เพลิงผลาญวิญญาณ

ตอนที่ 24 — เพลิงโลกันตร์สะท้านนคร

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

30 ตอน · 1,211 คำ

แสงจันทร์สีเงินอ่อนยังคงสาดส่องลงมาอย่างไม่ลดละ ราวกับเป็นประจักษ์พยานอันเงียบงันต่อชะตากรรมที่กำลังจะอุบัติขึ้น ภูผายังคงคุกเข่าอยู่บนพื้นดินเย็นชื้น สัมผัสได้ถึงความชื้นที่ซึมผ่านเนื้อผ้าเข้าไปถึงกระดูก ความเหนื่อยล้าถาโถมเข้าใส่จนแทบไม่อยากจะขยับกาย แต่ทว่า สัญชาตญาณดิบที่ถูกปลุกเร้าให้ตื่นตัวจากพลังงานมหาศาลที่แผ่ออกมาจากใจกลางสุสานโบราณแห่งนี้ กลับทำให้เขายังคงยืนหยัดอยู่ได้

เบื้องหน้าของเขา ‌ประตูหินโบราณที่เคยปิดสนิท บัดนี้ได้ปริออกเป็นช่องว่างเล็กๆ เผยให้เห็นความมืดมิดที่ลึกล้ำเกินกว่าสายตาจะหยั่งถึง กลิ่นอายของความตาย ความอาฆาตแค้น และพลังอำมหิตที่ถูกกักขังมาเนิ่นนาน ปะทุออกมาอย่างรุนแรง ราวกับจะฉีกกระชากทุกสรรพสิ่งให้แหลกสลาย

“ภูผา! ​รีบขึ้นมา!” เสียงของอรุณดังขึ้นมาจากด้านบน เขาปีนป่ายขึ้นมาจากหลุมที่ขุดไว้ พลางตะโกนบอกเพื่อนรัก ดวงตาของอรุณแดงก่ำไปด้วยความตื่นตระหนกที่ยากจะปิดบัง

ภูผาลุกขึ้นยืนอย่างโซซัดโซเซ ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำจากการต่อสู้เมื่อครู่ ความเจ็บปวดแล่นปราดไปทั่วทุกอณู แต่เขากลับไม่ใส่ใจ ‍ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นตอนนี้ มันช่างเล็กน้อยเหลือเกินเมื่อเทียบกับภัยพิบัติที่กำลังจะคืบคลานเข้ามา

“อรุณ… มันกำลังจะออกมา” ภูผาเอ่ยเสียงแหบพร่า

“ข้ารู้! เรารีบไปตามพวกพ้องกันเถอะ! เราต้องทำอะไรสักอย่างก่อนที่มันจะ… กลืนกินทุกสิ่ง” อรุณรีบคว้าแขนภูผา ‌ดึงเขาให้ลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว

ทั้งสองรีบวิ่งฝ่าความมืดมุ่งหน้ากลับไปยังที่พักชั่วคราวที่เตรียมไว้ ภาพของมหานครยามค่ำคืนที่เคยสว่างไสวด้วยแสงไฟนับล้านดวง บัดนี้กลับดูมืดมนและน่าหวาดหวั่นกว่าที่เคย เงาของตึกระฟ้าเสียดฟ้า กลายเป็นเพียงร่างยักษ์ที่รอวันถูกกลืนกิน

เมื่อมาถึงที่พัก พวกเขาก็พบกับรสาและกลุ่มนักล่าวิญญาณคนอื่นๆ ที่กำลังรวมตัวกันอย่างเร่งรีบ ใบหน้าของแต่ละคนฉายแววเคร่งเครียด

“เกิดอะไรขึ้น ‍ภูผา? ทำไมพวกเจ้าถึงกลับมาเร็ว?” รสาเอ่ยถามอย่างร้อนรน

“ประตูสุสาน… มันเปิดแล้ว” ภูผาตอบสั้นๆ

คำพูดของภูผาทำให้ทุกคนตกอยู่ในความเงียบงันสักครู่ ก่อนที่เสียงของอรุณจะดังแทรกขึ้นมา

“ไม่ใช่แค่ประตูสุสานเปิด แต่มันปลดปล่อยพลังอำมหิตออกมาอย่างมหาศาล พลังนั้นกำลังแผ่ขยายไปทั่วทุกอณูของเมือง ​สัมผัสได้เลยว่ามันกำลังจะกลืนกินทุกอย่าง!” อรุณพยายามอธิบายเท่าที่ตนเองรับรู้

“พลังนั้น… มันคือเพลิงวิญญาณ” รสาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ

“เพลิงวิญญาณ?” ภูผาหันไปมองรสา งุนงงกับชื่อเรียกที่ไม่คุ้นเคย

“ใช่ เพลิงวิญญาณ คือพลังงานแห่งความอาฆาตแค้นที่ถูกกักเก็บไว้ในสุสานโบราณแห่งนี้มานานหลายพันปี ​มันสามารถเผาผลาญได้ทุกสิ่ง ไม่ใช่แค่ร่างกาย แต่รวมถึงจิตวิญญาณด้วย ถ้าพลังนี้แผ่ขยายไปทั่วเมือง… ทุกคนจะกลายเป็นเพียงเถ้าถ่านที่ไร้วิญญาณ” รสาอธิบายด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง

“แล้วเราจะหยุดมันได้อย่างไร?” ภูผาถาม เสียงของเขาหนักแน่นขึ้น ​ความรู้สึกรับผิดชอบที่แบกรับไว้เริ่มท่วมท้น

“เรายังไม่รู้วิธีที่แน่ชัด” รสาตอบ “แต่เท่าที่เรารู้ สุสานแห่งนี้มีวัตถุโบราณบางอย่างที่อาจเกี่ยวข้องกับการผนึกเพลิงวิญญาณเอาไว้ เราต้องกลับไปที่นั่นอีกครั้ง เพื่อค้นหามัน”

“แต่ตอนนี้พลังนั้นเริ่มจะแผ่ขยายออกมาแล้ว เราจะกลับไปได้อย่างไร?” สมาชิกคนหนึ่งในกลุ่มถามด้วยความกังวล

“เราต้องทำ” ภูผาเอ่ยเสียงเด็ดขาด “ถ้าเราไม่ทำตอนนี้ โอกาสที่จะหยุดยั้งมันจะยิ่งน้อยลงไปเรื่อยๆ”

“ข้าจะไปด้วย” อรุณอาสาเป็นคนแรก

“ข้าก็จะไปด้วย” รสาเสริม

“ข้าด้วย!” สมาชิกคนอื่นๆ ในกลุ่มต่างก็พร้อมใจกันตอบรับ แม้จะมีความหวาดกลัวอยู่เต็มอก แต่พวกเขาก็รู้ดีว่านี่คือหน้าที่ของพวกเขา

การตัดสินใจครั้งนี้เต็มไปด้วยความเสี่ยง แต่ไม่มีใครกล้าลังเลอีกต่อไป ภูผา, อรุณ, รสา และกลุ่มนักล่าวิญญาณที่เหลืออีกห้าคน เตรียมอาวุธและอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการเดินทางอีกครั้ง

ขณะที่พวกเขากำลังเตรียมตัว พลันก็เกิดเสียงคำรามอันน่าสะพรึงกลัวดังมาจากทิศทางของสุสานโบราณ แผ่นดินสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงราวกับจะแยกออกเป็นสอง

“มันมาแล้ว!” อรุณตะโกน

ท้องฟ้าที่เคยเป็นสีดำมืด บัดนี้กลับถูกแต่งแต้มด้วยสีแดงฉานราวกับเลือด เปลวไฟสีม่วงอมดำที่ดูแปลกประหลาดเริ่มลอยขึ้นมาจากใจกลางสุสาน แผ่ขยายวงกว้างออกไปอย่างรวดเร็วราวกับพายุเพลิง

“นั่นมัน… เพลิงวิญญาณ!” รสาอุทานด้วยความตกตะลึง

เปลวไฟเหล่านั้นไม่ได้เผาผลาญสิ่งก่อสร้างใดๆ ให้มอดไหม้ แต่มันกลับดูดกลืนเอาแสงสว่างรอบข้างไปเรื่อยๆ ราวกับกำลังฉีกกระชากมิติแห่งความเป็นจริง

“พวกเราต้องไปเดี๋ยวนี้!” ภูผาเร่งทุกคน

กลุ่มของภูผาออกเดินทางไปยังสุสานโบราณอีกครั้ง ท่ามกลางความโกลาหลของมหานครที่กำลังจะดับสูญ แสงไฟจากอาคารต่างๆ เริ่มหรี่ลงเรื่อยๆ ราวกับจะถูกดูดพลังชีวิตไป

เมื่อมาถึงบริเวณสุสานโบราณ ภาพเบื้องหน้ายิ่งน่าสะพรึงกลัวกว่าเดิม เปลวไฟวิญญาณสีม่วงอมดำได้ลุกโชนไปทั่วบริเวณ บิดเบือนทุกสิ่งทุกอย่างให้ดูบิดเบี้ยวและผิดรูปไปจากเดิม พลังงานอันมหาศาลที่แผ่ออกมาทำให้รู้สึกราวกับจะถูกบดขยี้

“พวกมันกำลังกลืนกินทุกอย่างจริงๆ!” อรุณตะโกน พลางยกแขนขึ้นป้องหน้าจากความร้อนที่แผ่ซ่าน

“เราต้องหาทางเข้าไปในใจกลางสุสานให้ได้!” ภูผากล่าวเสียงหนักแน่น “วัตถุโบราณที่รสาพูดถึง อาจจะอยู่ที่นั่น!”

การเดินทางเข้าไปในเขตสุสานที่ถูกครอบงำด้วยเพลิงวิญญาณนั้นยากลำบากยิ่งกว่าครั้งไหนๆ พื้นดินร้อนระอุราวกับจะหลอมละลาย ร่างกายของทุกคนเริ่มอ่อนล้าอย่างรวดเร็ว แต่พวกเขาก็ยังคงผลักดันตัวเองไปข้างหน้า

ขณะที่พวกเขากำลังก้าวผ่านเส้นแบ่งของเปลวไฟวิญญาณ ทันใดนั้น ก็มีร่างเงาบางอย่างปรากฏขึ้นจากกลุ่มควันสีดำ

“ระวัง!” รสาตะโกน

ร่างเงาดำนั้นเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วราวกับพายุ พวกมันคือสิ่งมีชีวิตที่ถูกเพลิงวิญญาณกลืนกิน กลายเป็นปีศาจร้ายที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง พวกมันพุ่งเข้าโจมตีกลุ่มของภูผาอย่างไม่ลดละ

“สู้!” ภูผาตะโกน พร้อมกับชักดาบประจำกายขึ้น ฟาดฟันเข้าใส่ปีศาจวิญญาณตนหนึ่งที่พุ่งเข้ามา

การต่อสู้เริ่มขึ้นท่ามกลางเปลวเพลิงที่กำลังโหมกระหน่ำ นักล่าวิญญาณแต่ละคนต่างงัดเอาวิชาและความสามารถที่มีออกมาต่อสู้กับปีศาจร้ายอย่างสุดกำลัง

อรุณใช้คมดาบของตนเองที่อาบไปด้วยพลังเวทมนตร์ สาดฟันเป็นประกายแสงสีขาวที่สามารถขับไล่ปีศาจบางส่วนได้ แต่พลังของปีศาจเหล่านั้นแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ

รสาเองก็ไม่น้อยหน้า เธอใช้พลังจากเครื่องรางโบราณที่ตนเองพกพามา สร้างโล่พลังงานที่สามารถป้องกันการโจมตีของปีศาจวิญญาณได้ชั่วขณะ แต่พลังงานของโล่นั้นก็เริ่มจะอ่อนแรงลง

“พวกมันมาไม่หยุดหย่อน!” สมาชิกคนหนึ่งตะโกน พลางใช้คันศรยิงธนูอาบยาพิษเข้าใส่ปีศาจร้าย

ภูผาเองก็กำลังต่อสู้อย่างดุเดือด เขาใช้ท่วงท่าที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี ฟาดฟัน ดาบเล่มเดียวของเขาเปรียบเสมือนคมดาบที่ฉีกกระชากเงามรณะเหล่านั้นออกเป็นชิ้นๆ แต่จำนวนของปีศาจร้ายนั้นมีมากเกินกว่าที่เขาจะรับมือไหว

“ภูผา! ทางนี้!” เสียงของรสาดังขึ้นจากด้านข้าง เธอชี้ไปยังช่องว่างเล็กๆ ที่ปรากฏขึ้นระหว่างเปลวเพลิงวิญญาณ “นั่นอาจจะเป็นทางเข้าไปยังส่วนลึกของสุสาน!”

ภูผาเหลือบมองไปทางที่รสาชี้ เห็นช่องว่างเล็กๆ ที่ดูเหมือนจะค่อยๆ ปรากฏขึ้นมาอย่างช้าๆ เป็นเส้นทางเดียวที่พอจะใช้ผ่านเข้าไปได้

“พวกเราถอยไปรวมกันที่นั่น!” ภูผาตะโกนสั่ง “อรุณ! รสา! ช่วยกันตรึงพวกมันไว้!”

อรุณและรสาพยักหน้า ก่อนจะรวมพลังกันเพื่อต้านทานการโจมตีของปีศาจร้ายที่เข้ามาอย่างไม่ขาดสาย

ภูผาและนักล่าวิญญาณที่เหลืออีกหกคน พยายามฝ่าวงล้อมของปีศาจวิญญาณ มุ่งหน้าไปยังช่องว่างที่รสารับรู้

ขณะที่กำลังจะถึงช่องว่างนั้นเอง ทันใดนั้น พลังงานจากใจกลางสุสานก็ระเบิดออกมาอย่างรุนแรงยิ่งกว่าเดิม แผ่นดินสั่นสะเทือนจนแทบจะทรงตัวไม่อยู่

เปลวเพลิงวิญญาณสีม่วงอมดำพลันลุกโชนสูงขึ้นไปบนฟ้า ราวกับจะกลืนกินดวงจันทร์ให้มืดมิดไปเสียสิ้น

“อ๊าก!” เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดดังขึ้น

ภูผาหันกลับไปมอง เห็นอรุณและรสา กำลังถูกพลังงานจากเปลวเพลิงวิญญาณอันมหาศาล ดูดเข้าไปอย่างรวดเร็ว

“อรุณ! รสา!” ภูผาตะโกนสุดเสียง พยายามจะวิ่งกลับไปช่วย แต่กลับถูกกลุ่มปีศาจวิญญาณอีกกลุ่มหนึ่งขวางเอาไว้

“ไม่นะ!” ภูผากล่าวเสียงแหบพร่า หัวใจของเขาหล่นวูบ ภาพของอรุณและรสาที่ค่อยๆ เลือนหายไปในเปลวเพลิงวิญญาณนั้น มันช่างเจ็บปวดเกินกว่าจะรับไหว

“เราต้องไป!” สมาชิกคนหนึ่งดึงแขนภูผา พลางตะโกน “ถ้าเราไม่ไปตอนนี้ เราก็จะตายไปด้วย!”

ภูผาจำใจต้องยอมปล่อยให้เพื่อนรักทั้งสองหายไปในเพลิงมรณะ เขากลั้นน้ำตา พลางหันหน้ากลับไปเผชิญกับทางเข้าที่กำลังจะปิดลง

“พวกเรา! อย่าหยุด!” ภูผากล่าวเสียงก้อง “เพื่ออรุณ! เพื่อรสา! เราต้องไปให้ถึงใจกลางสุสาน!”

ด้วยแรงฮึดสุดท้าย ภูผาและนักล่าวิญญาณที่เหลือรีบเร่งฝ่าเข้าไปในช่องว่างที่กำลังจะปิดลง ก่อนที่มันจะหายไปตลอดกาล

เมื่อพ้นผ่านช่องว่างนั้นเข้าไป โลกภายนอกก็หายไปสิ้น เหลือเพียงความมืดมิดที่ไร้ซึ่งแสงใดๆ แต่ทว่า… เมื่อสายตาเริ่มปรับตัวได้ ภูผากลับเห็นบางสิ่งบางอย่างที่น่าตกตะลึง

เบื้องหน้าของเขาคือโถงขนาดมหึมาที่สลักเสลาด้วยหินสีดำสนิท ใจกลางของโถงนั้น มีแท่นบูชาโบราณตั้งตระหง่านอยู่ และบนแท่นบูชานั้น… มีบางสิ่งบางอย่างกำลังเรืองแสงจางๆ

ขณะที่ภูผากำลังเพ่งมองสิ่งนั้น ทันใดนั้นเอง เงาตะคุ่มก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง แต่นี่ไม่ใช่ปีศาจวิญญาณที่เคยเจอ

ร่างนั้นสูงใหญ่กว่ามนุษย์ธรรมดาหลายเท่า สวมชุดเกราะสีดำทะมึนที่สลักลวดลายโบราณอันน่าขนลุก ใบหน้าของมันซ่อนอยู่ภายใต้หมวกเกราะที่ปิดมิดชิด มีเพียงดวงตาสีแดงฉานที่ส่องประกายราวกับอัญมณีแห่งความมืด

“เจ้า… มาถึงที่นี่จนได้” เสียงทุ้มต่ำและเย็นยะเยือก ดังออกมาจากภายในชุดเกราะ ราวกับมาจากห้วงเหวแห่งความตาย

ภูผาตั้งท่าเตรียมพร้อม ดาบในมือสั่นระริกด้วยความตึงเครียด แต่ถึงแม้จะรู้สึกหวาดหวั่น เขาก็รู้ว่านี่คือศัตรูตัวจริง

“เจ้าคือใคร?” ภูผาถาม เสียงของเขาเต็มไปด้วยความท้าทาย

“ข้า… คือผู้พิทักษ์แห่งเพลิงวิญญาณ” ร่างนั้นตอบ “และเจ้า… จะไม่มีวันได้แตะต้องสิ่งนั้นเด็ดขาด!”

สิ้นเสียงของร่างปริศนา พลังงานอำมหิตก็พลันปะทุออกมาจากตัวมันอย่างรุนแรง จนพื้นหินรอบๆ เริ่มปริแตก

ภูผารู้ดีว่า การต่อสู้ครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขากำลังจะเริ่มต้นขึ้น ณ บัดนี้!

หน้านิยาย
หน้านิยาย
เพลิงผลาญวิญญาณ

เพลิงผลาญวิญญาณ

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!