ละอองเถ้าถ่านที่เคยหนาทึบจนบดบังทุกสิ่ง บัดนี้บางเบาลงจนพอจะมองเห็นเค้าลางของสิ่งต่างๆ ที่อยู่เบื้องหน้า ณัฐพลก้าวเดินอย่างระมัดระวัง แขนข้างหนึ่งยังคงประคองกระเป๋าเป้ใบเก่าที่บรรจุสัมภาระเพียงน้อยนิด สัมผัสของพื้นดินที่แห้งผากและแข็งกระด้างใต้ฝ่าเท้า รองเท้าบูทเก่าคร่ำคร่าที่พยายามปกป้องเท้าจากเศษแก้วและโลหะที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วบริเวณ
เมืองนี้คือหลุมศพที่ยังมีชีวิต ซากตึกระฟ้าที่เคยสง่างาม บัดนี้เหลือเพียงโครงสร้างเหล็กที่บิดเบี้ยว และผนังที่พังทลายลงมา เผยให้เห็นภายในที่ว่างเปล่า ราวกับอวัยวะภายในที่ถูกควักออกไป แสงสลัวจากดวงตะวันสีเทาอ่อนส่องผ่านช่องว่างของเมฆเถ้า ถ่าน ทำให้เกิดเงาทอดยาวที่บิดเบี้ยว และทำให้บรรยากาศยิ่งดูอึมครึมและน่าหวั่นเกรง
พลสูดลมหายใจเข้าลึกๆ อากาศยังคงมีกลิ่นฉุนของควันและสิ่งที่เผาไหม้ แต่ก็เจือจางลงจนพอจะรับได้ เขาเหลือบมองนาฬิกาข้อมือที่แทบจะกลายเป็นของเก่าแก่ไปแล้ว ตัวเลขดิจิทัลกะพริบเป็นบางครั้ง แสดงให้เห็นถึงความเสื่อมโทรมของอุปกรณ์ แต่ก็ยังคงบอกเวลาที่เดินไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง
“เหลืออีกไม่กี่ชั่วโมง…ก่อนที่ความมืดจะกลืนกินทุกสิ่งอีกครั้ง” พลพึมพำกับตัวเอง เสียงของเขาแผ่วเบา จนแทบจะกลืนหายไปกับเสียงลมที่พัดหวีดหวิวผ่านซากปรักหักพัง
เป้าหมายของเขาคืออาคารที่เคยเป็นห้องสมุดประจำเมือง มันตั้งตระหง่านอยู่ไม่ไกลนัก ท่ามกลางซากตึกอื่นๆ แม้จะดูทรุดโทรม แต่โครงสร้างหลักของมันยังคงแข็งแรงพอที่จะเป็นที่กำบังได้ เขาเคยได้ยินข่าวลือจากชาวเมืองคนสุดท้ายที่เขาพบในหลุมหลบภัย ว่าภายในห้องสมุดแห่งนั้นอาจมีบางอย่างที่ยังคงหลงเหลืออยู่ หนังสือที่ถูกเก็บรักษาไว้อย่างดี หรืออาจจะเป็นข้อมูลบางอย่างที่สามารถไขปริศนาของหายนะครั้งนี้ได้
ยิ่งเข้าใกล้ พลก็ยิ่งได้ยินเสียงที่แปลกประหลาด เสียงนั้นดังแผ่วเบา ราวกับเสียงลมกระซิบ แต่ก็มีความถี่ที่สูงกว่า เป็นเสียงที่ทำให้ขนลุกไปทั้งสันหลัง มันไม่ใช่เสียงของสัตว์ป่า หรือเสียงของลมแน่ๆ
พลหยุดเดิน มือขวากำด้ามมีดที่พกติดตัวแน่น เขาหยิบวิทยุสื่อสารเก่าๆ ขึ้นมา ลองเปิดสวิตช์ดู แต่ก็มีเพียงเสียงซ่าที่ดังรบกวน เขาได้แต่ถอนหายใจ ความหวังที่จะติดต่อกับผู้รอดชีวิตคนอื่นริบหรี่ลงทุกที
“ใครอยู่ตรงนั้น?” พลตะโกนถาม เสียงของเขาแหบพร่า เขาพยายามควบคุมน้ำเสียงให้ดูมั่นคงที่สุด แต่ความกังวลก็ฉายชัดออกมา
ไม่มีเสียงตอบกลับ มีเพียงเสียงลมที่พัดแรงขึ้น ราวกับจะคอยตอบรับความหวาดกลัวของเขา
พลตัดสินใจเดินหน้าต่อไป เขาค่อยๆ ก้าวเข้าไปในบริเวณที่เคยเป็นสวนสาธารณะของเมือง บัดนี้เหลือเพียงหญ้าแห้งเหี่ยว และต้นไม้ที่ยืนต้นตาย ใบของมันร่วงโรย กองทับถมกันเป็นพะเนิน
เขาเหลือบมองไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง สายตาของเขาจับจ้องไปที่เงาตะคุ่มที่เคลื่อนไหวอยู่ไกลๆ มันเป็นเงาของบางสิ่งที่ใหญ่พอสมควร กำลังเคลื่อนที่อย่างช้าๆ เข้ามาทางเขา
“สัตว์อะไรกันนะ?” พลคิดในใจ เขาเคยพบเจอกับสัตว์ที่กลายพันธุ์จากกัมมันตรังสีมาบ้างแล้ว แต่พวกมันส่วนใหญ่มักจะหลีกเลี่ยงมนุษย์ เว้นเสียแต่ว่าพวกมันจะหิวโหยจริงๆ
เงานั่นค่อยๆ ชัดเจนขึ้น พลเบิกตากว้างอย่างไม่เชื่อสายตา
มันไม่ใช่สัตว์ที่เขารู้จัก มันคือสิ่งมีชีวิตที่รูปร่างคล้ายมนุษย์ แต่มีแขนขายาวเก้งก้าง ผิวหนังซีดเซียวจนเกือบจะเป็นสีขาว ดวงตาของมันกลมโต สีดำสนิท สะท้อนแสงจางๆ จากท้องฟ้า พลเห็นมันมีบางอย่างคล้ายกับขนที่ขึ้นปกคลุมตามร่างกายเป็นหย่อมๆ
“พวก…พวกนั้น!” พลอุทานออกมาอย่างตกใจ นี่คือสิ่งที่เขาได้ยินจากเรื่องเล่าของชาวเมืองคนสุดท้าย เป็น “เงา” ที่ออกหากินตอนกลางวัน และน่ากลัวกว่าสัตว์กลายพันธุ์ทั่วไป
พลไม่มีทางเลือกอื่น เขาตัดสินใจที่จะเผชิญหน้ากับมัน แทนที่จะวิ่งหนี เขาค่อยๆ ถอยหลังไปช้าๆ สายตาไม่ละไปจากเงาที่กำลังคืบคลานเข้ามา
“ถอยไป…อย่าเข้ามานะ!” พลตะโกน พยายามข่มขู่
เงาตัวนั้นหยุดนิ่งไปชั่วครู่ ราวกับกำลังประเมินสถานการณ์ มันมีเสียงแหลมสูงดังออกมาจากลำคอของมัน คล้ายเสียงร้องโหยหวนที่ไม่ใช่ภาษามนุษย์
พลรีบหันหลังวิ่งกลับไปยังทิศทางเดิมที่เขามา เขาไม่ต้องการที่จะต่อสู้กับพวกมันในที่โล่งแบบนี้
เสียงฝีเท้าที่แห้งผากและกึกก้องดังตามมาติดๆ พลได้ยินเสียงร้องของเงาอีกหลายตัว ดังมาจากทิศทางอื่น ราวกับว่าพวกมันกำลังล้อมกรอบเขา
“บ้าเอ้ย! พวกมันมากันเยอะขนาดนี้เชียว!” พลสบถ เขาวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต ผ่านซากรถยนต์ที่พลิกคว่ำ ราวกับเป็นอุปสรรคที่เขาต้องกระโดดข้าม
เขาเหลียวหลังไปมอง เห็นเงาหลายตัวกำลังวิ่งไล่ตามมาติดๆ ร่างกายของพวกมันดูอ่อนแอ แต่ก็มีความคล่องแคล่วที่น่าเหลือเชื่อ
พลเหลือบมองเห็นทางเข้าห้องสมุดที่อยู่ไม่ไกล เขาเร่งความเร็วขึ้นไปอีก
“อีกนิดเดียว…อีกนิดเดียว” เขาพยายามปลุกเร้าตัวเอง
เมื่อถึงหน้าประตูห้องสมุดที่พังทลายลงมาบางส่วน พลก็พุ่งเข้าไปทันที เขาไม่เสียเวลาลังเล เขารู้ดีว่าถ้าเขาช้ากว่านี้อีกเพียงเสี้ยววินาที เขาก็คงจะกลายเป็นอาหารของพวกมัน
พลวิ่งเข้าไปข้างในอาคารที่มืดสลัว เขาได้ยินเสียงกึกก้องของพวกเงาที่พยายามจะตามเข้ามา แต่ดูเหมือนว่าพวกมันจะลังเลที่จะเข้าไปในอาคารที่ปิดมิดชิด
พลรีบสำรวจรอบๆ เขาเห็นว่ามีทางเข้าอยู่ทางด้านหลังของห้องโถงใหญ่ เขาตัดสินใจที่จะเข้าไปหลบซ่อนตัวที่นั่น
ภายในอาคาร มีฝุ่นหนาทึบปกคลุมทุกสิ่งทุกอย่าง แสงสลัวที่ส่องผ่านช่องว่างของผนัง ทำให้เห็นเป็นลำแสงที่ดูเหมือนเป็นปาฏิหาริย์
พลได้ยินเสียงกระซิบเบาๆ ดังมาจากมุมมืดของห้องโถง เสียงนั้นไม่ใช่เสียงของพวกเงา มันเป็นเสียงที่ฟังดูเหมือนมนุษย์ แต่แผ่วเบาจนแทบจะไม่ได้ยิน
“ใคร…ใครอยู่ตรงนั้น?” พลถามอย่างระแวง
ไม่มีเสียงตอบรับ มีเพียงเสียงกระซิบที่ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ฟังดูเหมือนกับเป็นเสียงเรียกชื่อของเขา “พล…พล…”
พลใจเต้นแรง นี่มันอะไรกัน? เสียงนี้มาจากไหน?
เขาค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้ต้นเสียงอย่างระมัดระวัง
เมื่อมาถึงมุมมืด พลก็พบกับสิ่งที่ไม่คาดคิด
มีหญิงสาวคนหนึ่งนั่งขดตัวอยู่ เธอสวมเสื้อผ้าที่ขาดวิ่น ผมยาวสีดำปิดบังใบหน้า ร่างกายของเธอดูผอมบางจนน่าเป็นห่วง
“คุณ…คุณเป็นใคร?” พลถามอย่างอ่อนโยน
หญิงสาวค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมา ใบหน้าของเธอซีดเผือด แต่ดวงตาของเธอกลับฉายแววของความหวังที่ยังไม่ดับมอด
“ฉัน…ฉันชื่อ ลิลลี่” เธอตอบเสียงสั่นเครือ
“ลิลลี่…คุณอยู่ที่นี่คนเดียวเหรอ?” พลถาม
ลิลลี่พยักหน้า น้ำตาคลอเบ้า “ฉัน…ฉันหลงทางมาที่นี่…ตั้งแต่…ตั้งแต่เมืองล่มสลาย”
พลมองดูเธออย่างสงสาร เขาเข้าใจดีถึงความรู้สึกโดดเดี่ยวและสิ้นหวังที่เธอต้องเผชิญ
“แล้ว…เสียงเมื่อกี้…เสียงที่เรียกชื่อฉัน…เสียงของคุณใช่ไหม?” พลถาม
ลิลลี่ส่ายหน้าช้าๆ “ไม่ใช่…เสียงนั้น…เสียงนั้นไม่ใช่ของฉัน…มันเป็นเสียง…เสียงจากใต้ดิน”
พลขมวดคิ้ว “ใต้ดิน? หมายถึง…อุโมงค์ลับ หรืออะไรแบบนั้น?”
ลิลลี่พยักหน้า “ฉัน…ฉันได้ยินเสียงนั้นมาตลอด…ตั้งแต่ฉันมาอยู่ที่นี่…มันเหมือนกับ…มันกำลังพยายามสื่อสารกับฉัน”
พลรู้สึกถึงความประหลาดใจที่ปะปนไปด้วยความตื่นเต้น เขาไม่เคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับเสียงที่ดังออกมาจากใต้ดินมาก่อน
“มันสื่อสารอะไรกับคุณ?” พลถาม
“มัน…มันบอกให้ฉัน…ให้ฉันหาทางลงไป…ลงไปข้างล่าง…มีบางอย่าง…บางอย่างสำคัญรออยู่” ลิลลี่พูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ
พลมองไปที่พื้นห้อง เขาเห็นว่ามีบางส่วนของพื้นกระเบื้องที่ดูเหมือนจะถูกยกขึ้นมา มีช่องว่างเล็กๆ อยู่ตรงนั้น
“คุณหมายถึงตรงนี้เหรอ?” พลชี้ไปที่ช่องว่าง
ลิลลี่พยักหน้า “ใช่…ฉันเคยพยายามจะเปิดมัน…แต่มันหนักเกินไป”
พลค่อยๆ เดินเข้าไปดู เขาใช้ปลายเท้าดันกระเบื้องที่หลวมอยู่ มันขยับได้เล็กน้อย
“ดูเหมือนว่าจะมีทางลงไปข้างล่างจริงๆ” พลพูด
ความรู้สึกอยากรู้อยากเห็นเข้าครอบงำเขา ความเสี่ยงที่จะพบกับอันตรายที่มองไม่เห็นนั้นมีอยู่สูง แต่เสียงกระซิบจากความมืดที่ลิลลี่ได้ยิน มันเหมือนกับกำลังดึงดูดเขาเข้าไป
“คุณแน่ใจนะว่าอยากจะลงไป?” พลถามลิลลี่
ลิลลี่พยักหน้าอย่างมุ่งมั่น “ฉัน…ฉันรู้สึกว่า…นี่คือทางเดียว…ทางเดียวที่จะรอด”
พลพยักหน้า เขาไม่รู้ว่าอะไรกำลังรอพวกเขาอยู่ข้างหน้า แต่เขารู้ว่าการอยู่เฉยๆ ไม่ใช่ทางออก
“โอเค…เราจะลองเปิดมันดู” พลพูด เขาคุกเข่าลง และเริ่มออกแรงงัดกระเบื้องที่หลวมอยู่
เมื่อกระเบื้องถูกยกขึ้น เผยให้เห็นทางลงสู่ความมืดมิดเบื้องล่าง มีกลิ่นอับชื้นที่ลอยขึ้นมาปะทะจมูก
พลเหลือบมองลิลลี่ที่กำลังมองลงไปในความมืด ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวังและความกลัว…

เศษเสี้ยวแห่งตะวัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก