แสงจันทร์สีเงินอ่อนยังคงสาดส่องลงมาอย่างไม่ลดละ ราวกับเป็นประจักษ์พยานอันเงียบงันต่อชะตากรรมที่กำลังจะอุบัติขึ้น ภูผายังคงคุกเข่าอยู่บนพื้นดินเย็นชื้น สัมผัสได้ถึงความชื้นที่ซึมผ่านเนื้อผ้าเข้าไปถึงกระดูก ความรู้สึกหนาวเหน็บจากผืนดินมิอาจเทียบได้กับความหนาวเย็นที่แผ่ซ่านในหัวใจ อากาศรอบกายหนักอึ้งไปด้วยกลิ่นดิน กลิ่นอับชื้น และกลิ่นบางอย่างที่ยากจะอธิบาย... กลิ่นแห่งความตายที่แฝงเร้นอยู่ภายใต้ผืนสุสานโบราณแห่งนี้
“ข้า... ข้าไม่เข้าใจ” เสียงของภูผาแหบพร่า พยายามรวบรวมสติที่กระเจิดกระเจิง “ท่านบอกว่าข้า... ข้าคือผู้สืบทอด? ผู้สืบทอดอะไรกัน? และพลังที่พวกมันต้องการ... มันคืออะไร?”
ร่างโปร่งแสงของ “อสุรา” หรือชายแก่ในชุดคลุมโบราณที่ปรากฏตัวขึ้นอย่างลึกลับ ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าเขา แม้จะไร้ซึ่งเลือดเนื้อ แต่ดวงตาของอสุรากลับส่องประกายราวกับมีเปลวไฟลุกโชนอยู่ภายใน “เจ้าคือผู้ที่ถูกเลือก ภูผา! ผู้ที่จะแบกรับภาระอันหนักอึ้งนี้ต่อไป... ภาระในการผนึก ‘เพลิงผลาญวิญญาณ’!”
คำว่า “เพลิงผลาญวิญญาณ” สะท้อนก้องอยู่ในโสตประสาทของภูผา มันคือสิ่งเดียวกับที่เขาเห็นในนิมิตอันน่าหวาดผวา? เพลิงสีดำสนิทที่ลุกไหม้ทุกสรรพสิ่ง ไม่เว้นแม้แต่วิญญาณ!
“เพลิงผลาญวิญญาณ?” ภูผาเอ่ยทวน “มันคืออะไร? เหตุใดมันถึงอันตรายนัก?”
“มันคือพลังแห่งความแค้นที่ถูกสะสมมานับพันปี” อสุรากล่าว เสียงของเขาแฝงเร้นไปด้วยความโศกเศร้า “พลังที่เกิดจากความเจ็บปวด ความสูญเสีย และความเกลียดชังที่บรรดามนุษย์ได้กระทำต่อกัน... เมื่อมันถูกปลดปล่อย มันจะกลืนกินทุกชีวิต กลืนกินทุกความดีงาม และเหลือไว้เพียงเถ้าถ่านแห่งความว่างเปล่า”
ภูผากัดริมฝีปากแน่น ความทรงจำอันเลือนรางเกี่ยวกับนิมิตเมื่อครู่ผุดขึ้นมาซ้ำอีกครั้ง ภาพของเมืองใหญ่ที่กำลังถูกเปลวเพลิงสีดำลุกไหม้ ผู้คนกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว วิ่งหนีอย่างไร้ทิศทาง...
“แต่... เหตุใดข้าเล่า?” ภูผายังคงสับสน “ข้าเป็นเพียงคนธรรมดา ไม่ได้มีพลังพิเศษอะไรเลย”
“เจ้าคิดเช่นนั้นจริงๆ หรือ?” อสุราหัวเราะเบาๆ เป็นเสียงที่แห้งผากราวกับใบไม้เสียดสีกัน “เจ้าอาจไม่รู้ตัว แต่สายเลือดของเจ้า... มันเชื่อมโยงกับอดีตกาลอันไกลโพ้น สายเลือดที่ถูกหล่อหลอมด้วยพลังอันบริสุทธิ์... พลังที่สามารถต้านทาน ‘เพลิงผลาญวิญญาณ’ ได้!”
“สายเลือด?”
“ใช่! สายเลือดของ ‘จอมเวทย์แห่งแสง’ ผู้ซึ่งเคยผนึกมันไว้เมื่อครั้งอดีต” อสุราอธิบาย “แต่กาลเวลาได้พรากทุกสิ่งไป การผนึกนั้นอ่อนแอลง และพลังแห่งความมืดก็กำลังจะกลับมาอีกครั้ง! และเจ้า... คือความหวังสุดท้ายของเรา!”
ภูผารู้สึกเหมือนถูกทุบด้วยค้อน พลังบริสุทธิ์? จอมเวทย์แห่งแสง? ทั้งหมดนี้มันดูเหมือนเรื่องในเทพนิยายเกินกว่าที่เขาจะยอมรับได้ แต่ดวงตาอันแน่วแน่ของอสุรา และความรู้สึกไม่ชอบมาพากลที่แผ่ซ่านอยู่ในสุสานแห่งนี้ มันไม่อาจปฏิเสธได้
“แล้ว... แล้วข้าจะต้องทำอย่างไร?” ภูผาถามด้วยน้ำเสียงที่เริ่มหนักแน่นขึ้น
“เจ้าต้องฝึกฝน!” อสุราตอบทันที “เจ้าต้องปลุกพลังที่หลับใหลอยู่ในตัวเจ้า เรียนรู้วิธีควบคุมมัน และเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม เจ้าจะต้องเผชิญหน้ากับมัน... เผชิญหน้ากับ ‘เพลิงผลาญวิญญาณ’!”
ทันใดนั้น แสงสีขาวเจิดจ้าก็สาดส่องออกมาจากฝ่ามือของอสุรา มันนุ่มนวลและอบอุ่น ไม่เหมือนแสงจันทร์ที่เย็นเยียบ “นี่คือ ‘ประกายแห่งแสง’ พลังเริ่มต้นที่จะช่วยให้เจ้าสัมผัสถึงพลังในตัวเจ้าได้ จงรับมันไว้ ภูผา!”
ภูผาสูดหายใจเข้าลึกๆ และยื่นมือออกไปรับแสงนั้น เมื่อปลายนิ้วสัมผัสกับประกายแสง ความรู้สึกอบอุ่นก็แล่นริ้วไปทั่วร่างราวกับกระแสน้ำอุ่นที่ไหลเวียน เขาสัมผัสได้ถึงบางสิ่งบางอย่างที่กำลังก่อตัวขึ้นภายในตัวเขา... บางสิ่งที่สว่างไสวและทรงพลัง
“พลัง... ข้าสัมผัสได้!” ภูผาอุทานด้วยความประหลาดใจ
“ดีมาก!” อสุรากล่าว “นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น พลังที่แท้จริงยังรอเจ้าอยู่! จงจำไว้ให้ดี ภูผา... ‘เพลิงผลาญวิญญาณ’ มิใช่แค่เปลวไฟที่เผาผลาญ แต่เป็นความบิดเบี้ยวของจิตใจที่ถูกครอบงำด้วยความแค้น! หากเจ้าปรารถนาจะต่อสู้กับมัน เจ้าต้องชำระล้างจิตใจของตนเองให้บริสุทธิ์เสียก่อน!”
ขณะที่ภูผากำลังประมวลผลคำพูดของอสุรา เสียงคำรามอันน่าสะพรึงกลัวก็ดังขึ้นมาจากส่วนลึกของสุสาน! พื้นดินสั่นสะเทือนราวกับจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ!
“เสียงอะไรกัน?” ภูผาร้องถาม พลางชักอาวุธลับที่เตรียมไว้
“พวกมันรู้แล้วว่าเจ้าอยู่ที่นี่!” อสุรากล่าวด้วยน้ำเสียงเร่งรีบ “พวกสมุนแห่งความมืด! พวกมันจะมาเพื่อหยุดยั้งเจ้า!”
เงาดำทะมึนหลายสายกำลังเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วมาจากรอบทิศทาง ดวงตาของพวกมันส่องประกายสีแดงฉาน ราวกับจะบ่งบอกถึงความกระหายเลือด
“พวกมันคืออะไร?” ภูผาถาม พลางตั้งท่าเตรียมพร้อม
“พวกมันคือ ‘วิญญาณอาฆาต’ ผู้ที่ถูก ‘เพลิงผลาญวิญญาณ’ กลืนกินและถูกมันควบคุม!” อสุราอธิบาย “พวกมันจะพยายามทำลายเจ้า! เจ้าต้องใช้ ‘ประกายแห่งแสง’ นี้ป้องกันตัว!”
“แต่ข้าจะใช้มันอย่างไร?”
“จงนึกถึงแสงสว่าง จงนึกถึงความหวัง จงนึกถึงการปกป้อง!” อสุราเร่งเร้า “พลังจะตอบสนองต่อเจตจำนงของเจ้า!”
วิญญาณอาฆาตตัวแรกพุ่งเข้าใส่ภูผาอย่างรวดเร็ว มันมีรูปร่างคล้ายมนุษย์ แต่ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเกลียดชัง ปลายเล็บแหลมคมดุจใบมีด
“ข้าจะปกป้อง!” ภูผาตะโกนสุดเสียง พร้อมกับยกมือขึ้นรับ “ประกายแห่งแสง” พุ่งออกจากฝ่ามือเขาเป็นลำแสงสีขาวสว่างจ้า!
ลำแสงนั้นปะทะเข้ากับวิญญาณอาฆาต ร่างของมันบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด ก่อนจะสลายกลายเป็นฝุ่นละอองสีดำ
“ได้ผล! ข้าทำได้!” ภูผาดีใจ แต่ก็ยังคงตึงเครียด
“อย่าได้ชะล่าใจ!” อสุราเตือน “พวกมันมาอีกเยอะ!”
วิญญาณอาฆาตอีกนับสิบตัวกำลังกรูกันเข้ามา ภูผาต้องใช้ “ประกายแห่งแสง” ที่เขาเพิ่งค้นพบเพื่อป้องกันตัวเอง การต่อสู้เริ่มต้นขึ้นอย่างดุเดือด ภูผาเคลื่อนไหวไปมาราวกับนักเต้นที่กำลังร่ายรำกับความตาย ลำแสงสีขาวพุ่งออกไปเป็นระยะๆ สลายเหล่าวิญญาณอาฆาตทีละตัว
แต่ยิ่งเขาสู้ พลังของเขาก็ยิ่งร่อยหรอลง “ประกายแห่งแสง” เริ่มอ่อนแรงลงเรื่อยๆ ในขณะที่จำนวนของวิญญาณอาฆาตกลับไม่มีทีท่าว่าจะลดน้อยลงเลย
“ข้า... ข้าไม่ไหวแล้ว!” ภูผาหอบหายใจหนัก “พลังของข้า... มันหมดแล้ว!”
“เจ้ายังมีความลับที่ยังไม่ถูกเปิดเผย ภูผา!” อสุราตะโกน “จงนึกถึงสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเจ้า! สิ่งที่จะทำให้เจ้ามีพลัง!”
สิ่งที่สำคัญที่สุด? ภาพของเมืองมหานครที่เขาคุ้นเคย ภาพของผู้คนบริสุทธิ์ ภาพของ... ปาริชาติ! ความคิดถึงหญิงสาวที่เขามีใจให้ ปรากฏขึ้นในห้วงคำนึงของเขาอย่างชัดเจน!
“ปาริชาติ!” ภูผาตะโกนสุดเสียง พลังอันมหาศาลพลุ่งพล่านขึ้นมาจากส่วนลึกของจิตใจ!
“ประกายแห่งแสง” แปรเปลี่ยนเป็นลำแสงสีทองอร่ามที่เจิดจ้ายิ่งกว่าเดิม! แสงนั้นแผ่กระจายออกไปราวกับคลื่นยักษ์ กวาดล้างเหล่าวิญญาณอาฆาตทั้งหมดให้สลายไปในพริบตา!
ภูผาทรุดตัวลงนั่งอย่างหมดแรง แต่ภายในใจกลับเปี่ยมด้วยความรู้สึกบางอย่างที่เข้มข้น... มันคือความหวัง ความมุ่งมั่น และความกล้าหาญที่เพิ่งถูกปลุกขึ้นมา
“เจ้าทำได้แล้ว ภูผา!” อสุรากล่าวด้วยความยินดี “เจ้าปลุกพลังที่แท้จริงของเจ้าได้แล้ว!”
“แต่... ยังมีอีกมากใช่ไหม?” ภูผาถาม พลางมองไปยังส่วนลึกของสุสานที่ดูมืดมิดยิ่งกว่าเดิม
“ใช่” อสุราตอบ “นี่เป็นเพียงการเริ่มต้น การต่อสู้ที่แท้จริงเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น! ‘เพลิงผลาญวิญญาณ’ กำลังรอวันที่จะถูกปลดปล่อย... และเมื่อมันมาถึง เจ้าจะต้องพร้อม!”
ทันใดนั้น! เสียงกระซิบอันเยือกเย็นก็ดังขึ้นมาจากความมืด “เจ้า... ยังหนีไม่พ้น... ภูผา...”
ภูผาหันขวับไปมองด้วยความตกใจ แต่กลับไม่พบสิ่งใดเลย นอกจากความมืดมิดที่ปกคลุมอยู่... ราวกับมีบางสิ่งกำลังจับจ้องเขาอยู่จากเงามืด... รอคอยเวลาที่เหมาะสม...
(โปรดติดตามตอนต่อไป...)

เพลิงผลาญวิญญาณ
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก