แสงจันทร์สีเงินอ่อนยังคงสาดส่องลงมาอย่างไม่ลดละ ราวกับเป็นประจักษ์พยานอันเงียบงันต่อชะตากรรมที่กำลังจะอุบัติขึ้น ภูผายังคงคุกเข่าอยู่บนพื้นดินเย็นชื้น สัมผัสได้ถึงความชื้นที่ซึมผ่านเนื้อผ้าเข้าไปถึงกระดูก ความเหนื่อยล้าที่ถาโถมราวกับคลื่นยักษ์ไม่อาจเทียบได้กับความเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง มันไม่ใช่ความเย็นจากอุณหภูมิภายนอก หากแต่เป็นความหนาวเหน็บที่มาจากภายใน ความกลัวที่เกาะกินจิตใจจนแทบจะแข็งทื่อ
“ข้า... ข้าทำไม่ได้” เสียงกระซิบแผ่วเบาหลุดออกจากริมฝีปากที่แห้งผากของภูผา ดวงตาของเขาเบิกกว้าง มองไปยังแท่นหินโบราณเบื้องหน้า ที่สลักเสลาด้วยอักขระโบราณที่บิดเบี้ยวและน่าขนลุก สัญลักษณ์เหล่านั้นเหมือนจะเคลื่อนไหวได้ในแสงจันทร์ ส่องประกายเรืองรองด้วยพลังงานบางอย่างที่น่าสะพรึงกลัว
“เจ้าต้องทำ” เสียงทุ้มแหบพร่าดังขึ้นจากเงามืดเบื้องหลัง ภูผาไม่จำเป็นต้องหันกลับไปมอง เขารู้ดีว่าเป็นใคร เสียงนั้นเป็นของผู้ชราที่เขาติดตามมาตลอดหลายวัน ชายผู้มีดวงตาคมกริบราวกับเหยี่ยว และรอยยิ้มที่ซ่อนเร้นความลับนับพันปี
“แต่... พลังนี้ มันอันตรายเกินไป” ภูผากล่าว มือที่สั่นเทาของเขากำแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด เขาเคยได้ยินเรื่องเล่าเกี่ยวกับพลังที่ถูกปลดปล่อยจากสุสานโบราณแห่งนี้ มันคือ “เพลิงผลาญวิญญาณ” พลังที่สามารถเผาผลาญทุกสิ่งให้มอดไหม้ได้ ไม่ใช่แค่ร่างกาย แต่ยังรวมถึงจิตวิญญาณของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ
“อันตราย? ชีวิตของเจ้าและผู้คนอีกนับล้านในมหานครนั้นอันตรายยิ่งกว่า” ผู้ชราเดินออกมาจากเงามืด เผยให้เห็นร่างผอมแห้งของเขา แต่แฝงไปด้วยพลังที่ยากจะหยั่งถึง “หากเจ้าไม่หยุดยั้ง ‘มัน’ เมื่อถึงเวลา มหานครนั้นจะกลายเป็นเพียงเถ้าถ่านภายใต้เงื้อมมือของอสูรร้าย”
“แล้ว... ข้าจะควบคุมมันได้อย่างไร?” ภูผาถาม เสียงของเขาเริ่มสั่นเครือด้วยความสิ้นหวัง “ข้าเป็นเพียงคนธรรมดา ไม่มีพลังพิเศษใดๆ”
“เจ้าไม่ใช่คนธรรมดา” ผู้ชรากล่าว พลางเดินเข้ามาใกล้ “เจ้ามีความกล้าหาญ และหัวใจที่แข็งแกร่งพอที่จะเผชิญหน้ากับความมืดมิดได้ พลังที่ซ่อนอยู่ในแท่นหินนี้รอคอยผู้ที่จะปลุกมันขึ้นมา ผู้ที่จะสามารถควบคุมมันได้โดยไม่ถูกมันกลืนกิน”
“แต่... ข้าไม่รู้ว่าจะเริ่มอย่างไร” ภูผาพึมพำ เขาเงยหน้ามองแท่นหินอีกครั้ง สัมผัสได้ถึงแรงดึงดูดที่ส่งออกมาอย่างรุนแรง มันเหมือนกับมีบางสิ่งกำลังเรียกหาเขา บางสิ่งกำลังรอคอยการปลดปล่อย
“เจ้าต้องทำตามสัญชาตญาณ” ผู้ชรากล่าว “จงหลับตาลง สัมผัสถึงพลังที่ไหลเวียนอยู่รอบตัวเจ้า จงมองเข้าไปในจิตใจของเจ้าเอง ค้นหาประกายไฟแห่งความมุ่งมั่น ที่จะปกป้องสิ่งที่เจ้าหวงแหน”
ภูผาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ หลับตาลง เขาพยายามทำตามคำแนะนำของผู้ชรา พยายามควบคุมลมหายใจที่ติดขัด เขาจินตนาการถึงใบหน้าของคนที่เขารัก ผู้คนที่เขามีพันธะสัญญา และภาพของมหานครอันรุ่งโรจน์ที่กำลังจะถูกเพลิงวิญญาณกลืนกิน
ทันใดนั้นเอง ความรู้สึกร้อนผ่าวก็แล่นผ่านปลายปลายนิ้วของเขา มันไม่ใช่ความร้อนธรรมดา แต่เป็นความร้อนที่ลึกล้ำ และทรงพลัง ราวกับมีโลหิตที่เดือดพล่านกำลังไหลเวียนอยู่ในกาย ภูผาค่อยๆ ลืมตาขึ้น ดวงตาของเขาเปล่งประกายสีแดงฉาน ส่องสว่างกว่าแสงจันทร์ที่สาดส่องอยู่
“ข้า... ข้ารู้สึกถึงมัน” ภูผากล่าว เสียงของเขาดังขึ้นราวกับมีพลังงานบางอย่างกำลังหลอมรวมอยู่ภายใน
“ดีมาก!” ผู้ชราเอ่ยชม “จงนำพลังนั้นเข้าไปสู่แท่นหิน จงปลุกอสูรโบราณให้ตื่นขึ้น”
ภูผายื่นมือไปสัมผัสกับอักขระโบราณบนแท่นหิน ทันทีที่ปลายนิ้วของเขาสัมผัสกับผิวหินเย็นชืด พลังงานสีแดงฉานก็ปะทุออกมาจากตัวเขา ราวกับสายฟ้าฟาดที่สาดเข้าใส่แท่นหิน แสงสว่างสีแดงฉานสว่างวาบไปทั่วบริเวณ สาดส่องเข้าไปในความมืดมิดของป่า ทำให้เงาของต้นไม้ดูบิดเบี้ยวและน่ากลัวยิ่งขึ้น
แท่นหินเริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง อักขระโบราณสลักเสลาบนนั้นส่องประกายเจิดจ้าขึ้นเรื่อยๆ ราวกับจะระเบิดออกมา เสียงดังครืดคราดก้องกังวานไปทั่วป่า สรรพสัตว์ทั้งหลายต่างวิ่งหนีตายไปคนละทิศละทาง
“มันกำลังจะตื่นแล้ว!” ผู้ชราตะโกน เสียงของเขาก็เต็มไปด้วยความตื่นเต้นระคนหวาดหวั่น “เจ้าต้องพร้อมนะภูผา พลังนี้... มันไม่ง่ายเลยที่จะควบคุม”
ภูผาสัมผัสได้ถึงแรงดึงดูดที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จากแท่นหิน เขาเหมือนกำลังจะถูกสูบเข้าไป สติสัมปชัญญะของเขาเริ่มพร่าเลือน ภาพเบื้องหน้าเริ่มกลายเป็นสีแดงเพลิง
“ข้า... ข้าจะสู้!” ภูผากล่าว ด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นกว่าเดิม แม้จะรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง
ทันใดนั้นเอง แท่นหินก็ระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ พลังงานสีแดงฉานที่รุนแรงมหาศาลพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ราวกับภูเขาไฟที่กำลังปะทุ ภูผาถูกแรงระเบิดซัดกระเด็นไปไกลหลายสิบเมตร ร่างกายของเขากระแทกเข้ากับต้นไม้ใหญ่จนเกิดเสียงดังโครม
เขาพยายามยันตัวลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล สิ่งแรกที่เขาเห็นคือภาพอันน่าสะพรึงกลัวเบื้องหน้า บริเวณที่เคยเป็นแท่นหิน บัดนี้กลายเป็นหลุมลึกขนาดมหึมา และจากใจกลางของหลุมนั้น มีร่างของบางสิ่งกำลังค่อยๆ โผล่ขึ้นมา
มันคืออสูรโบราณ ร่างกายของมันปกคลุมไปด้วยเกล็ดสีดำสนิทที่สะท้อนแสงจันทร์วาววับ ดวงตาของมันเรืองรองด้วยเปลวเพลิงสีแดงฉาน ปากของมันเต็มไปด้วยเขี้ยวแหลมคมที่ดูน่ากลัว พลังอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจากตัวมัน ราวกับจะกลืนกินทุกสรรพสิ่ง
“นี่คือ... เพลิงผลาญวิญญาณ...” ภูผากล่าวเสียงแผ่วเบา เขาไม่เคยเห็นสิ่งใดที่น่ากลัวเท่านี้มาก่อน
อสูรโบราณมองมาที่ภูผา ราวกับจะมองทะลุเข้าไปในจิตวิญญาณของเขา มันเปล่งเสียงคำรามกึกก้องที่สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งป่า
“มัน... มันแข็งแกร่งเกินไป” ภูผาคิดในใจ เขารู้สึกได้ถึงพลังงานที่ไหลเวียนอยู่ในตัวเขา มันกำลังปะทะกับพลังงานอันมหาศาลของอสูรโบราณ
“ภูผา! ตั้งสติ!” เสียงของผู้ชราดังขึ้น เขากำลังวิ่งเข้ามาหาภูผา “เจ้าปลุกมันขึ้นมาแล้ว แต่เจ้าต้องควบคุมมันให้ได้! หากเจ้าปล่อยให้มันมีอำนาจเหนือกว่า เจ้าจะกลายเป็นเพียงทาสของมัน!”
ภูผาพยายามรวบรวมกำลังทั้งหมดที่มี เขาสัมผัสได้ถึงประกายไฟที่ลุกโชนอยู่ในตัวเขา มันคือเพลิงวิญญาณที่เขากำลังพยายามควบคุม
“ข้า... ข้าจะไม่ยอมแพ้!” ภูผากล่าว เสียงของเขาเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว
เขาหลับตาลงอีกครั้ง พยายามรวบรวมสมาธิ เขาจินตนาการถึงประกายไฟสีแดงฉานที่ลุกโชนอยู่ในตัวเขา แล้วเขาก็เอื้อมมือออกไป ราวกับจะคว้าเอาเปลวเพลิงนั้นไว้
ทันใดนั้นเอง แสงสว่างสีแดงฉานก็ปะทุออกมาจากมือของภูผา มันพุ่งเข้าปะทะกับอสูรโบราณอย่างรุนแรง
การต่อสู้ระหว่างภูผาและอสูรโบราณได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว การต่อสู้ที่จะตัดสินชะตากรรมของมหานครแห่งนี้ และอาจจะรวมถึงชะตากรรมของโลกใบนี้ด้วย
ภูผาจะสามารถควบคุมเพลิงผลาญวิญญาณได้หรือไม่? หรือเขาจะตกเป็นทาสของอสูรโบราณไปตลอดกาล? สิ่งเดียวที่แน่นอนคือ ค่ำคืนนี้จะเป็นค่ำคืนที่เต็มไปด้วยเพลิงและการต่อสู้ที่ดุเดือดที่สุดเท่าที่เคยมีมา.

เพลิงผลาญวิญญาณ
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก