โดย : มนต์ตรา ประกาศิต
30 ตอน · 959 คำ
ลมหนาวที่กัดกินผิวหนังของเหมันต์นั้นมิใช่เพียงความเย็นกาย แต่เป็นความเย็นยะเยือกที่แทรกซึมเข้าสู่กระดูกสันหลัง เขาหายใจเข้าลึกๆ สูดกลิ่นอายของเมืองที่กำลังจะสิ้นสลายเข้าไปเต็มปอด กลิ่นอายแห่งความสิ้นหวัง ความหวาดกลัว และกลิ่นโลหิตเจือจางของเหล่าผู้คนที่ต่อสู้ดิ้นรนจนถึงที่สุด ลอยปะปนมากับม่านหมอกสีดำทะมึนที่แผ่ปกคลุมไปทั่วทุกอณูของมหานครศิลาผา
เบื้องล่างเบื้องล่าง ณ ถนนสายหลักที่เคยคึกคักไปด้วยผู้คน บัดนี้กลับกลายเป็นสมรภูมิรบอันดุเดือด เสียงตะโกนก้อง เสียงดาบกระทบกัน เสียงร้องโหยหวน และเสียงระเบิดที่ดังสนั่นหวั่นไหว แสงไฟจากอาคารสูงที่ควรจะสาดส่องยามค่ำคืน บัดนี้ถูกบดบังด้วยเงาอสูรกายที่แปรเปลี่ยนรูปร่างไปตามอำเภอใจของพญามาร บ้างก็เป็นอสรพิษขนาดมหึมาเลื้อยเลี้ยวพันรอบเสาไฟฟ้า บ้างก็เป็นอสุรกายที่มีปีกกว้างใหญ่บดบังท้องฟ้า บ้างก็เป็นเงาที่บิดเบี้ยวคล้ายมนุษย์แต่มีดวงตาแดงฉานจ้องมองราวกับจะกลืนกินชีวิต
เหมันต์ผู้ยืนอยู่บนยอดตึกสูงที่สุด ทอดสายตามองภาพเบื้องล่างด้วยความสงบนิ่ง แววตาของเขาเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ ไม่มีความหวั่นไหวใดๆ ปรากฏแม้แต่น้อย ราวกับว่าภัยพิบัตินี้เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยที่รอคอยให้เขาเข้ามาจัดการ
“พวกมันช่างไร้สาระ” เสียงทุ้มนุ่มของเหมันต์เอ่ยขึ้นเบาๆ แต่ทว่ากลับก้องกังวาน ราวกับเสียงกระซิบของสายลมที่พัดผ่านดวงดาว
ทันใดนั้นเอง ร่างของเหมันต์ก็สั่นไหวเล็กน้อย เขาหลับตาลง สูดลมหายใจเข้าอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่เพียงแค่สูดกลิ่นอายของเมือง แต่เป็นการรวบรวมพลังที่หลับใหลอยู่ภายในตัวตนของเขา
“ถึงเวลาแล้ว…”
เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง ดวงตาของเหมันต์ก็เปล่งประกายสีทองอำพัน เจิดจรัสยิ่งกว่าแสงดาวที่เคยมีบนฟากฟ้า ม่านหมอกสีดำรอบตัวเขาเริ่มสั่นคลอน ราวกับถูกรังสีแห่งความร้อนแผดเผา
“พวกอสูรกาย จงระวังพลังแห่งบุตรแห่งทวยเทพ!”
สิ้นเสียงของเหมันต์ ร่างของเขาก็พลันพุ่งทะยานลงมาจากยอดตึกราวกับดาวตก แสงสีทองอำพันสาดส่องนำทางไปตามเส้นทางที่เขาพุ่งผ่าน บดบังเงาอสูรกายที่กำลังคลุ้มคลั่งอยู่เบื้องล่าง
เหล่าอสูรกายที่กำลังอาละวาดอยู่บนพื้นดินพลันหยุดชะงัก พวกมันสัมผัสได้ถึงพลังอันยิ่งใหญ่ที่กำลังถาโถมเข้ามา พลังที่แตกต่างจากพลังแห่งความมืดที่พวกมันคุ้นเคยอย่างสิ้นเชิง
เงาอสูรกายรูปร่างคล้ายหมาป่าขนาดใหญ่ที่มีดวงตาสีแดงฉานหันมามองทางเหมันต์ มันคำรามลั่น ส่งเสียงแหบพร่าราวกับก้อนหินเสียดสีกัน ก่อนจะพุ่งเข้าใส่เหมันต์ด้วยความเร็วสูง
แต่เหมันต์กลับเพียงยกมือขึ้นช้าๆ ปลายนิ้วเรียวของเขาส่องประกายสีทองอำพันราวกับมีแสงอาทิตย์สถิตอยู่ ร่างของหมาป่าอสูรกายพลันแข็งทื่อกลางอากาศ ก่อนที่จะสลายกลายเป็นเถ้าธุลีสีดำที่ปลิวว่อนไปตามลม
“ไม่!” เสียงกรีดร้องโหยหวนดังขึ้นจากที่ใดที่หนึ่งในความมืด
เสียงนั้นมิได้มาจากหมาป่าอสูรกายเพียงตนเดียว แต่เป็นเสียงสะท้อนของอสูรกายอีกนับร้อยนับพันที่กำลังเผชิญหน้ากับเหมันต์
เหมันต์ไม่หยุดยั้ง เขาเคลื่อนไหวไปทั่วมหานครราวกับสายลมที่มองไม่เห็น ร่างกายของเขาปรากฏขึ้นที่ใดที่หนึ่งอย่างรวดเร็วราวกับมีเวทมนตร์ แสงสีทองอำพันสาดส่องไปทั่วทุกที่ที่เขาผ่าน เงาอสูรกายที่เคยปกคลุมเมืองเริ่มสลายไปทีละน้อย
บนพื้นดิน เหล่าผู้คนที่กำลังต่อสู้อย่างสิ้นหวัง พลันรู้สึกถึงความหวังที่ผุดขึ้นในใจ พวกเขาเห็นแสงสว่างที่สาดส่องผ่านม่านหมอกสีดำ เห็นร่างของเหมันต์ที่กำลังปราบเหล่าอสูรกายอย่างง่ายดาย
“นั่นคือ…บุตรแห่งทวยเทพ!” เสียงกระซิบกระซาบดังขึ้นท่ามกลางสนามรบ
“เขามาแล้ว! เขามาช่วยพวกเราแล้ว!”
เสียงแห่งความยินดีปรีดาเริ่มดังขึ้นแทนที่เสียงแห่งความหวาดกลัว พลังชีวิตของเหล่าผู้คนที่กำลังจะสิ้นหวัง กลับพลันเพิ่มพูนขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์
แต่ทว่า…
ขณะที่เหมันต์กำลังปราบเหล่าอสูรกายอย่างต่อเนื่อง เขาก็สัมผัสได้ถึงพลังงานมหาศาลที่กำลังก่อตัวขึ้นในใจกลางของเมือง พลังงานที่มืดมิดกว่า เย็นเยือกกว่า และชั่วร้ายกว่าที่เขาเคยสัมผัสมา
“นี่มัน…ม่านแห่งความมืดที่แท้จริง” เหมันต์พึมพำ เขาสัมผัสได้ถึงตัวตนของพญามารที่กำลังแสดงอำนาจอย่างเต็มที่
บนอาคารสูงใจกลางเมือง ซึ่งเป็นจุดที่ม่านหมอกสีดำเข้มข้นที่สุด ณ ที่แห่งนั้น ปรากฏเงาขนาดมหึมา ก่อตัวขึ้นจากความมืดมิดล้วนๆ มันมีรูปร่างคล้ายมนุษย์ แต่ใหญ่โตกว่าอาคารทั้งหลัง ดวงตาของมันส่องประกายสีแดงฉานราวกับดวงอาทิตย์ที่ถูกเผาไหม้
“เจ้า…คือใคร…” เสียงทุ้มต่ำราวกับฟ้าร้องดังสนั่นหวั่นไหวมาจากเงาอสูรกายนั้น
เหมันต์หยุดนิ่ง เขามองไปยังเงาอสูรกายนั้นด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น “ข้าคือเหมันต์ ผู้มาเพื่อทลายความมืดมิดของเจ้า!”
สิ้นคำของเหมันต์ ร่างของเขาก็พลันส่องแสงเจิดจ้าขึ้นอีกครั้ง แสงสีทองอำพันนั้นรุนแรงยิ่งกว่าเดิม บดบังแม้กระทั่งเงาอสูรกายของพญามาร
“เจ้า…กล้าดี!” เสียงแห่งความโกรธเกรี้ยวของพญามารดังขึ้นอย่างบ้าคลั่ง
ในขณะนั้นเอง กลุ่มหมอกสีดำที่ปกคลุมเมืองพลันหนาแน่นขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับการปรากฏตัวของอสูรกายรูปร่างประหลาดอีกนับไม่ถ้วน พวกมันปรากฏตัวขึ้นจากพื้นดิน จากกำแพง จากทุกซอกทุกมุมของเมือง ราวกับว่าพญามารกำลังเรียกพลทหารของมันมาเสริมทัพ
เหมันต์สัมผัสได้ถึงพลังอันมหาศาลที่กำลังถาโถมเข้ามา พลังที่รุนแรงจนแม้แต่เขาเองก็รู้สึกได้ถึงแรงกดดัน
“ดูเหมือนว่า…การต่อสู้ที่แท้จริงกำลังจะเริ่มต้นขึ้น”
เขากำหมัดแน่น รู้สึกถึงพลังที่ไหลเวียนอยู่ภายในร่างกาย พลังแห่งบุตรแห่งทวยเทพที่พร้อมจะต่อกรกับความมืดมิดอันไร้ที่สิ้นสุด
“ข้าจะปกป้องเมืองนี้…ไม่ว่าต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม!”
เหมันต์พุ่งทะยานเข้าใส่ฝูงอสูรกายเหล่านั้นอย่างไม่ลังเล แสงสีทองอำพันสาดส่องไปทั่วทุกที่ที่เขาไป ราวกับพายุแห่งแสงที่กำลังกวาดล้างความมืดมิด
แต่ทว่า…
ขณะที่เขากำลังต่อสู้อย่างดุเดือด ร่างของเขาก็พลันรู้สึกหนักอึ้งขึ้นมาอย่างฉับพลัน ความเย็นยะเยือกที่เคยสัมผัสได้ในตอนแรก กลับพลันทวีความรุนแรงขึ้นจนแทบจะหยุดการเคลื่อนไหว
“นี่มัน…อะไรกัน?”
เหมันต์มองไปยังร่างของตนเอง เขาสังเกตเห็นว่าบนแขนของเขา ปรากฏเส้นสายสีดำทะมึนกำลังค่อยๆ คืบคลานไปตามผิวหนังราวกับรากไม้ที่กำลังเจาะลึกเข้าไปในเนื้อ
“ไม่ใช่…พลังของข้า…มันกำลังถูกบิดเบือน!”
ความรู้สึกที่ไม่คุ้นเคยเกิดขึ้นในใจของเหมันต์ ความรู้สึกที่คล้ายคลึงกับความสิ้นหวัง แต่ทว่า…
“ไม่! ข้าจะไม่ยอมแพ้!”
แม้ร่างกายจะเริ่มแข็งทื่อ แต่จิตใจของเหมันต์กลับแข็งแกร่งยิ่งขึ้น เขาเพ่งสมาธิไปที่แก่นกลางของพลังงานอันชั่วร้ายนั้น พยายามหาทางต้านทานมัน
ขณะที่เหมันต์กำลังต่อสู้อย่างหนักหน่วงกับพลังอันชั่วร้ายที่เริ่มกัดกินตัวตนของเขาเองนั้นเอง เสียงตะโกนดังขึ้นจากเบื้องล่าง
“ท่านเหมันต์! อย่าสิ้นหวัง!”
เหมันต์เงยหน้าขึ้นมอง เห็นกลุ่มชาวเมืองที่รอดชีวิตจากภัยพิบัติ กำลังชูมือขึ้นฟ้า ใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความกังวล แต่ในดวงตาของพวกเขากลับเปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่น
“พลังของพวกเรา…จะส่งไปถึงท่าน!”
ทันใดนั้นเอง แสงสว่างสีขาวบริสุทธิ์พลันปรากฏขึ้นจากมือของชาวเมืองเหล่านั้น แสงสว่างที่อ่อนโยน แต่ทว่ากลับเปี่ยมไปด้วยพลังอันน่าอัศจรรย์ แสงสว่างนั้นลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า สาดส่องไปยังร่างของเหมันต์
เส้นสายสีดำที่กำลังคืบคลานบนร่างของเหมันต์ พลันสั่นไหวราวกับถูกแสงสว่างนั้นขับไล่
“นี่มัน…พลังแห่งศรัทธา!” เหมันต์อุทานด้วยความประหลาดใจ
พลังแห่งศรัทธาของเหล่าผู้คน กำลังหลอมรวมเข้ากับพลังแห่งบุตรแห่งทวยเทพของเขา ก่อให้เกิดพลังงานที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม
เหมันต์ยิ้มออกมา รอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง “ข้า…ไม่เคยอยู่เพียงลำพัง!”
เขาปลดปล่อยพลังทั้งหมดที่มี ผสมผสานกับพลังแห่งศรัทธาของเหล่าผู้คน พุ่งเข้าปะทะกับเงาอสูรกายของพญามารอย่างรุนแรง
เสียงระเบิดดังกึกก้องไปทั่วทั้งมหานคร แสงสว่างสีทองอำพันและสีขาวบริสุทธิ์ สาดส่องปะทะกับความมืดมิดสีดำทะมึนอย่างดุเดือด
เหมันต์ผู้ไม่เคยพ่ายแพ้ จะสามารถทลายม่านแห่งความมืดมิดนี้ได้หรือไม่? หรือว่าพลังแห่งพญามารนั้นจะแข็งแกร่งเกินกว่าที่เขาจะต้านทานไหว? การต่อสู้เพื่อชะตากรรมของมหานครศิลาผา กำลังจะเข้าสู่บทสรุปที่คาดไม่ถึง…

จอมเทพบุตรทลายภพ
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก