวรีย์นี้ แต่บัดนี้ป้ายนั้นได้แตกหักและกระจัดกระจายไปทั่ว

เขาเดินสำรวจไปรอบๆ ฐานของอนุสาวรีย์ พลางก้มลงหยิบเศษป้ายที่แตกหักขึ้นมาดู แม้จะอ่านไม่ออกแล้วก็ตาม แต่เขาก็ยังคงพยายามปัดฝุ่นออกอย่างระมัดระวัง

ทันใดนั้น สายตาของเขาก็ไปสะดุดเข้ากับบางสิ่งบางอย่างที่ซุกซ่อนอยู่ใต้ซากปรักหักพัง มันคือกล่องโลหะขนาดเล็กสีดำ

พลค่อยๆ เขี่ยเศษปรกหักพังออกอย่างระมัดระวัง ก่อนที่จะดึงกล่องโลหะนั้นออกมา กล่องนั้นมีน้ำหนักพอสมควร ผิวหน้าของมันเต็มไปด้วยรอยขีดข่วน แต่ยังคงดูแข็งแรง

เขาพยายามเปิดกล่องนั้น แต่มันกลับล็อคอยู่แน่นหนา

“อะไรอยู่ข้างในนี้นะ?” พลพึมพำกับตัวเอง เขาพยายามหาทางเปิดมัน แต่ก็ไม่สำเร็จ

พลกลับไปมองตุ๊กตาหมีในมือ เขาหยิบเศษผ้าสีแดงที่ผูกอยู่บนตัวตุ๊กตาออกมา สังเกตดูเนื้อผ้าอย่างละเอียด

“นี่มัน…” พลเบิกตากว้าง เมื่อเห็นว่าเนื้อผ้าของริบบิ้นนั้น มีลักษณะคล้ายคลึงกับ…

พลรีบหยิบกล่องโลหะขึ้นมาอีกครั้ง เขาพลิกมันไปมาอย่างรวดเร็ว และแล้ว เขาก็พบ… รอยเล็กๆ ที่ด้านข้างของกล่อง

มันเป็นรอยที่เหมือนกับรอยกรีดเล็กๆ บนเนื้อผ้า

พลหยิบเศษผ้าสีแดงขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนที่จะลองสอดเข้าไปในรอยนั้น…

คลิก!

เสียงกลไกภายในดังขึ้นเบาๆ ประตูของกล่องโลหะค่อยๆ แง้มออก…

พลหัวใจเต้นแรง เขาค่อยๆ เปิดกล่องออก เผยให้เห็นสิ่งที่อยู่ข้างใน…

มันคือ…

บันทึกประจำวันเล่มหนึ่ง ปกหนังสีดำเก่าแก่ และ…

รูปถ่ายใบหนึ่ง…

รูปถ่ายของเด็กสาวคนนั้น… ใบหน้าเปื้อนคราบน้ำตา แต่ดวงตาของเธอกลับเต็มไปด้วยความหวัง…

พลหยิบรูปถ่ายขึ้นมาดู มันเป็นรูปถ่ายที่ชัดเจนมาก ราวกับเพิ่งถูกถ่ายเมื่อไม่นานมานี้

“นี่มัน… ความจริงใช่ไหม?” พลพึมพำ เขาค่อยๆ เปิดบันทึกประจำวันเล่มนั้นออก

ตัวอักษรที่ปรากฏบนหน้ากระดาษ เป็นลายมือที่หวัดและดูเร่งรีบ แต่ก็ยังคงอ่านได้

“วันที่… [ตัวอักษรเลือนลางจนอ่านไม่ออก]”

“พวกเขามาแล้ว… ฉันต้องหนี… แต่… [ตัวอักษรเลือนลาง]”

“ฉันกลัว… แต่ฉันจะปกป้อง [ตัวอักษรเลือนลาง] เอาไว้ให้ได้…”

“ถ้ามีใครมาเจอ… ได้โปรด… อย่าลืมพวกเรา…”

ข้อความที่เหลืออยู่ ล้วนแต่เลือนลางจนไม่อาจอ่านออกได้อีกต่อไป

พลนั่งลงอย่างหมดแรง เขาจ้องมองไปที่รูปถ่ายและบันทึกประจำวันในมือ

เสียงกระซิบ เสียงภาพหลอน… มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

มันคือเสียงสะท้อนจากอดีต… เป็นเสียงเรียกจากวิญญาณของใครบางคน ที่กำลังพยายามจะสื่อสารกับเขา

แต่… ใครกันแน่? และทำไมถึงเป็นเขา?

พลเงยหน้ามองไปยังซากเมืองที่ปกคลุมด้วยความมืดมิด ความรู้สึกบางอย่างกำลังก่อตัวขึ้นในใจของเขา มันเป็นความรู้สึกที่ซับซ้อน ทั้งความสงสาร ความเห็นอกเห็นใจ และ… ความมุ่งมั่น

เขาจะต้องหาคำตอบให้ได้ เขาจะต้องรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเด็กสาวคนนี้ และกับผู้คนในเมืองนี้

ปริศนาที่เขาพบเจอครั้งนี้ ลึกซึ้งและอันตรายกว่าที่เขาเคยคาดคิด

และเขารู้ดีว่า… การเดินทางของเขายังคงเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น…

หน้านิยาย
หน้านิยาย
เศษเสี้ยวแห่งตะวัน

เศษเสี้ยวแห่งตะวัน

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!