แสงจันทร์สีเงินอ่อนยังคงสาดส่องลงมาอย่างไม่ลดละ ราวกับเป็นประจักษ์พยานอันเงียบงันต่อชะตากรรมที่กำลังจะอุบัติขึ้น ภูผายังคงคุกเข่าอยู่บนพื้นดินเย็นชื้น สัมผัสได้ถึงความชื้นที่ซึมผ่านเนื้อผ้าเข้าไปถึงกระดูก ความเหนื่อยล้าถาโถมเข้าใส่ร่างราวกับคลื่นยักษ์ที่ซัดฝั่ง แต่เขากลับไม่สามารถขยับกายได้
สายตาของเขายังคงจับจ้องไปยังร่างของ “ราตรี” หญิงสาวผู้เป็นดั่งดวงดาวนำทางที่บัดนี้กำลังถูกไอหมอกสีดำทะมึนกลืนกิน ร่างกายของเธอสั่นเทาอย่างรุนแรง ดวงตาที่เคยเปล่งประกายราวกับจะสะท้อนแสงจันทร์ บัดนี้กลับแดงก่ำราวกับมีไฟลุกโชนอยู่ภายใน
“ราตรี!” ภูผาตะโกนเรียกชื่อเธออีกครั้ง เสียงแหบพร่าจนแทบจะขาดห้วง เขาพยายามจะลุกขึ้น แต่เหมือนมีบางอย่างตรึงร่างของเขาไว้กับพื้นดิน แรงมหาศาลที่มองไม่เห็นกำลังบีบรัดกล้ามเนื้อทุกส่วนของเขาไว้แน่น
“มัน… มันกำลังจะ… มา…” ราตรีพึมพำ เสียงของเธอแปรเปลี่ยนไป มีโทนที่ต่ำกว่าปกติ และเจือด้วยความเจ็บปวดที่ไม่อาจบรรยายได้
ทันใดนั้น เสียงกรีดร้องอันโหยหวนก็ดังขึ้นจากใจกลางสุสานโบราณ เสียงนั้นไม่ใช่เสียงของสิ่งมีชีวิตใดที่ภูผาเคยได้ยิน มันเป็นเสียงที่เหมือนการรวมตัวของความเจ็บปวด ความโกรธแค้น และความสิ้นหวังนับพันปี เสียงนั้นสะท้อนก้องไปทั่วบริเวณ ทำให้พื้นดินใต้ฝ่าเท้าของเขาสั่นสะเทือน
ไอหมอกสีดำที่กำลังกลืนกินราตรีเริ่มหนาแน่นขึ้นเป็นทวีคูณ มันก่อตัวเป็นรูปร่างคล้ายเปลวเพลิงสีดำสนิท แต่ไม่ใช่เปลวเพลิงที่ให้ความอบอุ่น มันกลับแผ่ไอเย็นยะเยือกออกมาแทนที่ เปลวเพลิงทมิฬนั้นเริ่มเลื้อยพันรอบร่างของราตรี ราวกับงูยักษ์ที่กำลังรัดเหยื่อ
“ไม่!” ภูผาตะโกนสุดเสียง เขาเห็นดวงตาของราตรีเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก แววตานั้นสะท้อนภาพเปลวเพลิงสีดำที่กำลังลุกไหม้ดวงวิญญาณของเธอ
“ภูผา… จงหนีไป…” เสียงของราตรีอ่อนแรงลงเรื่อยๆ จนแทบจะกลืนไปกับเสียงกรีดร้องของเปลวเพลิงทมิฬ
“ไม่! ข้าจะไม่ทิ้งเจ้า!” ภูผาพยายามอีกครั้ง คราวนี้เขารวบรวมพลังเฮือกสุดท้าย เบื้องหลังดวงตาของเขาปรากฏแสงสีทองเรืองรองออกมาอย่างรุนแรง เส้นเลือดบนใบหน้าของเขาปูดโปนขึ้นมาอย่างน่ากลัว
“ข้า… จะไม่ยอมให้สิ่งใด… มาทำร้ายเจ้า!”
ด้วยแรงอธิษฐานและความมุ่งมั่นอันแรงกล้า ภูผาสามารถสะบัดร่างของตัวเองให้หลุดพ้นจากพันธนาการที่มองไม่เห็นได้ เขาพุ่งตัวไปยังร่างของราตรีอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้า
“ราตรี!” เขาตะโกนอีกครั้ง พลางยกมือขึ้นไปหาเธอ
ทันใดนั้น แสงสีทองอร่ามก็ปะทุออกมาจากฝ่ามือของภูผา แสงนั้นทรงพลังมหาศาล มันปะทะเข้ากับเปลวเพลิงทมิฬที่กำลังล้อมรอบราตรีอยู่
“อ๊ากกกก!” เสียงกรีดร้องอันโหยหวนดังขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นเสียงของเปลวเพลิงทมิฬเอง มันดูเหมือนจะหวาดกลัวและเจ็บปวดต่อแสงสีทองนั้น
เปลวเพลิงสีดำเริ่มถอยร่นอย่างรวดเร็ว ราวกับถูกน้ำกรดกัดกิน แสงสีทองของภูผาแผ่ขยายออกไป ทำให้หมอกสีดำรอบตัวราตรีจางลง
แต่แล้ว เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น
เมื่อเปลวเพลิงทมิฬถูกขับไล่ไป ความกดดันที่มองไม่เห็นก็หายไป ราตรีซึ่งกำลังอยู่ในสภาพอ่อนแอ ต้านทานแรงดึงดูดที่มองไม่เห็นจากใจกลางสุสานไม่ไหว ร่างของเธอลอยขึ้นไปบนอากาศอย่างรวดเร็ว และถูกดูดเข้าไปในโพรงมืดที่ปรากฏขึ้นกลางอากาศ
“ราตรี!” ภูผาตะโกนอีกครั้ง เขารู้สึกราวกับหัวใจของเขาถูกฉีกกระชากออกไป
“ไม่! ราตรี!” เขาพยายามเอื้อมมือคว้า แต่ก็สายเกินไป
โพรงมืดนั้นขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว มันดูดกลืนทุกสิ่งรอบตัวเข้าไป แม้กระทั่งแสงจันทร์ก็ยังถูกกลืนกินเข้าไปในความมืดมิดนั้น
ภูผาเห็นภาพสุดท้ายของราตรีที่กำลังถูกดูดเข้าไปในโพรงมืด ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง แต่ก็มีประกายแห่งความศรัทธาที่ส่งมาให้เขา
“อย่า… ยอมแพ้…”
แล้วร่างของราตรีก็หายลับไปในโพรงมืดนั้นทันที โพรงมืดนั้นปิดลงอย่างรวดเร็ว ราวกับไม่เคยมีอยู่มาก่อน ทิ้งไว้เพียงความมืดมิดและความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัว
พื้นดินหยุดสั่นสะเทือน ไอหมอกสีดำจางหายไป เหลือเพียงแสงจันทร์สีเงินอ่อนที่กลับมาสาดส่องลงมาอีกครั้ง ราวกับจะเยาะเย้ยความสูญเสียที่เพิ่งเกิดขึ้น
ภูผายังคงคุกเข่าอยู่บนพื้นดินเย็นชื้น หัวใจของเขาปวดร้าวราวกับจะระเบิดออกมา เขามองไปยังจุดที่ราตรีหายไป เขารู้สึกถึงความว่างเปล่าอันใหญ่หลวงที่เข้ามาแทนที่
“ราตรี…” เขาพึมพำชื่อเธออีกครั้ง เสียงของเขาแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน
ความรู้สึกผิดถาโถมเข้าใส่เขา เขาล้มเหลว เขาไม่สามารถปกป้องเธอได้
ทันใดนั้น ภูผาก็รู้สึกได้ถึงแรงบางอย่างที่กระตุ้นให้เขาต้องลุกขึ้น
“เธอ… บอกให้ข้า… อย่า… ยอมแพ้…”
ดวงตาของภูผาพลันเปล่งประกายด้วยความมุ่งมั่นอันแรงกล้าขึ้นมาอีกครั้ง ความเศร้าโศกและความเจ็บปวดไม่ได้ทำให้เขาอ่อนแอลง แต่มันกลับหล่อหลอมให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น
เขาเงยหน้ามองขึ้นไปยังท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว เขาหลับตาลง หายใจเข้าลึกๆ แล้วพึมพำกับตัวเอง
“ข้า… จะตามหาเจ้า… ราตรี”
เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง แสงสีทองอร่ามก็สว่างไสวรอบตัวภูผาอีกครั้ง คราวนี้มันไม่ได้อ่อนโยนเหมือนเดิม แต่มันเปล่งประกายด้วยพลังอำนาจที่น่าเกรงขาม
เขาค่อยๆ ลุกขึ้นยืน ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยพลังงานที่พลุ่งพล่าน เขาไม่รู้ว่าราตรีถูกพาไปที่ไหน และใครคือเบื้องหลังเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่เขารู้แน่ชัดคือ เขาจะต้องแข็งแกร่งขึ้น เพื่อที่จะเผชิญหน้ากับอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามา และเพื่อที่จะทวงคืนราตรีกลับมา
เสียงกรีดร้องอันโหยหวนของเปลวเพลิงทมิฬยังคงก้องอยู่ในโสตประสาทของเขา แต่คราวนี้ มันกลับกลายเป็นเหมือนเสียงปลุกเร้าให้เขาต่อสู้
“ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใคร… หรืออยู่ที่ไหน… ข้า… จะตามล่าเจ้า… จนถึงที่สุด!”
ภูผากำหมัดแน่น สัมผัสได้ถึงพลังที่ไหลเวียนอยู่ในกาย เขาหันหลังให้กับสุสานโบราณที่บัดนี้เต็มไปด้วยความลับและความมืดมิด แล้วเริ่มออกเดินทางสู่มหานครที่กำลังจะถูกเพลิงวิญญาณกลืนกิน
ในขณะที่ภูผาออกเดินทาง มหานครที่เคยสว่างไสวไปด้วยแสงไฟ ยามค่ำคืนนี้กลับเต็มไปด้วยความวุ่นวาย ผู้คนต่างวิ่งหนีเอาชีวิตรอดด้วยความตื่นตระหนก
บนยอดตึกระฟ้าที่สูงที่สุดแห่งหนึ่งของเมือง เปลวเพลิงสีดำสนิทกำลังลุกโชนขึ้นอย่างบ้าคลั่ง มันไม่ได้ลุกไหม้เพียงวัตถุ แต่มันกำลังลุกไหม้… วิญญาณของผู้คน
เสียงกรีดร้องของผู้คนที่ถูกเพลิงวิญญาณกลืนกินดังสะท้อนไปทั่วท้องฟ้ายามค่ำคืน
ณ จุดสูงสุดของกองเพลิงนั้น ร่างเงาในชุดคลุมสีดำสนิท ยืนสงบนิ่งราวกับกำลังเฝ้าดูฉากอันน่าสยดสยองเบื้องล่าง
“ได้เวลาแล้ว…” เสียงแหบพร่าดังขึ้นจากภายในชุดคลุม
“ถึงเวลาที่ ‘เพลิงผลาญวิญญาณ’ จะเริ่มต้นขึ้นอย่างแท้จริง…”
เงาดำนั้นยื่นมือออกไป แสงสีดำจากปลายนิ้วของเขาแผ่ขยายออกไปทั่วท้องฟ้า ราวกับกำลังจุดชนวนให้กับมหานครแห่งนี้
บทต่อไป… ภูผาจะสามารถเดินทางถึงมหานครได้ทันเวลาหรือไม่? และเขาจะสามารถหยุดยั้งเพลิงผลาญวิญญาณที่กำลังคืบคลานเข้ามาได้อย่างไร? ร่องรอยของราตรีจะนำพาเขาไปสู่การค้นพบที่คาดไม่ถึงหรือเปล่า?

เพลิงผลาญวิญญาณ
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก