ตอนที่ 10 — เหมันต์ ปะทะ อสูรกายพิทักษ์เงา
จอมเทพบุตรทลายภพ · 30 ตอน
ลมหนาวที่กัดกินผิวหนังของเหมันต์นั้นมิใช่เพียงความเย็นกาย แต่เป็นความเย็นยะเยือกที่แทรกซึมเข้าสู่กระดูกสันหลัง เขาหายใจเข้าลึกๆ สูดกลิ่นอายของเมืองที่กำลังจะสิ้นสลายเข้าไปเต็มปอด กลิ่นอายแห่งความสิ้นหวัง กลิ่นอายแห่งความเน่าเปื่อย กลิ่นอายของความตายที่คุกรุ่นอยู่ทั่วทุกอณู ท้องฟ้ายามนี้ถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกสีดำสนิทราวกับผ้าห่อศพของโลก ดวงอาทิตย์ที่เคยทอแสงอบอุ่นถูกกลืนกินไปนานแล้ว เหลือเพียงแสงสีม่วงอำพันอันน่าสะพรึงกลัวที่เล็ดลอดผ่านรอยแยกของเงามืด เป็นภาพสะท้อนของความสิ้นหวังที่กำลังถาโถมเข้าใส่
"นี่สินะ... ดินแดนที่ถูกสาป" เหมันต์พึมพำ เสียงของเขาแหบแห้ง ผสมผสานกับเสียงลมที่หวีดหวิวราวกับเสียงคร่ำครวญของผู้คนที่ตายจากไปแล้ว อาคารบ้านเรือนที่เคยตั้งตระหง่านบัดนี้กลายเป็นเพียงซากปรักหักพังที่ถูกปกคลุมด้วยเถาวัลย์สีดำสนิทที่เลื้อยพันราวกับอสรพิษ มันคดเคี้ยวบิดเบี้ยว ดุจเส้นเลือดของปีศาจร้ายที่สูบฉีดความมืดเข้าสู่ทุกอณูของเมือง
"ข้า... ไม่ได้มาเพื่อชมทิวทัศน์อันน่าสลดใจ" เขาเงยหน้ามองไปยังใจกลางของเมือง ที่ซึ่งอาคารที่สูงเสียดฟ้ากว่าทุกแห่ง กำลังส่องแสงสีแดงฉานออกมาจากเบื้องบน ราวกับดวงตาของยักษ์ตนมหึมาที่กำลังจ้องมองลงมา "พญามาร... เจ้ากำลังรอข้าอยู่ที่นั่นใช่หรือไม่?"
ทันใดนั้นเอง พื้นดินเบื้องหน้าเขาก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เสียงคำรามกึกก้องราวกับฟ้าระเบิดดังขึ้นมาจากใต้ผืนดิน เหมันต์ชักดาบแห่งวายุคู่ใจออกมา ด้ามจับเย็นเฉียบราวกับน้ำแข็ง สลักเสลาลวดลายพลิ้วไหวราวกับเกล็ดหิมะ เขากระชับดาบแน่น เตรียมพร้อมรับมือกับภัยคุกคามที่กำลังจะปรากฏ
เงาขนาดมหึมาเริ่มก่อตัวขึ้นเบื้องหน้าเขา มันขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นรูปร่างอันน่าสะพรึงกลัว อสูรกายที่สูงตระหง่านกว่าตึกห้าชั้น ร่างกายของมันปกคลุมไปด้วยเกล็ดสีดำสนิทราวกับหินออบซิเดียน มีเขาแหลมคมงอกออกมาจากศีรษะสองข้าง ดวงตาของมันลุกโชนด้วยเปลวไฟสีแดงเข้ม ลมหายใจของมันพ่นออกมาเป็นไอเย็นยะเยือกที่แผดเผาผิวหนัง
"เจ้า... มนุษย์โง่เง่า" เสียงของอสูรกายแหบพร่า ทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของภูเขาไฟที่กำลังจะระเบิด "กล้าดียังไงมาเหยียบย่างสู่ดินแดนแห่งความสิ้นหวังนี้! จงมอบชีวิตของเจ้าให้กับข้าเสีย!"
"ข้า... คือเหมันต์" เสียงของเขาหนักแน่น ไม่หวั่นเกรงต่อพลังอันมหาศาลที่อยู่เบื้องหน้า "เทพบุตรแห่งวายุ ผู้ที่จะนำแสงสว่างกลับคืนสู่โลกใบนี้! และเจ้า... อสูรกายแห่งเงา จะเป็นเพียงก้าวแรกสู่ความพ่ายแพ้ของพญามาร!"
สิ้นคำพูดของเหมันต์ อสูรกายก็คำรามกึกก้อง มันยกแขนขวาขนาดมหึมาขึ้น ฟาดฟันเข้าใส่เขาด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ เหมันต์ไม่รอช้า เขาเคลื่อนไหวราวกับสายลม กระโดดหลบคมเล็บของอสูรกายได้อย่างฉิวเฉียด
"วายุพิฆาต!" เขาตะโกน พร้อมกับร่ายรำดาบแห่งวายุ สาดเกล็ดน้ำแข็งแหลมคมจำนวนนับไม่ถ้วนเข้าใส่ร่างของอสูรกาย เกล็ดน้ำแข็งเหล่านั้นพุ่งทะลุผ่านอากาศด้วยความเร็วสูง ราวกับลูกศรที่ยิงจากคันธนูศักดิ์สิทธิ์
เสียงของเกล็ดน้ำแข็งกระทบเข้ากับเกล็ดสีดำของอสูรกายดัง 'แกร๊กๆ' ราวกับหินที่ถูกทุบ แต่เกล็ดเหล่านั้นกลับไม่สามารถสร้างความเสียหายให้กับมันได้เลยแม้แต่น้อย อสูรกายหัวเราะเยาะเสียงดัง
"ฮ่าๆๆ! พลังแค่นี้... อย่าหวังว่าจะทำอะไรข้าได้! ข้าคือผู้พิทักษ์แห่งเงา! เกราะของข้าแข็งแกร่งกว่าหินผาใดๆ!"
"อย่าเพิ่งมั่นใจไปเลย!" เหมันต์ไม่ย่อท้อ เขาหมุนตัวกลางอากาศ กระโดดขึ้นไปบนอาคารที่พังทลายข้างๆ อย่างรวดเร็ว "เจ้าอาจมีเกราะที่แข็งแกร่ง แต่เจ้าก็ยังมีจุดอ่อน!"
เขารวบรวมพลังวายุไว้ที่ปลายดาบจนเกิดแสงสีฟ้าสว่างวาบ ก่อนจะพุ่งเข้าใส่จุดที่เขาเล็งไว้ นั่นคือดวงตาของอสูรกาย!
"วายุสังหาร!"
ดาบแห่งวายุพุ่งทะยานด้วยความเร็วเหนือเสียง ตรงเข้าปะทะกับดวงตาข้างหนึ่งของอสูรกาย เปลวไฟในดวงตาของมันดับวูบลงไปทันที พร้อมกับเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด
"อ๊ากกกก! เจ้า... เจ้ากล้าดียังไง!" อสูรกายคลั่งแค้น มันสะบัดร่างอย่างรุนแรงจนอาคารรอบข้างสั่นคลอน และพื้นดินก็แตกร้าว
"ข้าบอกแล้วไง... ว่าเจ้ามีจุดอ่อน!" เหมันต์ลงมายืนบนพื้นอย่างมั่นคง ดวงตาของเขามองตรงไปยังอสูรกายที่กำลังเจ็บปวด "และข้า... จะเป็นคนเจาะจุดอ่อนนั้นของเจ้าเอง!"
ทันใดนั้นเอง เงาดำทะมึนจำนวนมากก็ปรากฏขึ้นรอบตัวของอสูรกาย มันไม่ได้อยู่เพียงลำพัง! เงาเหล่านั้นก่อตัวขึ้นกลายเป็นอสูรกายขนาดเล็กกว่า แต่มิได้ด้อยไปกว่าในด้านความดุร้าย พวกมันมีรูปร่างคล้ายหมาป่า แต่มีขนาดเท่าม้า มีดวงตาที่ลุกโชนด้วยเปลวไฟสีแดงเช่นเดียวกับอสูรกายยักษ์
"พวกมันคือบริวารของข้า! ถึงเวลาที่เจ้าจะต้องเผชิญหน้ากับกองทัพแห่งเงา!" อสูรกายยักษ์คำราม พลางใช้แขนที่เหลืออีกข้างหนึ่งชี้มาทางเหมันต์
"คิดจะใช้จำนวนมาข่มขู่ข้าอย่างนั้นหรือ?" เหมันต์หัวเราะอย่างเย้ยหยัน "ข้า... คือเหมันต์! จำนวนมิอาจสร้างความหวาดกลัวให้ข้าได้!"
เขาหลับตาลง สูดลมหายใจเข้าลึกๆ พลังวายุอันบริสุทธิ์ไหลเวียนไปทั่วร่าง กลิ่นอายของความหนาวเย็นอันรุนแรงแผ่กระจายออกไปรอบตัว เขาคือศูนย์กลางของพายุที่กำลังจะก่อตัวขึ้น
"วายุระเบิด!"
พลังวายุอันมหาศาลระเบิดออกไปรอบตัวเหมันต์เป็นวงกว้าง คลื่นพลังที่มองไม่เห็นแต่สัมผัสได้ถึงความรุนแรง กวาดล้างอสูรกายเงาขนาดเล็กที่กำลังพุ่งเข้ามาให้กระเด็นกระดอนออกไปหลายสิบตัว บางตัวถึงกับกระดูกหักแขนขาขาด
"เป็นไปไม่ได้!" อสูรกายยักษ์ตะลึงงัน มันไม่เคยเห็นพลังเช่นนี้มาก่อน
"อย่าได้ประมาทข้า! พลังแห่งวายุ... ไร้ขอบเขต!" เหมันต์ลืมตาขึ้น ดวงตาของเขาส่องประกายสีฟ้าใสราวกับน้ำแข็งบริสุทธิ์
เขาไม่รอช้า กระโจนเข้าสู่อสูรกายยักษ์อีกครั้ง คราวนี้เขาไม่ได้โจมตีด้วยเกล็ดน้ำแข็ง แต่ใช้พลังวายุสร้างเป็นดาบน้ำแข็งขนาดใหญ่ขึ้นมาในมือ
"ดาบวายุศักดิ์สิทธิ์!"
เขาฟาดฟันดาบน้ำแข็งเข้าใส่ลำตัวของอสูรกายอย่างต่อเนื่อง แต่ละครั้งที่ดาบกระทบ จะเกิดเสียง 'ครืน' ราวกับภูเขากำลังถล่ม และเกิดรอยร้าวบนเกล็ดสีดำของอสูรกาย
"แก... แกทำอะไรกับเกราะของข้า!" อสูรกายยักษ์คำรามด้วยความโกรธเกรี้ยว มันสะบัดหางอันใหญ่โตเข้าใส่เหมันต์ หวังจะฟาดเขาให้กระเด็น
แต่เหมันต์ก็ว่องไวกว่า เขากระโดดหลบอย่างสวยงาม พร้อมกับยิงลูกบอลน้ำแข็งขนาดเล็กออกไปจากปลายนิ้ว จี้เข้าที่ดวงตาข้างที่เหลือของอสูรกาย
"อ๊ากกกก! ข้าตาบอด! ข้าตาบอดแล้ว!" อสูรกายยักษ์เสียการทรงตัว มันร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด
"ได้เวลาจบศึกแล้ว!" เหมันต์รวบรวมพลังวายุทั้งหมดที่มีไว้ที่ปลายดาบน้ำแข็งอันใหญ่ เขาตั้งท่าฟันลงมาอย่างสุดแรง
"เทพบุตรพิชิตอสูร!"
ดาบน้ำแข็งพุ่งลงมาด้วยความเร็วเหนือแสง ประสานเข้ากับพลังวายุอันมหาศาล สาดแสงสีฟ้าเจิดจ้าที่สว่างไสวกว่าท้องฟ้าใดๆ ที่เคยมีมา
ดาบน้ำแข็งผ่าร่างของอสูรกายยักษ์ออกเป็นสองซีก ร่างกายอันใหญ่โตของมันค่อยๆ สลายกลายเป็นเงามืดที่จางหายไปในอากาศ พร้อมกับเสียงคำรามครั้งสุดท้ายที่แผ่วเบาลงเรื่อยๆ
เหมันต์ทรุดตัวลงคุกเข่า หายใจหอบเหนื่อย เหงื่อเย็นเยียบไหลซึมไปทั่วร่าง ถึงแม้จะชนะศึกนี้มาได้ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยพลังที่สูญเสียไปไม่น้อย
"นี่... แค่การเริ่มต้นเท่านั้น..." เขามองไปยังปราสาทแห่งพญามารที่อยู่เบื้องหน้า ที่ซึ่งยังคงส่องแสงสีแดงฉานอันน่าสะพรึงกลัว "ข้า... จะต้องไปถึงที่นั่นให้ได้!"
เขาค่อยๆ ลุกขึ้นยืน ดาบแห่งวายุคู่ใจกลับคืนสู่ปลอกที่เอว ดวงตาของเขาฉายแววแน่วแน่ พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับบททดสอบที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม
แต่ขณะที่เขากำลังจะก้าวเดินต่อไป ทันใดนั้นเอง เสียงดนตรีอันแปลกประหลาดก็ดังขึ้นมาจากทิศทางของปราสาท เสียงดนตรีนั้นมิได้ไพเราะ แต่กลับเต็มไปด้วยความลึกลับและน่าขนลุก ราวกับเสียงเรียกของปีศาจที่กำลังเชิญชวนให้เขาเข้าไปสู่กับดัก
เหมันต์ขมวดคิ้ว เขาเงี่ยหูฟังเสียงดนตรีนั้นอย่างตั้งใจ พลางสัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่างที่กำลังแผ่ออกมา มันไม่ใช่พลังแห่งความชั่วร้ายโดยตรง แต่กลับเป็นพลังที่ทำให้รู้สึกสับสน วุ่นวาย ราวกับมีบางสิ่งบางอย่างกำลังพยายามครอบงำจิตใจของเขา
"เสียงเพลงแห่งมายา... งั้นหรือ?" เขาพึมพำ "พญามาร... เจ้ากำลังจะเล่นตุกติกอะไรกับข้าอีก?"
แต่ก่อนที่เขาจะได้คิดหาหนทางรับมือ เสียงดนตรีนั้นก็ค่อยๆ ดังขึ้นอีกครั้ง และคราวนี้มันได้เปลี่ยนไป จากความลึกลับน่าขนลุก กลายเป็นท่วงทำนองที่คุ้นเคย... ท่วงทำนองของเพลงกล่อมเด็กที่เขาเคยได้ยินสมัยยังเยาว์วัย
หัวใจของเหมันต์เต้นระรัว เขารู้สึกถึงภาพบางอย่างที่ผุดขึ้นมาในหัว ภาพของหญิงสาวผู้หนึ่ง ที่กำลังร้องเพลงกล่อมเด็กให้เขาฟังอย่างอ่อนโยน ภาพนั้นชัดเจนจนเขาแทบจะเอื้อมมือไปสัมผัสได้
"แม่..." เขาพึมพำ ชื่อนั้นหลุดออกมาจากปากโดยไม่รู้ตัว
นี่คือกลอุบายของพญามารอย่างนั้นหรือ? การใช้ความทรงจำอันหวานชื่นมาทำร้ายจิตใจของเขา? เหมันต์พยายามสะบัดหัวไล่ภาพเหล่านั้นออกไป แต่ยิ่งเขาพยายามมากเท่าไหร่ ภาพเหล่านั้นก็ยิ่งชัดเจนขึ้น จนเขาเริ่มแยกไม่ออกอีกต่อไปว่าสิ่งใดคือความจริง สิ่งใดคือภาพลวงตา
เขากำลังจะตกอยู่ในกับดักของพญามารแล้วหรือ? เส้นทางสู่ปราสาทอันดำมืด... จะต้องพบเจออะไรอีกบ้าง?
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก