เสียงหอบหายใจหนักหน่วงของภูผาดังแทรกเข้ามาในความเงียบสงัดของป่าทึบ แต่ไม่ใช่เสียงหอบจากการเหนื่อยล้าทางกาย หากแต่เป็นเสียงที่เปล่งออกมาจากความตึงเครียดที่ประดังประเดเข้ามาอย่างไม่เคยปรานี ภายใต้แสงจันทร์ที่ลอดผ่านกิ่งก้านสาขาอันบิดเบี้ยวของต้นไม้ใหญ่ ภูผายืนอยู่ตรงหน้าแท่นหินโบราณที่สลักเสลาด้วยลวดลายประหลาด ซึ่งบัดนี้กำลังเปล่งแสงเรืองรองสีแดงฉานราวกับเลือดที่กำลังเดือดพล่าน
“นี่มัน… อะไรกันแน่?” ภูผากระซิบถามตัวเอง เสียงของเขาแหบแห้งไปถนัดใจ มือทั้งสองข้างกำแน่นจนข้อกระดูกขาวซีด ดวงตาของเขาจับจ้องไปยังแท่นหินนั้นด้วยความรู้สึกผสมปนเประหว่างความหวาดหวั่นและความมุ่งมั่นอันดิบเถื่อน
ภาพที่ปรากฏต่อสายตาของภูผานั้นราวกับถูกวาดขึ้นจากนรกอเวจี ก้อนหินที่ดูเหมือนจะไม่มีชีวิตชีวา กำลังเต้นระริกด้วยพลังงานอันดำมืด บางครั้งก็มีประกายไฟสีแดงฉานลุกวาบขึ้นมาจากรอยสลักเหล่านั้น ราวกับว่ามีภูเขาไฟแห่งวิญญาณกำลังปะทุอยู่ภายใน
“เจ้ามาแล้ว…” เสียงแหบแห้งและเย็นยะเยือก ดังขึ้นมาจากเบื้องหลังของภูผา ไม่ได้ดังมาจากลำคอของมนุษย์ แต่ดังราวกับเสียงกระซิบของผีดิบที่ถูกปลุกขึ้นมาจากการหลับใหลอันยาวนาน
ภูผาเหลียวหลังไปทันที ร่างกายของเขาเตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้ เขาเห็นเงาร่างหนึ่งยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางความมืด เงาร่างนั้นมีรูปร่างคล้ายมนุษย์ แต่สูงโปร่งกว่าปกติ ดวงตาของมันเรืองแสงสีแดงเข้ม ชวนให้รู้สึกถึงความอาฆาตแค้นที่ฝังรากลึก
“เจ้าคือผู้ที่ถูกเลือก?” เงาร่างนั้นถามต่อ เสียงของมันเต็มไปด้วยความเยาะเย้ย “ผู้ที่จะมาปลุกพลังที่แท้จริงของสุสานแห่งนี้?”
ภูผาไม่ตอบ เขายังคงระแวดระวังทุกการเคลื่อนไหวของเงาร่างนั้น สัมผัสได้ถึงพลังงานอันชั่วร้ายที่แผ่ออกมาอย่างรุนแรง มันไม่ใช่พลังที่มนุษย์ทั่วไปจะครอบครองได้ มันคือพลังที่มาจากอีกมิติหนึ่ง ดินแดนที่เต็มไปด้วยความมืดมิดและการทำลายล้าง
“เจ้าไม่เข้าใจ…” เงาร่างนั้นพูดต่อ “พลังนี้ไม่ใช่ของเจ้า ไม่ใช่ของใครทั้งนั้น มันคือสิ่งที่ถูกกักขังไว้ที่นี่ เพื่อรอคอยวันที่จะปลดปล่อยออกมากลืนกินทุกสิ่ง”
ขณะที่เงาร่างนั้นพูด แท่นหินที่อยู่ตรงหน้าภูผาก็เริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงยิ่งขึ้น แสงสีแดงฉานพลุ่งพล่านออกมาเป็นลำแสงที่พุ่งตรงขึ้นสู่ท้องฟ้า สร้างพายุแห่งพลังงานที่ไม่เคยมีมาก่อน รอบๆ ตัวภูผา อากาศเริ่มบิดเบี้ยว ร้อนผ่าว ราวกับว่าโลกทั้งใบกำลังจะลุกเป็นไฟ
“นี่คือการเริ่มต้น…” เงาร่างนั้นหัวเราะเสียงแหบพร่า “การเริ่มต้นของการชำระล้าง! แผ่นดินนี้จะถูกเพลิงวิญญาณเผาผลาญจนไม่เหลือสิ่งใด!”
ภูผาตัดสินใจ เขาไม่มีเวลามาสนทนากับเงาปริศนานี่อีกต่อไป การกระทำคือคำตอบที่ดีที่สุดในเวลานี้ เขากระโจนเข้าใส่เงาร่างนั้นด้วยความเร็วสูง ร่างกายของเขาพุ่งทะยานราวกับลูกธนูที่ถูกปล่อยออกจากคันธนู
แต่เงาร่างนั้นก็รวดเร็วไม่แพ้กัน มันยกแขนขึ้นมาป้องกัน เสียงปะทะดังสนั่นหวั่นไหว พลังงานมหาศาลปะทะกัน ทำให้พื้นดินรอบๆ แตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ
“เจ้าแข็งแกร่งกว่าที่ข้าคิด…” เงาร่างนั้นกล่าว น้ำเสียงของมันเปลี่ยนไปเล็กน้อย “แต่นั่นไม่เพียงพอ!”
เงาร่างนั้นปล่อยพลังงานสีดำทะมึนออกมาจากฝ่ามือ พลังงานนั้นพุ่งเข้าใส่ภูผาอย่างรวดเร็ว ภูผาพยายามหลบเลี่ยง แต่พลังงานนั้นติดตามเขาไปทุกหนทุกแห่ง ราวกับมีชีวิต
“นี่คือพลังแห่งความสิ้นหวัง!” เงาร่างนั้นตะโกน “มันจะกัดกินวิญญาณของเจ้า!”
ภูผาสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดที่กำลังซึมลึกเข้ามาในร่างกาย พลังงานสีดำนั้นกำลังพยายามบิดเบือนร่างกายของเขา ทำให้เขารู้สึกอ่อนแรงลงทุกขณะ
“ไม่… ข้าจะไม่ยอมแพ้!” ภูผาสบถ เขาสูดหายใจลึก สมาธิของเขาจดจ่ออยู่ที่แท่นหินโบราณนั้น
ในขณะที่ต่อสู้กับเงาร่างนั้น ภูผาก็สัมผัสได้ถึงพลังงานที่ไหลเวียนอยู่ภายใน เขาเคยรู้สึกถึงมันมาก่อน พลังงานนี้ไม่ใช่ของเขาอย่างสมบูรณ์ แต่มันก็มีความเชื่อมโยงบางอย่าง
“เจ้ากำลังดึงพลังจากที่นี่!” เงาร่างนั้นกล่าวอย่างตกใจ “เจ้า… เจ้ามีสายเลือดของ ‘ผู้พิทักษ์’!”
คำว่า ‘ผู้พิทักษ์’ ทำให้ภูผาหยุดชะงัก เขาเคยได้ยินคำนี้มาก่อนจากบันทึกโบราณบางเล่มที่เขาเคยศึกษา มันเกี่ยวข้องกับผู้ที่มีหน้าที่ปกป้องสมดุลของโลก
“เจ้าไม่คู่ควร!” เงาร่างนั้นโกรธจัด “พลังนี้เป็นของผู้ที่ถูกเลือกเท่านั้น!”
เงาร่างนั้นระเบิดพลังออกมาอย่างบ้าคลั่ง แสงสีแดงฉานจากแท่นหินโบราณยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น เปลวไฟวิญญาณเริ่มลุกโชนรอบๆ ตัวภูผา
“ดูนั่นสิ!” เงาร่างนั้นชี้ไปยังใจกลางมหานครที่อยู่ไกลออกไป “เพลิงแห่งการชำระล้างกำลังลามไปทั่ว! เมืองอันโสมมของพวกมนุษย์จะถูกกลืนกินไปในไม่ช้า!”
ภูผามองไปยังทิศทางที่เงาร่างนั้นชี้ แสงสว่างสีแดงฉานกำลังก่อตัวขึ้นบนท้องฟ้าเหนือมหานคร เป็นแสงที่น่าสะพรึงกลัว มันไม่ใช่แสงจากดาวหรือดวงจันทร์ แต่เป็นแสงที่เกิดจากพลังงานอันมหาศาลที่กำลังแผ่ขยายออกไป
“ข้าต้องหยุดมัน!” ภูผาตัดสินใจ เขารู้ดีว่าการต่อสู้กับเงาร่างนี้อาจไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุดในตอนนี้
“เจ้าจะไปไหน?” เงาร่างนั้นคำราม “เจ้าคิดว่าเจ้าจะหนีข้าพ้นงั้นรึ?”
ภูผาไม่ตอบ เขาสลัดตัวออกจากพันธนาการของพลังงานสีดำ และพุ่งทะยานออกไป ทิ้งให้เงาร่างนั้นยืนโกรธเกรี้ยวอยู่เบื้องหลัง
เมื่อภูผามาถึงชานเมืองมหานคร บรรยากาศก็เต็มไปด้วยความโกลาหล ผู้คนวิ่งหนีตายด้วยความตื่นตระหนก แสงสีแดงฉานบนท้องฟ้าทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ มันไม่ใช่แค่แสงอีกต่อไป แต่เป็นกลุ่มควันสีแดงที่ลอยต่ำลงมา ราวกับว่าท้องฟ้ากำลังฉีกขาด
“นี่มันอะไรกัน!” ประชาชนร้องตะโกนด้วยความหวาดกลัว
ทันใดนั้น กลุ่มควันสีแดงก็เริ่มกลายเป็นเปลวไฟ เปลวไฟที่ไม่ได้มีลักษณะเหมือนไฟทั่วไป มันมีสีแดงก่ำและดูดซับแสงสว่างรอบข้าง เปลวไฟเหล่านั้นเริ่มลามลงมายังอาคารบ้านเรือนอย่างรวดเร็ว
“เพลิงวิญญาณ!” ภูผาอุทานด้วยความตกใจ เขาเคยอ่านเจอในตำราโบราณ แต่ไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นมันด้วยตาตัวเอง
เปลวไฟวิญญาณไม่ได้เผาผลาญสิ่งของให้มอดไหม้เหมือนไฟธรรมดา แต่มันกัดกินทุกสิ่งที่สัมผัส ราวกับว่ามันกำลังสูบวิญญาณออกจากสิ่งมีชีวิต ทำให้วัตถุเหล่านั้นเหี่ยวเฉาและสลายไปในพริบตา
ภูผารู้สึกถึงความร้อนอันมหาศาลที่แผ่ซ่านออกมาจากเปลวไฟวิญญาณ แม้เขาจะอยู่ห่างออกไปหลายสิบเมตรก็ตาม
“ข้าต้องหาแหล่งที่มาของพลังนี้!” ภูผาคิด เขารู้ว่าการต่อสู้กับเปลวไฟโดยตรงนั้นเป็นไปไม่ได้ หากไม่สามารถหยุดยั้งต้นตอของมันได้ เมืองทั้งเมืองก็จะกลายเป็นเถ้าถ่าน
เขามองไปรอบๆ ด้วยความสิ้นหวัง ทันใดนั้น สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นอาคารสูงระฟ้าที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางเมือง อาคารนั้นดูเหมือนจะเป็นศูนย์กลางของแสงสีแดงฉานที่กำลังลอยลงมา
“ที่นั่น… ต้องเป็นที่นั่นแน่!” ภูผาตัดสินใจ เขาหันหน้าไปยังอาคารนั้น และเริ่มวิ่งไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูงสุด
ขณะที่ภูผากำลังวิ่งไป เขาเห็นเงาร่างหนึ่งกำลังลอยขึ้นไปบนท้องฟ้า มันคือเงาร่างที่เขาเจอในป่า! เงาร่างนั้นกำลังยืนอยู่บนยอดตึกสูง และกำลังโบกมือราวกับกำลังควบคุมเปลวไฟวิญญาณ
“เจ้าหนีข้าไม่พ้น!” เสียงของเงาร่างนั้นดังแว่วมาตามลม “เจ้าจะเห็นความพินาศของโลกนี้เอง!”
ภูผาไม่สนใจคำขู่ เขาต้องไปถึงอาคารนั้นให้เร็วที่สุด ก่อนที่เปลวไฟวิญญาณจะกลืนกินเมืองทั้งเมืองไปจนหมด
เขาเร่งฝีเท้าขึ้นอีก สัมผัสได้ถึงพลังงานที่ปั่นป่วนอยู่รอบตัว ความร้อนจากเพลิงวิญญาณแผดเผาผิวกายของเขา แต่เขายังคงมุ่งมั่น
เมื่อใกล้ถึงอาคารนั้น ภูผาก็เห็นว่าเปลวไฟวิญญาณเริ่มลุกลามไปทั่วบริเวณแล้ว ประชาชนที่หนีไม่ทันกำลังถูกเปลวไฟกลืนกิน เสียงร้องโหยหวนดังระงมไปทั่ว
“ข้ามาแล้ว!” ภูผาตะโกน เขากระโจนเข้าไปยังอาคารนั้นอย่างไม่ลังเล
ภายในอาคารนั้น บรรยากาศยิ่งน่าสะพรึงกลัวกว่าภายนอก ผนังอาคารกำลังร้อนระอุ และมีไอสีแดงฉานลอยคละคลุ้งอยู่ทั่วบริเวณ
ภูผาเดินลึกเข้าไปในอาคาร เขาเห็นผู้คนหลายคนกำลังยืนนิ่งราวกับถูกสะกดจิต ดวงตาของพวกเขาว่างเปล่า และร่างกายเริ่มมีร่องรอยของเพลิงวิญญาณ
“พวกเจ้า…!” ภูผาพยายามจะเอ่ย แต่เสียงของเขาก็ถูกกลบด้วยเสียงกระซิบที่ดังมาจากทั่วทุกทิศทาง
“มาร่วมกับเรา… มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเพลิง… เพลิงที่จะชำระล้างทุกสิ่ง…”
ภูผาตระหนักได้ว่านี่ไม่ใช่การโจมตีจากภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีพลังงานบางอย่างที่กำลังพยายามชักจูงจิตใจของผู้คนด้วย
เขากำหมัดแน่น “ข้าจะไม่ยอมให้เรื่องนี้เกิดขึ้น!”
ทันใดนั้น แสงสีแดงฉานก็สว่างวาบขึ้นมาจากใจกลางอาคาร ภูผาหันไปมอง และพบว่ามันคือแท่นบูชาโบราณที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างงดงาม แต่กลับเต็มไปด้วยพลังงานอันชั่วร้าย
และบนแท่นบูชานั้น… มีวัตถุบางอย่างเปล่งแสงสีแดงฉานอยู่ มันคือสิ่งที่กำลังขับเคลื่อนเพลิงวิญญาณ!
ภูผารู้ดีว่านี่คือเป้าหมายของเขา เขาต้องทำลายมันให้ได้!
แต่ก่อนที่เขาจะได้ขยับตัว เงาร่างปริศนาที่เขาเจอในป่าก็ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าเขาอีกครั้ง มันยืนอยู่บนแท่นบูชา ราวกับว่าเป็นเจ้าของสถานที่
“เจ้าคิดว่าจะทำลายมันได้งั้นรึ?” เงาร่างนั้นหัวเราะ “เจ้าไม่เข้าใจอะไรเลย… นี่คือจุดเริ่มต้นของยุคใหม่… ยุคแห่งเพลิงผลาญวิญญาณ!”
ภูผาจ้องมองเงาร่างนั้นด้วยความมุ่งมั่น ดวงตาของเขาลุกโชนด้วยไฟแห่งการต่อสู้ เขาพร้อมแล้วที่จะเผชิญหน้ากับสิ่งที่จะมาทำลายโลกใบนี้
บทสรุปของตอนนี้ คือการเผชิญหน้าครั้งสำคัญระหว่างภูผาและเงาร่างลึกลับ ที่กำลังจะตัดสินชะตากรรมของมหานคร และอาจรวมถึงโลกทั้งใบ.

เพลิงผลาญวิญญาณ
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก