แสงจันทร์สีเงินอ่อนยังคงสาดส่องลงมาอย่างไม่ลดละ ราวกับเป็นประจักษ์พยานอันเงียบงันต่อชะตากรรมที่กำลังจะอุบัติขึ้น ภูผายังคงคุกเข่าอยู่บนพื้นดินเย็นชื้น สัมผัสได้ถึงความชื้นที่ซึมผ่านเนื้อผ้าเข้าไปถึงกระดูก ความรู้สึกของการถูกทอดทิ้ง การถูกทิ้งให้อยู่เพียงลำพังท่ามกลางความมืดมิดและสิ่งลึกลับที่มองไม่เห็น มันกัดกินหัวใจของเขาอย่างช้าๆ แต่เขาก็รู้ดีว่านี่ไม่ใช่เวลาที่จะยอมจำนน
"ข้าไม่เข้าใจ..." เสียงแหบพร่าของภูผาเอ่ยขึ้นมาเบาๆ ราวกับจะพูดกับความว่างเปล่าที่อยู่รอบกาย "ทำไม... ทำไมมันถึงเป็นเช่นนี้"
เบื้องหน้าเขาคือแท่นหินโบราณที่แกะสลักลวดลายแปลกตาจนน่าขนลุก แม้จะถูกกาลเวลาสึกกร่อนไปมาก แต่พลังงานบางอย่างที่แผ่ออกมากลับยังคงทรงอานุภาพอย่างน่าประหลาด มันเป็นพลังงานที่เย็นยะเยือก ชวนให้ขนลุก แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเย้ายวนที่ยากจะอธิบาย ราวกับจะดึงดูดวิญญาณที่อ่อนแอให้เข้าไปติดกับ
ภาพของธิดาที่ถูกพลังอำมหิตนั้นกลืนกินยังคงติดตาเขาไม่เลือนหาย ความรู้สึกผิดถาโถมเข้าใส่เป็นระลอกๆ เขาควรจะทำอะไรให้มากกว่านี้ เขาควรจะปกป้องเธอได้ดีกว่านี้ แต่เขากลับทำไม่ได้
"ข้าขอโทษ..." เขาพึมพำอีกครั้ง น้ำตาที่ปวดร้าวไหลรินอาบแก้ม
ทันใดนั้นเอง แผ่นดินใต้ฝ่าเท้าของภูผาก็เริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เสียงครืดคราดราวกับหินกำลังเคลื่อนตัวดังขึ้นมาจากเบื้องลึกของผืนดิน ลวดลายที่สลักอยู่บนแท่นหินโบราณเริ่มเรืองแสงสีแดงฉาน สว่างวาบขึ้นมาพร้อมกับเสียงกระซิบที่ดังแว่วมาจากที่ไหนสักแห่ง
"เจ้า... มาแล้ว..."
เสียงนั้นไม่ใช่เสียงของมนุษย์ มันแหบพร่า เย็นเยียบ และเต็มไปด้วยความอาฆาตแค้น ภูผาเงยหน้าขึ้นมองด้วยความตกตะลึง ดวงตาเบิกกว้าง จ้องมองไปยังแท่นหินที่กำลังเปล่งประกาย
"นี่มันอะไรกัน!" เขากัดฟันกรอด พยายามรวบรวมสติที่กำลังกระเจิดกระเจิง
แสงสีแดงฉานจากแท่นหินทวีความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ มันสาดส่องไปทั่วบริเวณสุสานโบราณ เปลี่ยนความมืดมิดให้กลายเป็นสีเลือด ลมเย็นยะเยือกพัดกระโชกแรงขึ้นราวกับพายุหมุน พัดเอาใบไม้แห้งและเศษหินปลิวว่อนไปทั่ว
ภูผารู้สึกได้ถึงพลังงานที่กำลังก่อตัวขึ้น พลังงานนั้นไม่ใช่พลังงานแห่งชีวิต แต่มันคือพลังงานแห่งความตาย ความสิ้นหวัง และความเกลียดชัง มันกำลังจะปลดปล่อยสิ่งที่ถูกกักขังไว้มานานแสนนาน
"ต้องหยุดมัน..." เขาคิดในใจ แม้จะไม่รู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร แต่สัญชาตญาณบอกเขาว่ามันคืออันตรายมหันต์
เขาลุกขึ้นยืนอย่างโซเซ ร่างกายยังคงอ่อนแรงจากการต่อสู้เมื่อครู่ แต่จิตใจกลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะปกป้องสิ่งที่เขารัก
"เจ้าอยู่ที่ไหน!" ภูผาตะโกนขึ้น เขาพยายามมองหาต้นตอของเสียงนั้น แต่ก็ไม่พบสิ่งใดนอกจากความว่างเปล่าและเงาที่เต้นระบำอยู่ตามซอกหิน
ทันใดนั้นเอง ร่างเงาสีดำทะมึนก็ปรากฏขึ้นจากกลางแท่นหิน มันค่อยๆ ก่อตัวขึ้น ช้าๆ แต่หนักแน่น ผิวของมันดูเหมือนจะทำมาจากความมืดที่จับต้องได้ ดวงตาเป็นประกายสีแดงเลือดที่จ้องมองมายังภูผาโดยตรง
"มนุษย์... เจ้ากล้าดียังไงถึงมาขัดขวางข้า..." เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันชัดเจนขึ้นมาก ราวกับกำลังกระซิบอยู่ข้างหูของภูผา
ภูผาถอยหลังไปสองสามก้าว หัวใจเต้นระรัว แต่เขาก็ยังคงยืนหยัด ไม่ยอมแสดงความหวาดกลัวออกมา
"เจ้าคือใคร!" เขาถามกลับ เสียงดังฟังชัด
"ข้าคือ... ผู้ที่ถูกลืม..." ร่างเงากล่าว "คือพลังที่ถูกกักขัง... คือเพลิงผลาญวิญญาณ..."
คำว่า 'เพลิงผลาญวิญญาณ' ทำให้ภูผารู้สึกเย็นวาบไปถึงสันหลัง ภาพของธิดาที่กำลังเผชิญหน้ากับสิ่งนี้ก็ผุดขึ้นมาอีกครั้ง เขาเข้าใจแล้ว ว่านี่คือต้นตอของหายนะที่กำลังคืบคลานเข้ามา
"เจ้าจะทำลายทุกสิ่ง!" ภูผาตะคอก "เจ้าจะทำลายเมืองนี้!"
"เมือง... มนุษย์... สิ่งที่ข้าต้องการคือการปลดปล่อย... การชำระล้าง..." เพลิงผลาญวิญญาณหัวเราะเสียงแหบแห้ง "พวกเจ้า... สมควรที่จะถูกเผาไหม้..."
ร่างเงาก็เริ่มขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ลวดลายบนแท่นหินเรืองแสงแรงกล้าจนแสบตา ภูผารู้สึกถึงความร้อนระอุที่แผ่ออกมา ถึงแม้จะเป็นความร้อนที่เย็นเยือกก็ตาม
"ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าทำเช่นนั้น!" ภูผาประกาศกร้าว เขากำหมัดแน่น นัยน์ตาเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว
เขาจำได้ถึงคำสอนของอาจารย์ สิ่งที่จะเอาชนะความมืดได้ ไม่ใช่แค่กำลัง แต่คือความกล้าหาญและเจตจำนงอันแน่วแน่
"เจ้าคิดว่าแค่พลังแค่นี้จะหยุดข้าได้หรือ?" เพลิงผลาญวิญญาณเยาะเย้ย "ข้าคืออดีต... ข้าคือความสิ้นหวัง... ข้าคือสิ่งที่พวกเจ้าฝังกลบเอาไว้..."
ทันใดนั้นเอง ภูผาก็รู้สึกถึงบางอย่างที่กำลังไหลเวียนอยู่ในตัวเขา มันไม่ใช่พลังงานที่คุ้นเคย มันคือพลังงานที่ร้อนแรง เย็นยะเยือก และเต็มไปด้วยชีวิตชีวา มันกำลังปะทะกับพลังงานของเพลิงผลาญวิญญาณที่แผ่ออกมา
"นี่มัน... พลังของอาจารย์!" เขาอุทาน
พลังงานที่เขาได้รับมาจากอาจารย์ก่อนที่จะจากไป มันกำลังตื่นขึ้นมาเพื่อตอบสนองต่อภัยอันตรายนี้
"เจ้า... มีพลังอันน่าสนใจ..." เพลิงผลาญวิญญาณกล่าว เสียงแฝงความประหลาดใจเล็กน้อย "แต่... มันยังไม่มากพอ..."
ร่างเงาก็พุ่งเข้าใส่ภูผาด้วยความเร็วสูง ภูผารู้สึกได้ถึงแรงปะทะมหาศาล ราวกับจะถูกพายุพัดกระจุย
"โฮกกกก!"
ภูผาปลดปล่อยเสียงคำราม เขาไม่ยอมจำนน เขายกแขนขึ้นป้องหน้า พลังงานจากอาจารย์ที่ไหลเวียนอยู่ในตัวเขาพลุ่งพล่านออกมา
แสงสีทองสว่างวาบขึ้นมาปกคลุมร่างของภูผา มันเป็นแสงที่อบอุ่นและเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิต แสงนั้นปะทะเข้ากับร่างเงาสีดำทะมึนของเพลิงผลาญวิญญาณ
เกิดเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วบริเวณ สุสานโบราณสั่นคลอนราวกับจะถล่มลงมา
ร่างเงาของเพลิงผลาญวิญญาณถูกผลักกระเด็นกลับไปที่แท่นหิน มันส่งเสียงคำรามด้วยความโกรธแค้น
"เจ้า... มนุษย์ชั้นต่ำ... เจ้าจะชดใช้... ด้วยเลือด..."
แต่ในขณะเดียวกัน ภูผาก็รู้สึกถึงความเหนื่อยล้าอย่างแสนสาหัส พลังงานที่ไหลเวียนในตัวเขากำลังถูกใช้ไปอย่างรวดเร็ว
"ข้า... ยังมีอีกมาก..." เขาพึมพำ พยายามยืนหยัดต่อไป
แสงสีทองที่ปกคลุมร่างของภูผาค่อยๆ ลดลง แต่ประกายตาของเขาไม่ได้ลดลงตาม มันเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะต่อสู้
"ข้าจะปกป้องเมืองนี้... ข้าจะปกป้องทุกคน..."
เพลิงผลาญวิญญาณจ้องมองภูผาด้วยความไม่พอใจ มันรู้สึกได้ถึงพลังที่กำลังต้านทานมันอยู่ แต่ก็ยังคงมองว่ามันเป็นเพียงการต่อต้านที่ไร้ความหมาย
"เจ้า... จะได้เห็น... ว่าพลังของข้า... มากเพียงใด..."
ร่างเงาของเพลิงผลาญวิญญาณเริ่มจางหายไปในความมืด ราวกับจะถอยร่นไปเพื่อรอเวลา แต่ก่อนที่จะหายลับไปจนหมด มันก็ทิ้งท้ายประโยคสุดท้ายที่ทำให้ภูผาใจหาย
"อีกไม่นาน... โลหิตแห่งมหานคร... จะหล่อเลี้ยงข้า... และทำให้ข้าแข็งแกร่งกว่าเดิม..."
ความมืดกลับคืนสู่สุสานโบราณอีกครั้ง แต่คราวนี้มันไม่ใช่ความมืดที่เงียบสงบ มันคือความมืดที่เต็มไปด้วยคำข่มขู่ และสัญญาแห่งหายนะ
ภูผายืนอยู่เพียงลำพังท่ามกลางความเงียบงัน สัมผัสได้ถึงพลังงานที่กำลังก่อตัวขึ้นในใจกลางมหานครอันไกลโพ้น เขารู้ดีว่าการต่อสู้ครั้งใหญ่เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น
และในขณะที่เขาหันหลังให้กับสุสานโบราณที่กำลังจะหลับใหลอีกครั้ง เขาก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ธิดาของเขา... จะเป็นอย่างไรต่อไป? พลังของเพลิงผลาญวิญญาณได้กลืนกินเธอไปแล้วจริงๆ หรือ?
คำถามเหล่านี้ยังคงค้างคาอยู่ในใจของภูผา ขณะที่เขาก้าวเท้าออกจากสุสานโบราณ มุ่งหน้าสู่มหานครที่กำลังตกอยู่ในเงื้อมมือของหายนะอันมืดมิด...
เพลิงผลาญวิญญาณ
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก