เหมันต์ยืนนิ่งราวกับรูปสลัก ท่ามกลางซากปรักหักพังของนครแห่งแสงที่เคยเจิดจ้า บัดนี้ถูกปกคลุมด้วยเงามืดอันน่าสะพรึงกลัว ลมหนาวที่พัดผ่านกรีดผ่านเนื้อกายคล้ายคมมีดน้ำแข็ง ทว่าความเย็นยะเยือกที่แทรกซึมเข้าสู่จิตวิญญาณนั้นร้ายกาจยิ่งกว่า พลันสายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นร่างที่บิดเบี้ยวราวกับถูกบีบคั้นด้วยความทุกข์ทรมาน สองร่างนั้นคือชาวเมืองที่ครั้งหนึ่งเคยเปี่ยมด้วยความหวัง บัดนี้กลับกลายเป็นเพียงเครื่องสังเวยอันน่าเวทนาของอสูรเงา
“พวกเจ้า…ยังคงอยู่ที่นี่อีกหรือ?” เสียงของเหมันต์แหบพร่า ราวกับเพิ่งผ่านพ้นการต่อสู้อันยาวนาน ราวกับเขาได้สัมผัสกับความเจ็บปวดของพวกเขามาเนิ่นนาน
“ท่าน…เทพบุตร…เหมันต์…” เสียงกระซิบแหบแห้งดังมาจากร่างหนึ่ง ร่างนั้นสั่นเทาอย่างน่าสงสาร ดวงตาที่เคยเปล่งประกาย บัดนี้กลับหมองมัว ทว่าแววตาของพวกเขายังคงฉายแสงแห่งความหวังริบหรี่ เมื่อได้พบกับผู้ที่พวกเขาเฝ้ารอ
“ข้า…ข้าคือ…ผู้ที่ถูกเลือก…ให้มา…ช่วยพวกท่าน…” อีกร่างกล่าวเสริม เสียงของเขาแผ่วเบาจนแทบจับใจความไม่ได้
เหมันต์หลับตาลงช้าๆ พยายามรวบรวมสมาธิ เขาเห็นภาพลวงตาที่บิดเบี้ยวสะท้อนอยู่ในดวงตาของพวกเขา ภาพของอสูรเงาที่กำลังสูบฉีดพลังชีวิตจากพวกเขาอย่างโหดเหี้ยม ความสิ้นหวังและความเจ็บปวดที่แผ่ซ่านออกมาจากจิตใจของพวกเขา กำลังกัดกินจิตวิญญาณของนครแห่งนี้
“ข้า…รับรู้…ถึงความทุกข์ทรมานของพวกเจ้า…” เหมันต์กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ข้าจะปลดปล่อยพวกเจ้า…จากเงื้อมมือของมัน…”
ทันใดนั้นเอง ร่างของเหมันต์ก็เปล่งประกายสีขาวบริสุทธิ์ แสงนั้นสว่างไสวราวกับดวงอาทิตย์ที่กำลังจะขึ้น แสงนั้นแผ่ขยายออกไปอย่างรวดเร็ว ขับไล่เงามืดที่ปกคลุมนครแห่งนี้ให้ถอยร่นไป
อสูรเงาที่กำลังสูบฉีดพลังชีวิตจากชาวเมือง สัมผัสได้ถึงพลังอันมหาศาลที่กำลังคุกคาม มันคำรามก้องด้วยความโกรธเกรี้ยว ร่างกายของมันซึ่งประกอบไปด้วยเงาอันดำมืด บิดเบี้ยวและขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ราวกับจะกลืนกินทุกสิ่งรอบกาย
“เจ้า…มนุษย์ผู้โง่เขลา…” เสียงแหบพร่าของอสูรเงาดังสะท้อนไปทั่วซากปรักหักพัง “เจ้าคิดว่าพลังอันริบหรี่ของเจ้า…จะต้านทานข้าได้หรือ?”
เหมันต์ไม่ตอบ เขาเพียงแต่ยืนนิ่ง ปล่อยให้พลังที่ไหลเวียนอยู่ในกายแผ่กระจายออกไป พลังนั้นมิใช่พลังดิบอันมหาศาล หากแต่เป็นพลังที่หลอมรวมจากความหวัง ศรัทธา และความกล้าหาญของชาวเมืองแห่งนี้
“พลังของข้า…มิใช่ของข้าเพียงผู้เดียว…” เหมันต์กล่าว เสียงของเขาดังกังวาน “มันคือพลังแห่งชีวิต…คือพลังแห่งการต่อสู้…คือพลังที่จะไม่ยอมแพ้…”
ชาวเมืองที่ยังคงมีสติรับรู้ได้ถึงพลังที่แผ่กระจายออกมา พวกเขารู้สึกได้ถึงความอบอุ่นที่ไหลเวียนเข้าสู่ร่างกายที่อ่อนล้า ดวงตาที่เคยหมดหวัง บัดนี้กลับมีประกายแห่งความหวังอีกครั้ง แม้จะอยู่ในสภาพที่อ่อนแอเพียงใด พวกเขาก็พยายามรวบรวมพลังที่เหลืออยู่ ส่งผ่านไปยังเหมันต์
“ขอพลัง…จงสถิตอยู่กับท่าน…” เสียงกระซิบจากชาวเมืองดังแผ่วเบา แต่กลับทรงพลังยิ่งกว่าเสียงคำรามของอสูรเงา
แสงสีขาวที่เปล่งประกายจากร่างของเหมันต์ ยิ่งทวีความสว่างไสวขึ้นเรื่อยๆ พลังที่ไหลเวียนในกายของเขากำลังก่อตัวเป็นคลื่นอันทรงพลัง คลื่นแห่งศรัทธา คลื่นแห่งความหวัง คลื่นแห่งการต่อสู้
อสูรเงาคำรามด้วยความเจ็บปวด มันสัมผัสได้ถึงพลังที่กำลังกัดกินร่างกายอันเป็นเงาของมัน แสงสีขาวนั้นกำลังเผาไหม้พวกมันให้มอดไหม้
“เป็นไปไม่ได้!” อสูรเงาร้องเสียงหลง “พลังอันต่ำต้อยเช่นนี้…ไม่มีทาง…!”
เหมันต์ยกมือขึ้นข้างหนึ่ง ปลายนิ้วของเขากำลังเปล่งประกายสีทองราวกับดวงดาวที่กำลังจะแตกตัว เขารวบรวมพลังทั้งหมดที่มี ส่งผ่านคลื่นศรัทธานั้นออกไป
“ไปให้พ้น…อสูรแห่งความมืด!”
คลื่นแห่งศรัทธา พุ่งตรงเข้าปะทะร่างของอสูรเงา เสียงร้องโหยหวนอันน่าสะพรึงกลัวดังขึ้น ร่างกายอันดำมืดของอสูรเงา สั่นสะท้านอย่างรุนแรง มันพยายามต้านทาน แต่ก็ไร้ผล พลังอันบริสุทธิ์ของคลื่นศรัทธา กำลังสลายพวกมันให้กลายเป็นไอ
อสูรเงาแต่ละตนที่ถูกคลื่นศรัทธาเข้าปะทะ ร่างกายของพวกมันก็สลายหายไปราวกับหิมะที่โดนแสงแดด ปล่อยทิ้งไว้เพียงเสียงคร่ำครวญที่ค่อยๆ จางหายไปในความเงียบ
ชาวเมืองที่ถูกสูบฉีดพลังชีวิตไป บัดนี้ร่างกายของพวกเขากลับคืนสู่สภาพปกติ เลือดลมกลับมาสูบฉีดอีกครั้ง แม้จะยังอ่อนแรง แต่ดวงตาของพวกเขากลับเปล่งประกายด้วยความหวังและความสุข
“ท่าน…เทพบุตร…เหมันต์…” หญิงชราคนหนึ่งเอ่ยขึ้น เธอค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้นยืน “ท่าน…ได้ช่วยพวกเราไว้…”
เหมันต์มองดูชาวเมืองที่ค่อยๆ ฟื้นคืนสติ เขาพยักหน้าเบาๆ รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้า
“ข้า…เพียงแต่…ทำในสิ่งที่ข้าต้องทำ…” เขากล่าว “พวกเจ้า…คือผู้ที่แข็งแกร่ง…พวกเจ้าคือผู้ที่…ไม่ยอมแพ้…”
เมื่ออสูรเงาทั้งหมดถูกสังหาร นครแห่งแสงก็เริ่มสว่างไสวอีกครั้ง เงามืดที่เคยปกคลุมอยู่ค่อยๆ เลือนหายไป แทนที่ด้วยแสงอาทิตย์อันอบอุ่น
แต่ทว่า…
ทันใดนั้นเอง ท้องฟ้าที่เคยสดใสก็พลันมืดครึ้มลงอีกครั้ง ไม่ใช่ด้วยเงามืดของอสูร แต่เป็นด้วยเมฆดำทะมึนที่ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ราวกับมีบางสิ่งกำลังจะบังเกิด
เสียงคำรามกึกก้องดังมาจากเบื้องบน ไม่ใช่เสียงของอสูรเงาที่เหมันต์เพิ่งสังหารไป แต่เป็นเสียงที่ทรงพลังกว่า ยิ่งใหญ่กว่า และเต็มไปด้วยความโกรธแค้น
เหมันต์เงยหน้าขึ้นมองบนท้องฟ้า ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง
“เป็นไปไม่ได้…” เขาพึมพำ
เบื้องบนนั้น…ปรากฏร่างอันมหึมา ดำมืดราวกับรัตติกาล ร่างนั้นมีปีกอันใหญ่โต ปีกนั้นกางออกครอบคลุมท้องฟ้าทั้งหมด ดวงตาของมันทอประกายสีแดงฉาน ราวกับเพลิงนรกที่กำลังลุกโชน
“มนุษย์ผู้กล้าหาญ…” เสียงนั้นดังก้องไปทั่วทุกอณูของอากาศ “เจ้า…กล้าดียังไง…ถึงได้เข้ามา…ยุ่งเกี่ยวกับ…โลกของข้า…”
เหมันต์สัมผัสได้ถึงพลังอันมหาศาลที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างนั้น พลังที่ยิ่งใหญ่กว่าอสูรเงาที่เขาเคยพบเจอมาทั้งหมดรวมกัน พลังที่ราวกับจะสามารถทำลายทุกสิ่งทุกอย่างได้
“เจ้าคือ…พญามาร…” เหมันต์กล่าวเสียงสั่นเครือ
“ถูกแล้ว…” ร่างนั้นหัวเราะเสียงกึกก้อง “ข้าคือ…ราชาแห่งความมืด…คือผู้ที่จะ…กลืนกิน…ทุกสรรพสิ่ง…”
ชาวเมืองที่กำลังดีใจกับการได้รับอิสรภาพ บัดนี้กลับหวาดกลัวจนตัวสั่น พวกเขารู้สึกได้ถึงภัยคุกคามอันใหญ่หลวงที่กำลังจะมาเยือน
เหมันต์กุมดาบน้ำแข็งในมือแน่น เขารู้ดีว่าการต่อสู้ที่แท้จริง…กำลังจะเริ่มต้นขึ้น…

จอมเทพบุตรทลายภพ
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก