เพลิงผลาญวิญญาณ

ตอนที่ 12 — เปลวเพลิงทมิฬที่กรีดร้อง

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

30 ตอน · 816 คำ

แสงจันทร์สีเงินอ่อนยังคงสาดส่องลงมาอย่างไม่ลดละ ราวกับเป็นประจักษ์พยานอันเงียบงันต่อชะตากรรมที่กำลังจะอุบัติขึ้น ภูผายังคงคุกเข่าอยู่บนพื้นดินเย็นชื้น สัมผัสได้ถึงความชื้นที่ซึมผ่านเนื้อผ้าเข้าไปถึงกระดูก ความเหนื่อยล้าถาโถมเข้าใส่ร่างราวกับคลื่นยักษ์ที่ซัดฝั่ง แต่เขากลับไม่สามารถขยับกายได้

สายตาของเขายังคงจับจ้องไปยังร่างของ “ราตรี” หญิงสาวผู้เป็นดั่งดวงดาวนำทางที่บัดนี้กำลังถูกไอหมอกสีดำทะมึนกลืนกิน ‌ร่างกายของเธอสั่นเทาอย่างรุนแรง ดวงตาที่เคยเปล่งประกายราวกับจะสะท้อนแสงจันทร์ บัดนี้กลับแดงก่ำราวกับมีไฟลุกโชนอยู่ภายใน

“ราตรี!” ภูผาตะโกนเรียกชื่อเธออีกครั้ง เสียงแหบพร่าจนแทบจะขาดห้วง เขาพยายามจะลุกขึ้น แต่เหมือนมีบางอย่างตรึงร่างของเขาไว้กับพื้นดิน แรงมหาศาลที่มองไม่เห็นกำลังบีบรัดกล้ามเนื้อทุกส่วนของเขาไว้แน่น

“มัน… ​มันกำลังจะ… มา…” ราตรีพึมพำ เสียงของเธอแปรเปลี่ยนไป มีโทนที่ต่ำกว่าปกติ และเจือด้วยความเจ็บปวดที่ไม่อาจบรรยายได้

ทันใดนั้น เสียงกรีดร้องอันโหยหวนก็ดังขึ้นจากใจกลางสุสานโบราณ เสียงนั้นไม่ใช่เสียงของสิ่งมีชีวิตใดที่ภูผาเคยได้ยิน ‍มันเป็นเสียงที่เหมือนการรวมตัวของความเจ็บปวด ความโกรธแค้น และความสิ้นหวังนับพันปี เสียงนั้นสะท้อนก้องไปทั่วบริเวณ ทำให้พื้นดินใต้ฝ่าเท้าของเขาสั่นสะเทือน

ไอหมอกสีดำที่กำลังกลืนกินราตรีเริ่มหนาแน่นขึ้นเป็นทวีคูณ มันก่อตัวเป็นรูปร่างคล้ายเปลวเพลิงสีดำสนิท แต่ไม่ใช่เปลวเพลิงที่ให้ความอบอุ่น มันกลับแผ่ไอเย็นยะเยือกออกมาแทนที่ ‌เปลวเพลิงทมิฬนั้นเริ่มเลื้อยพันรอบร่างของราตรี ราวกับงูยักษ์ที่กำลังรัดเหยื่อ

“ไม่!” ภูผาตะโกนสุดเสียง เขาเห็นดวงตาของราตรีเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก แววตานั้นสะท้อนภาพเปลวเพลิงสีดำที่กำลังลุกไหม้ดวงวิญญาณของเธอ

“ภูผา… จงหนีไป…” เสียงของราตรีอ่อนแรงลงเรื่อยๆ จนแทบจะกลืนไปกับเสียงกรีดร้องของเปลวเพลิงทมิฬ

“ไม่! ‍ข้าจะไม่ทิ้งเจ้า!” ภูผาพยายามอีกครั้ง คราวนี้เขารวบรวมพลังเฮือกสุดท้าย เบื้องหลังดวงตาของเขาปรากฏแสงสีทองเรืองรองออกมาอย่างรุนแรง เส้นเลือดบนใบหน้าของเขาปูดโปนขึ้นมาอย่างน่ากลัว

“ข้า… จะไม่ยอมให้สิ่งใด… มาทำร้ายเจ้า!”

ด้วยแรงอธิษฐานและความมุ่งมั่นอันแรงกล้า ภูผาสามารถสะบัดร่างของตัวเองให้หลุดพ้นจากพันธนาการที่มองไม่เห็นได้ ​เขาพุ่งตัวไปยังร่างของราตรีอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้า

“ราตรี!” เขาตะโกนอีกครั้ง พลางยกมือขึ้นไปหาเธอ

ทันใดนั้น แสงสีทองอร่ามก็ปะทุออกมาจากฝ่ามือของภูผา แสงนั้นทรงพลังมหาศาล มันปะทะเข้ากับเปลวเพลิงทมิฬที่กำลังล้อมรอบราตรีอยู่

“อ๊ากกกก!” เสียงกรีดร้องอันโหยหวนดังขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นเสียงของเปลวเพลิงทมิฬเอง ​มันดูเหมือนจะหวาดกลัวและเจ็บปวดต่อแสงสีทองนั้น

เปลวเพลิงสีดำเริ่มถอยร่นอย่างรวดเร็ว ราวกับถูกน้ำกรดกัดกิน แสงสีทองของภูผาแผ่ขยายออกไป ทำให้หมอกสีดำรอบตัวราตรีจางลง

แต่แล้ว เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น

เมื่อเปลวเพลิงทมิฬถูกขับไล่ไป ความกดดันที่มองไม่เห็นก็หายไป ราตรีซึ่งกำลังอยู่ในสภาพอ่อนแอ ต้านทานแรงดึงดูดที่มองไม่เห็นจากใจกลางสุสานไม่ไหว ​ร่างของเธอลอยขึ้นไปบนอากาศอย่างรวดเร็ว และถูกดูดเข้าไปในโพรงมืดที่ปรากฏขึ้นกลางอากาศ

“ราตรี!” ภูผาตะโกนอีกครั้ง เขารู้สึกราวกับหัวใจของเขาถูกฉีกกระชากออกไป

“ไม่! ราตรี!” เขาพยายามเอื้อมมือคว้า แต่ก็สายเกินไป

โพรงมืดนั้นขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว มันดูดกลืนทุกสิ่งรอบตัวเข้าไป แม้กระทั่งแสงจันทร์ก็ยังถูกกลืนกินเข้าไปในความมืดมิดนั้น

ภูผาเห็นภาพสุดท้ายของราตรีที่กำลังถูกดูดเข้าไปในโพรงมืด ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง แต่ก็มีประกายแห่งความศรัทธาที่ส่งมาให้เขา

“อย่า… ยอมแพ้…”

แล้วร่างของราตรีก็หายลับไปในโพรงมืดนั้นทันที โพรงมืดนั้นปิดลงอย่างรวดเร็ว ราวกับไม่เคยมีอยู่มาก่อน ทิ้งไว้เพียงความมืดมิดและความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัว

พื้นดินหยุดสั่นสะเทือน ไอหมอกสีดำจางหายไป เหลือเพียงแสงจันทร์สีเงินอ่อนที่กลับมาสาดส่องลงมาอีกครั้ง ราวกับจะเยาะเย้ยความสูญเสียที่เพิ่งเกิดขึ้น

ภูผายังคงคุกเข่าอยู่บนพื้นดินเย็นชื้น หัวใจของเขาปวดร้าวราวกับจะระเบิดออกมา เขามองไปยังจุดที่ราตรีหายไป เขารู้สึกถึงความว่างเปล่าอันใหญ่หลวงที่เข้ามาแทนที่

“ราตรี…” เขาพึมพำชื่อเธออีกครั้ง เสียงของเขาแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน

ความรู้สึกผิดถาโถมเข้าใส่เขา เขาล้มเหลว เขาไม่สามารถปกป้องเธอได้

ทันใดนั้น ภูผาก็รู้สึกได้ถึงแรงบางอย่างที่กระตุ้นให้เขาต้องลุกขึ้น

“เธอ… บอกให้ข้า… อย่า… ยอมแพ้…”

ดวงตาของภูผาพลันเปล่งประกายด้วยความมุ่งมั่นอันแรงกล้าขึ้นมาอีกครั้ง ความเศร้าโศกและความเจ็บปวดไม่ได้ทำให้เขาอ่อนแอลง แต่มันกลับหล่อหลอมให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

เขาเงยหน้ามองขึ้นไปยังท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว เขาหลับตาลง หายใจเข้าลึกๆ แล้วพึมพำกับตัวเอง

“ข้า… จะตามหาเจ้า… ราตรี”

เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง แสงสีทองอร่ามก็สว่างไสวรอบตัวภูผาอีกครั้ง คราวนี้มันไม่ได้อ่อนโยนเหมือนเดิม แต่มันเปล่งประกายด้วยพลังอำนาจที่น่าเกรงขาม

เขาค่อยๆ ลุกขึ้นยืน ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยพลังงานที่พลุ่งพล่าน เขาไม่รู้ว่าราตรีถูกพาไปที่ไหน และใครคือเบื้องหลังเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่เขารู้แน่ชัดคือ เขาจะต้องแข็งแกร่งขึ้น เพื่อที่จะเผชิญหน้ากับอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามา และเพื่อที่จะทวงคืนราตรีกลับมา

เสียงกรีดร้องอันโหยหวนของเปลวเพลิงทมิฬยังคงก้องอยู่ในโสตประสาทของเขา แต่คราวนี้ มันกลับกลายเป็นเหมือนเสียงปลุกเร้าให้เขาต่อสู้

“ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใคร… หรืออยู่ที่ไหน… ข้า… จะตามล่าเจ้า… จนถึงที่สุด!”

ภูผากำหมัดแน่น สัมผัสได้ถึงพลังที่ไหลเวียนอยู่ในกาย เขาหันหลังให้กับสุสานโบราณที่บัดนี้เต็มไปด้วยความลับและความมืดมิด แล้วเริ่มออกเดินทางสู่มหานครที่กำลังจะถูกเพลิงวิญญาณกลืนกิน

ในขณะที่ภูผาออกเดินทาง มหานครที่เคยสว่างไสวไปด้วยแสงไฟ ยามค่ำคืนนี้กลับเต็มไปด้วยความวุ่นวาย ผู้คนต่างวิ่งหนีเอาชีวิตรอดด้วยความตื่นตระหนก

บนยอดตึกระฟ้าที่สูงที่สุดแห่งหนึ่งของเมือง เปลวเพลิงสีดำสนิทกำลังลุกโชนขึ้นอย่างบ้าคลั่ง มันไม่ได้ลุกไหม้เพียงวัตถุ แต่มันกำลังลุกไหม้… วิญญาณของผู้คน

เสียงกรีดร้องของผู้คนที่ถูกเพลิงวิญญาณกลืนกินดังสะท้อนไปทั่วท้องฟ้ายามค่ำคืน

ณ จุดสูงสุดของกองเพลิงนั้น ร่างเงาในชุดคลุมสีดำสนิท ยืนสงบนิ่งราวกับกำลังเฝ้าดูฉากอันน่าสยดสยองเบื้องล่าง

“ได้เวลาแล้ว…” เสียงแหบพร่าดังขึ้นจากภายในชุดคลุม

“ถึงเวลาที่ ‘เพลิงผลาญวิญญาณ’ จะเริ่มต้นขึ้นอย่างแท้จริง…”

เงาดำนั้นยื่นมือออกไป แสงสีดำจากปลายนิ้วของเขาแผ่ขยายออกไปทั่วท้องฟ้า ราวกับกำลังจุดชนวนให้กับมหานครแห่งนี้

บทต่อไป… ภูผาจะสามารถเดินทางถึงมหานครได้ทันเวลาหรือไม่? และเขาจะสามารถหยุดยั้งเพลิงผลาญวิญญาณที่กำลังคืบคลานเข้ามาได้อย่างไร? ร่องรอยของราตรีจะนำพาเขาไปสู่การค้นพบที่คาดไม่ถึงหรือเปล่า?

หน้านิยาย
หน้านิยาย
เพลิงผลาญวิญญาณ

เพลิงผลาญวิญญาณ

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!