ละอองเถ้าถ่านที่เคยหนาทึบจนบดบังทุกสิ่ง บัดนี้บางเบาลงจนพอจะมองเห็นเค้าลางของสิ่งต่างๆ ที่อยู่เบื้องหน้า ณัฐพลก้าวเดินอย่างระมัดระวัง แขนข้างหนึ่งยังคงประคองกระเป๋าเป้ใบเก่าที่บรรจุสัมภาระเพียงน้อยนิด อีกข้างหนึ่งกวัดแกว่งไม้เท้าที่ทำจากกิ่งไม้แข็งแรงที่เขาพบเจอระหว่างทาง มันไม่ใช่เพียงอุปกรณ์ช่วยพยุงตัว แต่ยังเป็นเครื่องมือในการสำรวจ ตรวจสอบความมั่นคงของพื้นดิน หรือแม้กระทั่งเป็นอาวุธป้องกันตัวหากจำเป็น
ภาพตรงหน้าค่อยๆ ปรากฏชัดเจนขึ้น ความมืดมิดที่เคยปกคลุมราวกับผ้าห่มหนาทึบกำลังถูกฉีกออกทีละน้อย เผยให้เห็นโครงสร้างที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นอาคารบ้านเรือน บัดนี้เหลือเพียงซากปรักหักพัง กำแพงอิฐที่แตกร้าว เศษปูนที่กองสุมอยู่ตามทาง สะท้อนให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ที่เคยมี แต่กลับถูกธรรมชาติกลืนกินและถูกทำลายจนแหลกลาญ
"นี่มัน... เมืองจริงๆ สินะ" ณัฐพลพึมพำกับตัวเอง เสียงแหบพร่าด้วยความเหนื่อยล้าและแห้งผาก เขารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเดินอยู่ในภาพวาดสีเทา ที่มีเพียงซากปรักหักพังและเถ้าถ่านเป็นองค์ประกอบหลัก
ลมพัดหวีดหวิวลอดผ่านช่องว่างของอาคารที่พังทลาย พัดพาเอาเศษเถ้าถ่านและฝุ่นละอองให้ฟุ้งกระจายขึ้นมา ราวกับวิญญาณของเมืองที่ยังคงร่ำไห้ให้กับอดีตที่สูญสลาย ณัฐพลก้าวข้ามซากปรักหักพังที่ขวางทางไปอย่างเชื่องช้า สายตาของเขาสอดส่องไปรอบทิศทาง พยายามทำความเข้าใจกับสภาพแวดล้อมที่เขาพบเจอ
เขาเดินลึกเข้ามาในเมืองเรื่อยๆ สภาพอาคารยิ่งดูเก่าแก่และทรุดโทรมมากขึ้น บางแห่งดูเหมือนจะพังทลายลงมาเกือบทั้งหมด เหลือเพียงโครงเหล็กที่บิดงอเป็นรูปทรงประหลาด บางแห่งยังคงมีเค้าโครงของกำแพงที่ตั้งตระหง่าน แต่ก็มีรอยร้าวใหญ่ปรากฏอยู่ทั่วไป
"ตรงนั้น... ดูเหมือนจะเป็นโรงงาน" ณัฐพลชี้ไปยังอาคารขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ไกลออกไป มีปล่องควันสูงเสียดฟ้าที่หักโค่นลงมาครึ่งหนึ่ง โครงสร้างโดยรวมยังคงดูแข็งแรงกว่าอาคารอื่นๆ ที่เขาเห็นมา
ความอยากรู้อยากเห็นเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ แม้จะเต็มไปด้วยความระแวงและอันตราย แต่เขาก็อดไม่ได้ที่จะเดินเข้าไปสำรวจ เขาค่อยๆ มุ่งหน้าไปยังทิศทางนั้น
เมื่อเข้าใกล้โรงงานมากขึ้น เขาก็เห็นว่ามันมีขนาดใหญ่โตเกินกว่าที่เขาจินตนาการไว้ ผนังคอนกรีตสีเทาเข้มเต็มไปด้วยคราบเขม่าและรอยไหม้ ประตูเหล็กบานใหญ่ที่เคยปิดผนึกอย่างแน่นหนา บัดนี้เปิดอ้าออกเล็กน้อย เผยให้เห็นความมืดมิดที่อยู่ภายใน
ณัฐพลหยุดยืนอยู่หน้าประตูเหล็กบานใหญ่นั้น เขาใช้ไม้เท้าเคาะเบาๆ ที่พื้นดินรอบๆ เพื่อตรวจสอบความมั่นคง จากนั้นก็ค่อยๆ ดันประตูเหล็กที่หนักอึ้งให้เปิดออกมากขึ้น เสียงโลหะเสียดสีดังครืดคราดราวกับเสียงร้องโหยหวนของผีร้าย
ภายในโรงงานมืดสนิท กลิ่นอับชื้นและกลิ่นของโลหะที่ขึ้นสนิมคละคลุ้งไปทั่ว ณัฐพลหยิบไฟฉายกระป๋องที่เขาได้มาจากหลุมหลบภัยขึ้นมา เปิดสวิตช์ แสงสีเหลืองอ่อนสาดส่องเข้าไปในความมืด
ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้เขาเบิกตากว้าง เครื่องจักรขนาดมหึมาตั้งเรียงรายอยู่เต็มพื้นที่ บางส่วนดูเหมือนจะยังอยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ แต่ส่วนใหญ่กลับขึ้นสนิมและปกคลุมไปด้วยฝุ่นละอองหนาทึบ โซ่ สายพาน ใบพัด และกลไกต่างๆ ที่ซับซ้อน บ่งบอกถึงอดีตอันรุ่งเรืองของสถานที่แห่งนี้
"ที่นี่... เคยผลิตอะไรกันนะ" เขาครุ่นคิดขณะที่เดินสำรวจไปเรื่อยๆ แสงไฟฉายส่องไปตามซอกมุมต่างๆ
เขาพบกับโต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยเอกสารที่เปื่อยยุ่ย ปากกาที่แห้งกรัง และแก้วกาแฟที่ว่างเปล่า ราวกับว่าผู้คนที่เคยทำงานที่นี่เพิ่งจะจากไปเมื่อไม่นานมานี้ แต่ความเป็นจริงกลับโหดร้ายกว่านั้นมาก
ขณะที่กำลังสำรวจอยู่ เขาก็เหลือบไปเห็นวัตถุบางอย่างที่ส่องประกายอยู่บนชั้นวางของที่สูงขึ้นไป
"นั่นมันอะไร?" เขาเดินเข้าไปใกล้ขึ้น ใช้ไม้เท้าพยุงตัวปีนขึ้นไปบนกล่องไม้ที่วางอยู่ใกล้ๆ
วัตถุชิ้นนั้นเป็นโลหะทรงกลมขนาดเท่าฝ่ามือ มีลวดลายสลักเสลาอย่างประณีต บนพื้นผิวมีรอยขีดข่วนและรอยบุบอยู่บ้าง แต่ยังคงเห็นประกายของโลหะที่ดูแปลกตา
เมื่อเขาหยิบมันขึ้นมา เขาก็พบว่ามันมีน้ำหนักพอสมควร และเย็นเฉียบเมื่อสัมผัส
"เหมือน... ตราสัญลักษณ์อะไรสักอย่าง" ณัฐพลพลิกดูไปมา ลวดลายที่สลักอยู่เป็นรูปดวงอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้า มีแสงรังสีแผ่ออกมา และมีตัวอักษรบางอย่างที่ไม่คุ้นเคยสลักอยู่ด้านล่าง
เขารู้สึกเหมือนเคยเห็นลวดลายแบบนี้มาก่อน แต่ก็นึกไม่ออกว่าที่ไหน
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าดังมาจากด้านนอกโรงงาน ทำให้ณัฐพลสะดุ้งตกใจ เขาเก็บวัตถุโลหะชิ้นนั้นใส่กระเป๋าเป้ทันที และรีบดับไฟฉาย
หัวใจของเขาเต้นระรัว เขาพยายามเงี่ยหูฟังเสียงที่ดังเข้ามา
"มีใครอยู่รึเปล่า!" เสียงห้าวๆ ดังมาจากด้านนอก
ณัฐพลกลั้นหายใจ ซ่อนตัวอยู่หลังเครื่องจักรขนาดใหญ่ เขาไม่รู้ว่าใครอยู่ข้างนอก เป็นมนุษย์ด้วยกัน หรือเป็นสิ่งมีชีวิตอื่นที่อันตราย
เขาภาวนาขอให้เสียงนั้นเดินจากไป
เสียงฝีเท้าเดินเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ บานประตูเหล็กที่เขาเปิดไว้ส่งเสียงครืดคราดอีกครั้ง
"เฮ้! ใครก็ได้ยินไหม!" เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้มีน้ำเสียงที่หงุดหงิดกว่าเดิม
ณัฐพลกัดฟันแน่น เขาเตรียมพร้อมที่จะต่อสู้หากจำเป็น เขาคว้าไม้เท้าขึ้นมาไว้ในมือ
แล้วเขาก็เห็นเงาของผู้มาเยือนทาบทอดยาวเข้ามาในความมืด
เป็นร่างของชายคนหนึ่ง เขาสวมเสื้อผ้าที่ดูเก่าขาด แต่ก็ยังคงปกปิดร่างกายได้มิดชิด มือข้างหนึ่งถือไฟฉายที่ส่องแสงสีขาวจ้าเข้ามาในโรงงาน
"ไม่มีใครอยู่จริงๆ เหรอวะ" ชายคนนั้นบ่นพึมพำ
ณัฐพลยังคงนิ่งสนิท เขาไม่ขยับตัวแม้แต่น้อย
แสงไฟฉายสาดส่องไปรอบๆ และหยุดนิ่งอยู่ตรงที่ณัฐพลซ่อนตัวอยู่
"ใครนั่น!" ชายคนนั้นตะโกนเสียงดัง
ณัฐพลรู้ตัวว่าไม่สามารถหลบซ่อนได้อีกต่อไป เขาค่อยๆ ก้าวออกมาจากเงา
"อย่าทำอะไรนะ" ณัฐพลพูดเสียงเบา
ชายคนนั้นชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะลดไฟฉายลงเล็กน้อย
"แก... เป็นใคร" ชายคนนั้นถามด้วยความสงสัย
ณัฐพลมองสำรวจชายตรงหน้า ใบหน้าของเขาซีดเซียว มีหนวดเคราขึ้นรุงรัง ดวงตาดูเหนื่อยล้า แต่ก็ยังคงมีความเฉลียวฉลาดซ่อนอยู่
"ฉัน... ฉันชื่อณัฐพล" เขาตอบ
"ณัฐพล?" ชายคนนั้นทวนคำ "ฉันชื่อสมชาย"
สมชายเดินเข้ามาใกล้อีกก้าวหนึ่ง สังเกตการณ์ณัฐพลอย่างพิจารณา
"แกมาทำอะไรที่นี่" สมชายถาม
"กำลังสำรวจ..." ณัฐพลตอบอย่างระมัดระวัง
"สำรวจ? ที่นี่น่ะมันอันตรายนะ" สมชายมองไปรอบๆ "เต็มไปด้วยซากปรักหักพัง แล้วก็... อาจจะมีอะไรที่แย่กว่านั้นอีก"
ณัฐพลพยักหน้าเห็นด้วย "ฉันรู้"
"แล้ว... ทำไมแกถึงมาอยู่ที่นี่คนเดียว" สมชายถามต่อ
"ฉัน... ฉันหลงทางมา" ณัฐพลโกหก เขาไม่แน่ใจว่าจะไว้ใจชายคนนี้ได้แค่ไหน
สมชายมองณัฐพลด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก "หลงทางมา? เมืองนี้มันถูกทิ้งร้างมานานแล้วนะ ไม่มีใครเขาหลงทางมาถึงที่นี่กันง่ายๆ หรอก"
ณัฐพลรู้สึกได้ถึงแรงกดดัน เขาต้องระมัดระวังคำพูดของตัวเอง
"ฉัน... ฉันมาจากที่อื่น" เขาพยายามอธิบาย
สมชายเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ
"เอาเถอะ... ฉันไม่ได้มีเจตนาจะทำร้ายแกหรอก" สมชายพูด "ฉันเองก็กำลังหาของอยู่"
"หาของ?" ณัฐพลเลิกคิ้ว
"ใช่... หาของที่อาจจะยังหลงเหลืออยู่" สมชายตอบ "เผื่อจะเอาไปแลกเปลี่ยน หรือเอาไว้ใช้ประโยชน์"
ทั้งสองคนยืนมองหน้ากันครู่หนึ่ง บรรยากาศเริ่มผ่อนคลายลงเล็กน้อย
"แก... รู้จักเมืองนี้ดีแค่ไหน" ณัฐพลถาม
"พอสมควร" สมชายตอบ "ฉันเคยอยู่ที่นี่มาก่อน... ก่อนที่ทุกอย่างจะพังลง"
คำพูดของสมชายทำให้ณัฐพลยิ่งอยากรู้เรื่องราวต่างๆ ของเมืองนี้มากขึ้น
"แล้ว... ที่นี่มันเคยเป็นอะไรมาก่อน" ณัฐพลถามอีกครั้ง
สมชายมองไปรอบๆ ด้วยสายตาที่เศร้าสร้อย "ที่นี่เคยเป็นโรงงานผลิต... เครื่องมือบางอย่าง"
"เครื่องมือ?"
"ใช่... เครื่องมือที่เคยช่วยให้พวกเราอยู่รอด" สมชายตอบ "แต่ตอนนี้... ทุกอย่างก็เหลือแต่ซาก"
เขาเดินเข้าไปใกล้เครื่องจักรชิ้นหนึ่ง ใช้มือลูบไปตามโครงเหล็กที่ขึ้นสนิม
"ที่นี่เคยเต็มไปด้วยผู้คน... เสียงดังอึกทึก... แต่ตอนนี้..." สมชายเว้นวรรค "เหลือเพียงความเงียบ"
ณัฐพลเงียบไป เขาพยายามทำความเข้าใจกับสิ่งที่สมชายกำลังเล่า
"แก... ดูเหมือนจะรู้จักที่นี่ดี" ณัฐพลกล่าว
"ใช่... มันคือบ้านของฉัน" สมชายตอบ "ถึงแม้ว่าตอนนี้... มันจะกลายเป็นบ้านของความตายก็ตาม"
ทันใดนั้นเอง สมชายก็หันมามองณัฐพลด้วยสายตาที่จริงจังขึ้น
"แก... พอจะรู้ไหมว่าทำไมโลกถึงเป็นแบบนี้" สมชายถาม
ณัฐพลส่ายหน้า "ฉัน... ฉันไม่รู้"
"ไม่มีใครรู้หรอก" สมชายพึมพำ "พวกเรา... แค่ต้องพยายามมีชีวิตรอดต่อไป"
เขาหันกลับไปมองเครื่องจักรอีกครั้ง "แต่บางที... เราอาจจะต้องย้อนกลับไปดูอดีต เพื่อหาคำตอบ"
ณัฐพลนึกถึงวัตถุโลหะทรงกลมที่เขาพบเจอในกระเป๋าเป้ของเขา
"คุณสมชายครับ" ณัฐพลกล่าว "ผมเจอของสิ่งหนึ่ง... ที่อาจจะเกี่ยวข้องกับที่นี่"
เขาค่อยๆ ดึงวัตถุโลหะชิ้นนั้นออกมาจากกระเป๋าเป้
สมชายหันกลับมามอง เมื่อเห็นวัตถุนั้น ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างขึ้น
"นี่มัน..." สมชายอุทาน "นี่มัน... ตราสัญลักษณ์ของที่นี่นี่นา!"
เขารับวัตถุโลหะชิ้นนั้นมาดูอย่างพิจารณา ลวดลายที่สลักอยู่คุ้นตาเขาเป็นอย่างดี
"ตราสัญลักษณ์ของ 'แสงตะวัน'" สมชายกล่าว "เป็นสัญลักษณ์ของบริษัท... ที่เคยผลิตเครื่องมือแห่งความหวัง"
"แสงตะวัน?" ณัฐพลทวนคำ
"ใช่... ก่อนที่ทุกอย่างจะมืดมิดลง" สมชายกล่าว "พวกเขาเคยสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ที่น่าทึ่ง... ที่ช่วยให้ผู้คนอยู่รอดในยามยากลำบาก"
"แล้ว... เครื่องมือเหล่านั้นอยู่ที่ไหนครับ" ณัฐพลถามด้วยความหวัง
สมชายเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าช้าๆ
"ฉันไม่รู้... พวกมันถูกเก็บไว้ที่ไหนสักแห่ง" สมชายตอบ "แต่ถ้าเราสามารถตามหาพวกมันเจอ... บางที... เราอาจจะยังมีหวัง"
เขามองณัฐพลด้วยสายตาที่เปล่งประกาย "แก... เหมือนจะนำโชคมาให้ฉันนะ ณัฐพล"
ณัฐพลรู้สึกถึงความตื่นเต้นปะปนกับความหวังที่ก่อตัวขึ้นในใจ เขาไม่รู้ว่าสิ่งประดิษฐ์เหล่านั้นคืออะไร แต่การที่สมชายกล่าวถึง 'เครื่องมือแห่งความหวัง' ทำให้เขารู้สึกว่าเขาอาจจะเจอเบาะแสสำคัญที่จะนำไปสู่ความอยู่รอด
"เราจะตามหาพวกมันกัน" ณัฐพลกล่าวด้วยความมุ่งมั่น
สมชายยิ้มบางๆ "ดี... อย่างน้อยที่สุด... ฉันก็จะไม่เหงาอีกต่อไป"
ขณะที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น เสียงกรีดร้องโหยหวนดังมาจากด้านนอกโรงงาน ทำให้ทั้งคู่สะดุ้งโหยง
"อะไรน่ะ!" สมชายอุทาน
ณัฐพลและสมชายหันไปมองทางต้นเสียงอย่างระแวดระวัง
ความมืดมิดภายนอกโรงงานดูเหมือนจะคืบคลานเข้ามามากขึ้น และเสียงกรีดร้องนั้นก็ดังขึ้นเรื่อยๆ ราวกับจะบ่งบอกถึงอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้
ณัฐพลรู้สึกได้ถึงความหนาวเหน็บที่ไม่ได้มาจากอากาศ แต่มาจากความรู้สึกไม่ปลอดภัยที่กำลังครอบงำ
พวกเขาจะเผชิญหน้ากับอะไร? และเสียงกรีดร้องนั้นคืออะไรกันแน่?

เศษเสี้ยวแห่งตะวัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก