ลมหนาวที่เคยพัดกรีดผ่านยอดไม้สูงตระหง่านกลับกลายเป็นกระแสลมอันอึมครึม ชวนขนลุกซู่ ภูผายืนนิ่งอยู่ท่ามกลางป่าทึบที่ไร้ซึ่งแสงตะวัน ราวกับว่าธรรมชาติรอบกายกำลังกลั้นหายใจรอคอยบางสิ่งบางอย่าง ความเย็นยะเยือกที่แทรกซึมเข้าสู่กระดูกไม่ได้มาจากอากาศภายนอกอีกต่อไป แต่มันคือความเย็นที่แผ่ซ่านมาจากบางสิ่งบางอย่างที่มองไม่เห็น แต่สัมผัสได้ถึงพลังอำมหิตที่กำลังคุกคาม
เขาเพิ่งจะผ่านการต่อสู้ที่ทำให้ร่างกายสะบักสะบอม แต่จิตใจกลับตื่นตัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ภาพของร่างเงาที่ปรากฏขึ้นจากเงามืดและหายลับไปอย่างรวดเร็วยังคงติดตา เสียงขู่คำรามแผ่วเบาที่เหมือนจะมาจากทุกทิศทุกทางยังคงก้องอยู่ในโสตประสาท ดวงตาคมกริบของภูผากวาดมองไปรอบตัว สแกนทุกซอกทุกมุมด้วยความระแวดระวัง มือขวากำด้ามมีดสั้นที่เหน็บอยู่ที่เอวแน่นราวกับมันจะเป็นสิ่งเดียวที่ยึดเหนี่ยวเขาไว้กับโลกแห่งความเป็นจริง
"นี่มันไม่ใช่แค่ป่าธรรมดา" เสียงแหบพร่าของภูผาพึมพำกับตัวเอง "มีบางอย่างอยู่ที่นี่... บางอย่างที่เก่าแก่และชั่วร้าย"
เขาจำได้ว่าก่อนที่เขาจะมาถึงที่นี่ เขาได้รับคำเตือนจากชายชราผู้ลึกลับที่เขาพบโดยบังเอิญริมทาง ชายชราผู้นั้นมีดวงตาที่สั่นไหวราวกับเห็นอนาคต และริมฝีปากที่ขยับเอ่ยคำเตือนด้วยเสียงที่สั่นเครือ "อย่าเข้าไปในป่าแห่งนั้น... มันคือสุสานโบราณที่กักขังสิ่งชั่วร้ายเอาไว้... พลังอำมหิตที่พร้อมจะปลดปล่อยออกมาเมื่อถึงเวลา"
ในตอนแรก ภูผาคิดว่าชายชราผู้นั้นเพียงแค่เพี้ยนไปตามกาลเวลา แต่เมื่อเขาได้ก้าวเท้าเข้ามาในป่าแห่งนี้ และได้สัมผัสกับความเย็นยะเยือกที่ผิดธรรมชาติ พร้อมกับเหตุการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ เขาก็เริ่มเชื่อในคำเตือนนั้น
เขาลองเพ่งสมาธิ พยายามสัมผัสถึงพลังงานรอบตัว ความรู้สึกที่เหมือนมีใครกำลังจ้องมองเขาอยู่กลับทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ มันไม่ใช่การจ้องมองของมนุษย์ แต่เป็นการจ้องมองของบางสิ่งที่ไร้ซึ่งอารมณ์ ความรู้สึกเย็นเยียบที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างนั้นไม่ใช่ความกลัว แต่มันคือความตื่นตัวขั้นสุด เหมือนกับสัตว์ป่าที่กำลังเผชิญหน้ากับนักล่า
ทันใดนั้น เสียงใบไม้แห้งที่ถูกย่ำดังขึ้นเบาๆ จากทางด้านหลัง ภูผาหมุนตัวกลับอย่างรวดเร็ว มีดสั้นในมือถูกชักออกมาจนสุดปลาย ใบมีดสะท้อนแสงสลัวที่ลอดผ่านกิ่งไม้ที่หนาทึบ
ร่างเงาดำทมึนปรากฏขึ้นจากเงามืดอีกครั้ง คราวนี้มันไม่ได้หายลับไปในทันที แต่ลอยนิ่งอยู่ห่างจากเขาไปไม่กี่เมตร ร่างนั้นไม่มีรูปร่างที่ชัดเจนนัก มันเหมือนกับกลุ่มควันสีดำที่รวมตัวกันเป็นรูปร่างคล้ายมนุษย์ แต่กลับมีมือที่ยาวเก้งก้างและดวงตาที่เรืองแสงสีแดงฉานสองดวงที่กำลังจ้องมองมาที่เขาอย่างไม่กระพริบ
"แก... คือผู้บุกรุก" เสียงที่แหบแห้งและเย็นยะเยือกราวกับน้ำแข็งดังขึ้นมาจากร่างเงานั้น มันไม่ใช่เสียงที่เปล่งออกมาจากลำคอ แต่เหมือนเสียงที่ลอดผ่านโสตประสาทของเขาโดยตรง "แก... กล้าดียังไง... มาปลุกข้า..."
ภูผาไม่ตอบ เขาเพียงแต่จ้องมองไปยังร่างเงานั้นอย่างไม่ลดละ สัญชาตญาณบอกเขาว่านี่คือภัยอันตรายที่ร้ายกาจยิ่งกว่าที่เขาเคยเผชิญมา
"ปลุกอะไร?" ภูผาถามด้วยน้ำเสียงที่พยายามควบคุมให้มั่นคง "ข้าแค่ผ่านมา... ไม่ได้ต้องการปลุกใคร"
"โกหก!" เสียงของร่างเงาดังขึ้นอย่างเกรี้ยวกราด "แก... สัมผัสถึงพลัง... แก... ต้องการมัน..."
"ข้าไม่ต้องการอะไรทั้งนั้น" ภูผาตอบ "ข้ามาเพื่อตามหาบางอย่าง... และข้าจะออกไปเมื่อหาเจอ"
"ไม่มีใคร... ออกไปจากที่นี่ได้..." ร่างเงาค่อยๆ เคลื่อนเข้ามาใกล้ ภูผาตั้งท่าเตรียมพร้อม
"เจ้า... คือผู้ถูกเลือก..." เสียงของมันค่อยๆ อ่อนลง แต่กลับแฝงไปด้วยความเยือกเย็นที่น่ากลัวกว่าเดิม "เจ้า... จะถูกกลืนกิน... โดยเพลิงวิญญาณ..."
"เพลิงวิญญาณ?" ภูผาเลิกคิ้ว "มันคืออะไร?"
"มันคือพลัง... ที่ถูกกักขัง... ไว้ที่นี่... เพื่อรอคอย... ผู้สืบทอด... ผู้ที่คู่ควร..." ร่างเงาหัวเราะอย่างเย็นเยียบ "และเจ้า... คือผู้ที่คู่ควร... ที่จะปลดปล่อยมัน..."
ก่อนที่ภูผาจะได้ตอบสนอง ร่างเงาก็พุ่งเข้าใส่เขาด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ ภูผาเบี่ยงตัวหลบอย่างฉิวเฉียด ไอเย็นยะเยือกที่มาจากร่างเงาปะทะเข้ากับแขนของเขาจนรู้สึกเหมือนถูกแช่แข็ง
เขาพลิกตัว ใช้มีดสั้นที่อยู่ในมือฟันเข้าใส่ร่างเงา แต่มันกลับทะลุผ่านร่างเงาไปโดยไม่โดนอะไรเลย มีดสั้นของเขาดูเหมือนจะไม่มีผลใดๆ ต่อสิ่งมีชีวิตที่จับต้องไม่ได้นี้
"ไร้ประโยชน์..." เสียงของร่างเงาดังขึ้น "อาวุธของมนุษย์... ไม่มีผลกับข้า..."
ภูผาถอยห่างออกมาอย่างรวดเร็ว เขาพยายามประเมินสถานการณ์ ร่างเงาตรงหน้าไม่ใช่ผีดิบหรือปีศาจที่เขารู้จัก มันคือสิ่งที่เหนือธรรมชาติอย่างแท้จริง
"ถ้าอาวุธของข้าใช้ไม่ได้ แล้วเจ้ากลัวอะไร?" ภูผาแกล้งถามเพื่อยั่วยุ
ร่างเงาสะบัดกิ่งก้านของมันราวกับกำลังโกรธ "ข้า... ไม่ได้กลัว... ข้าแค่... ไม่ต้องการให้แก... แตะต้อง... สิ่งศักดิ์สิทธิ์..."
"สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่กักขังอยู่ในสุสานโบราณเนี่ยนะ?" ภูผาหัวเราะเยาะ "ฟังดูเหมือนนิทานหลอกเด็กมากกว่า"
"แก... จะได้รู้... ว่ามันไม่ใช่เรื่องตลก..." ร่างเงาแผ่ขยายออก รัศมีแห่งความเย็นยะเยือกกระจายไปทั่วบริเวณ ภูผารู้สึกได้ถึงพลังงานที่กำลังก่อตัวขึ้น
ทันใดนั้น แสงสีแดงฉานก็เริ่มปรากฏขึ้นรอบตัวภูผา มันไม่ใช่แสงจากตะเกียงหรือไฟฉาย แต่มันคือแสงที่แผ่ซ่านออกมาจากพื้นดิน ราวกับว่าพื้นดินกำลังลุกไหม้ด้วยไฟที่ไม่มอดไหม้
"นี่มันอะไรกัน?" ภูผาอุทาน
"นี่คือ... จุดเริ่มต้น..." เสียงของร่างเงาค่อยๆ จางหายไป "เพลิงวิญญาณ... กำลังตื่นขึ้น... เพราะเจ้า..."
ภูผาหันไปมองรอบตัว แสงสีแดงฉานเริ่มสว่างจ้าขึ้นเรื่อยๆ อุณหภูมิในบริเวณรอบตัวเขาเริ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เขาได้ยินเสียงเหมือนน้ำเดือดดังมาจากพื้นดิน
"ถ้าแก... หนี... ไป... เมือง... นั้น... จะ... ถูก... กลืนกิน..." เสียงของร่างเงาแผ่วเบาลงเรื่อยๆ จนแทบจะไม่ได้ยิน "เพลิงวิญญาณ... กระหาย... วิญญาณ... ของมนุษย์..."
ภูผามองไปยังทิศทางที่เขาสันนิษฐานว่าเป็นใจกลางเมืองหลวงของมหานครที่อยู่ห่างออกไปหลายสิบกิโลเมตร หากสิ่งที่ร่างเงาพูดเป็นความจริง การที่เขามาถึงที่นี่ อาจนำมาซึ่งหายนะที่ใหญ่หลวงกว่าที่เขาคิด
"ไม่... ข้าต้องหยุดมัน..." ภูผาตัดสินใจ เขาไม่สามารถปล่อยให้มหานครที่เต็มไปด้วยผู้คนต้องพบกับชะตากรรมเช่นนี้
เขาหันกลับไปมองที่ร่างเงาที่กำลังสลายตัวไป ทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าและความรู้สึกเย็นเยียบที่ยังคงค้างคา
"แล้วข้าจะกลับมา... เพื่อจัดการกับเจ้า" ภูผาตะโกนไล่หลังร่างที่หายไป
เมื่อร่างเงาได้สลายไปจนหมดสิ้น แสงสีแดงฉานที่พื้นดินก็ค่อยๆ หรี่ลง แต่ความรู้สึกอึดอัดและอันตรายยังคงมีอยู่ ภูผารู้ดีว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่และน่าสะพรึงกลัวกว่าที่เขาเคยจินตนาการ
เขารีบเก็บมีดสั้นเข้าฝัก และหันหลังให้กับป่าแห่งสุสานโบราณแห่งนี้ เป้าหมายของเขาเปลี่ยนไปแล้ว เขาต้องรีบกลับไปยังมหานคร เพื่อเตือนผู้คน และหาวิธีหยุดยั้ง "เพลิงวิญญาณ" นี้ ก่อนที่มันจะลุกลามจนยากจะควบคุม
แต่ก่อนที่เขาจะก้าวเท้าออกจากป่า เสียงกระซิบแผ่วเบาคล้ายเสียงลมพัดผ่านใบไม้ดังขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้มันไม่ได้มาจากร่างเงา แต่เหมือนจะมาจากทุกทิศทุกทาง
"ยินดีต้อนรับ... สู่เกม... ของเรา..."
ภูผาหยุดชะงัก เขามองไปรอบตัวอย่างระแวง แต่กลับไม่เห็นสิ่งใด ความรู้สึกหนาวสะท้านแล่นผ่านสันหลังอีกครั้ง คำเตือนจากชายชราผู้ลึกลับ ก้องกังวานอยู่ในหัว "อย่าเข้าไปในป่าแห่งนั้น... มันคือสุสานโบราณ... ที่กักขังสิ่งชั่วร้ายไว้..."
เขารู้สึกได้ถึงสายตาบางอย่างที่กำลังจับจ้องเขาอยู่จากเงามืด มันไม่ใช่แค่สายตาของร่างเงาที่หายไป แต่มันคือสายตาของสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในป่าแห่งนี้... สิ่งที่เฝ้ารอคอยการมาถึงของเขา... และพร้อมที่จะเล่นเกมที่อันตรายที่สุดกับเขา
เขาเร่งฝีเท้าออกจากป่าด้วยความรู้สึกที่หนักอึ้งในใจ เขาไม่รู้ว่าสิ่งที่เขากำลังเผชิญหน้าด้วยนั้นคืออะไรกันแน่ แต่เขารู้เพียงอย่างเดียวว่า หากเขาไม่สามารถหยุดยั้ง "เพลิงวิญญาณ" นี้ได้ โศกนาฏกรรมที่จะเกิดขึ้นกับมหานครแห่งนี้ จะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการทำลายล้างครั้งใหญ่ที่กำลังจะมาถึง... และเขาอาจจะเป็นเพียงตัวหมากตัวเดียวในเกมแห่งความตายที่เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นนี้เท่านั้น.

เพลิงผลาญวิญญาณ
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก