ตอนที่ 14 — เสียงเพรียกแห่งอดีต สะเทือนเงาอเวจี
จอมเทพบุตรทลายภพ · 30 ตอน
ความเงียบงันที่ปกคลุมนครแห่งแสงที่บัดนี้เหลือเพียงซากปรักหักพังนั้นหนักอึ้งยิ่งกว่าหินผา มันบีบคั้นหัวใจจนแทบหยุดเต้น กลิ่นอายแห่งความตายที่คละคลุ้งอยู่ทั่วทุกอณูอากาศไม่ได้มีเพียงแค่กลิ่นคาวเลือดหรือไอระเหยของโลหะร้อน หากแต่เป็นกลิ่นอายแห่งความสิ้นหวังที่ฝังลึก ราวกับว่าวิญญาณของสิ่งมีชีวิตนับล้านที่เคยอาศัยอยู่ที่นี่ ยังคงโหยหวนคร่ำครวญอยู่ในความมืดมิด
เหมันต์ยืนนิ่งราวกับต้นไม้ใหญ่ที่หยั่งรากลึกในผืนดินที่กำลังจะถูกกลืนกิน เขาไม่ได้ขยับแม้แต่นิ้วมือ ดวงตาคมกริบสีนิลทอดมองไปยังเบื้องหน้า ท่ามกลางม่านหมอกสีดำที่บดบังแสงจันทร์นั้น เขาเห็นภาพที่เคยเจิดจ้า ภาพของนครแห่งแสงที่เคยเปล่งประกายราวกับดวงดาวบนผืนดิน บัดนี้เหลือเพียงเถ้าถ่านและความว่างเปล่า
“นี่หรือ… นครแห่งแสงที่ถูกกล่าวขาน…” เสียงทุ้มต่ำของเหมันต์เอ่ยขึ้นอย่างแผ่วเบา น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย ทั้งความเศร้า ความผิดหวัง และความโกรธที่เริ่มก่อตัวขึ้นภายใน
เขาจำได้ถึงเรื่องราวที่ได้ยินมา นครแห่งแสง ที่ซึ่งความรู้ สติปัญญา และพลังอันศักดิ์สิทธิ์เคยหลั่งไหลอย่างไม่ขาดสาย บัดนี้กลับกลายเป็นเพียงสุสานอันยิ่งใหญ่ ที่ถูกกลืนกินด้วยเงามืดจากขุมนรก
พลัน! เสียงหวีดหวิวอันน่าขนลุกก็ดังแทรกขึ้นมา มันไม่ใช่เสียงลม แต่เป็นเสียงคร่ำครวญที่ดังมาจากทุกทิศทุกทาง ราวกับว่าซากปรักหักพังเหล่านี้มีชีวิต และกำลังส่งเสียงร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด
“ใคร… ใครกันที่กล้าทำลายสิ่งอันบริสุทธิ์เช่นนี้…” เหมันต์กัดฟันกรอด ความโกรธเกรี้ยวเริ่มปะทุขึ้นภายใน เมื่อนึกถึงพลังอันมืดมิดที่สามารถทำลายทุกสิ่งได้
ทันใดนั้นเอง เงาตะคุ่มร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นจากความมืด มันเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วราวกับสายลม ร่างนั้นดูบิดเบี้ยวผิดรูปผิดร่าง ราวกับถูกบีบคั้นจนบิดเบี้ยวไปจากความเป็นจริง
“มนุษย์… แกมาที่นี่ทำไม… ที่นี่ไม่ใช่ที่สำหรับคนเป็น…” เสียงแหบแห้งน่าขนลุกดังขึ้นมาจากเงานั้น มันเต็มไปด้วยความเหยียดหยามและความเย้ยหยัน
เหมันต์หรี่ตาลง เขาประเมินภัยคุกคามที่อยู่เบื้องหน้า พลังงานที่แผ่ออกมาจากร่างเงาอันนั้น ไม่ใช่พลังธรรมดา มันชั่วร้าย เย็นยะเยือก และเต็มไปด้วยความอาฆาตแค้น
“ข้ามาเพื่อทวงคืนสิ่งที่ถูกพรากไป” เหมันต์ตอบกลับอย่างมั่นคง แม้จะรู้ดีว่าการเผชิญหน้ากับศัตรูที่มองไม่เห็นตัวตนอย่างสมบูรณ์นั้นอันตรายเพียงใด
“ทวงคืน? ฮ่าๆๆ… สิ่งใดเล่าที่จะทวงคืนได้จากความตาย… แกมองไม่เห็นหรือ… ทุกสิ่งได้มอดไหม้ไปแล้ว… เหลือเพียงความว่างเปล่า… และความทรมาน…” เสียงหัวเราะแหยะๆ ของร่างเงาดังขึ้น ราวกับจะเยาะเย้ยความหวังอันริบหรี่ของเหมันต์
“ไม่ใช่… ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ… ยังมีความหวัง…” เหมันต์กล่าว พร้อมกับยกมือขวาขึ้น นิ้วชี้และนิ้วกลางเรียวยาวของเขากดลงบนฝ่ามืออีกข้าง พลังงานสีขาวบริสุทธิ์เริ่มก่อตัวขึ้น กลายเป็นประกายแสงสว่างไสว แม้จะเพียงเล็กน้อย แต่ก็สามารถขับไล่ความมืดมิดรอบตัวออกไปได้ชั่วขณะ
“แสง… เจ้าคิดว่าแสงนั้นจะช่วยอะไรได้… แสงนั้นมันก็แค่สิ่งลวงตา… สุดท้ายแล้ว… ทุกสิ่งก็ต้องกลับคืนสู่ความมืด…” ร่างเงานั้นกล่าว พร้อมกับพุ่งเข้าใส่เหมันต์ด้วยความเร็วเหนือธรรมชาติ
เหมันต์ตั้งรับ เขาไม่ได้พุ่งเข้าปะทะโดยตรง แต่ใช้การหลบหลีกอย่างคล่องแคล่ว ร่างกายของเขาลื่นไหลไปมา ราวกับใบไม้ที่พลิ้วไหวตามสายลม แต่แฝงไว้ด้วยความแข็งแกร่งที่ไม่อาจสั่นคลอน
“เจ้าเป็นใครกันแน่!” เหมันต์ถาม ขณะที่เขาหลบเลี่ยงการโจมตีของร่างเงา
“ข้า… ข้าคือผู้พิทักษ์แห่งเงา… ผู้ที่เฝ้ามองความเสื่อมสลายของโลกใบนี้… ข้าคือผู้ที่คอยดูดกลืนแสงสว่าง… และกลั่นมันให้กลายเป็นความมืดมิด…” เสียงของร่างเงานั้นดังขึ้น ราวกับจะประกาศศักดา
“ผู้พิทักษ์แห่งเงา… หรือว่าเจ้าคือหนึ่งในบริวารของพญามาร!” เหมันต์เดา
“พญามาร… คำนั้น… มันช่างห่างไกลจากความเป็นจริง… พญามารนั้น… เป็นเพียงเครื่องมือ… ของพลังที่ยิ่งใหญ่กว่า… พลังแห่งความว่างเปล่า… พลังแห่งการล่มสลาย…” ร่างเงาตอบ
คำพูดนั้นทำให้เหมันต์ยิ่งรู้สึกถึงความอันตรายที่ซ่อนอยู่ พลังที่ยิ่งใหญ่กว่าพญามาร? มันเป็นไปได้อย่างไร?
เขารู้สึกได้ถึงคลื่นพลังงานที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างเงานั้น มันไม่ใช่แค่พลังแห่งความมืด แต่ยังแฝงไว้ด้วยความเจ็บปวด ความโกรธ และความสิ้นหวังที่ถูกบีบคั้นมานานหลายศตวรรษ
“ถึงเวลาที่ข้าจะต้องตัดสินใจแล้ว…” เหมันต์คิดในใจ เขาไม่สามารถยืดเยื้อการต่อสู้กับสิ่งมีชีวิตที่มีความผูกพันกับสถานที่แห่งนี้ได้นานเกินไป
ทันใดนั้นเอง ความทรงจำที่หลับใหลก็ผุดขึ้นมาในห้วงความคิดของเหมันต์ ภาพของสตรีผู้หนึ่ง ใบหน้าของนางงดงามราวกับเทพธิดา ดวงตาของนางเปล่งประกายด้วยความรักและความหวัง…
“เอลาร่า…” เหมันต์พึมพำชื่อนั้นออกมาอย่างแผ่วเบา
“เอลาร่า… ใครคือเอลาร่า… ความรัก… ความหวัง… สิ่งเหล่านั้น… มันได้สูญสลายไปหมดแล้ว…” ร่างเงากล่าว ราวกับจะรับรู้ถึงคลื่นอารมณ์ที่แปรเปลี่ยนไปของเหมันต์
“นางคือผู้ที่มอบความหวังให้แก่โลกใบนี้… นางคือผู้ที่สละชีพเพื่อปกป้องทุกสิ่ง…” เหมันต์ตอบ เสียงของเขาเริ่มสั่นเครือ ความทรงจำเกี่ยวกับเอลาร่าคือสิ่งเดียวที่หล่อเลี้ยงจิตใจของเขามาตลอด
“สละชีพ? ฮ่าๆๆ… การสละชีพนั้น… เป็นเพียงความอ่อนแอ… ความอ่อนแอที่จะยอมรับความจริง… ความจริงที่ว่า… ทุกสิ่งย่อมเสื่อมสลาย…” ร่างเงาเย้ยหยัน
“เจ้าไม่เข้าใจ… ความเสียสละ… คือความเข้มแข็งที่แท้จริง…” เหมันต์กล่าว พร้อมกับยกมือทั้งสองข้างขึ้น
พลังงานสีขาวบริสุทธิ์เริ่มหลั่งไหลออกมาจากตัวเขาอย่างท่วมท้น มันสว่างไสวราวกับดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาวที่รวมตัวกัน แสงนั้นสาดส่องเข้าไปยังร่างเงา ทำให้ร่างเงาบิดเบี้ยวและกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด
“ไม่นะ! แสงนี่มัน… แสงนี่มันอันตราย… มันกำลังจะกลืนกินข้า…” ร่างเงานั้นร้องโหยหวน
“นี่คือแสงแห่งความหวัง… แสงที่เอลาร่าได้มอบไว้… แสงที่จะขับไล่ความมืดมิดทุกอณู…” เหมันต์กล่าว พร้อมกับเสริมพลังเข้าไปอีก
แสงสว่างนั้นทวีความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ มันไม่เพียงแต่ขับไล่ความมืดมิด แต่ยังค่อยๆ กัดกร่อนร่างเงาให้สลายไปทีละน้อย
“แก… แกจะเสียใจ… การทำลายข้า… คือการปลุกปีศาจที่หลับใหล… การปลุกปีศาจที่แท้จริง… ปีศาจที่ยิ่งใหญ่กว่าพญามาร… จงรอคอย… วันนั้น… จะมาถึง…” ร่างเงานั้นกล่าวเป็นคำสุดท้าย ก่อนที่จะสลายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงอากาศธาตุ
เหมันต์ยืนนิ่ง หอบหายใจอย่างแรงเหงื่อที่ผุดขึ้นตามไรผมเย็นเฉียบ เขาใช้พลังทั้งหมดที่มีเพื่อขับไล่ร่างเงาตนนั้นไป
“ปีศาจที่แท้จริง… พลังที่ยิ่งใหญ่กว่าพญามาร…” เขาทวนคำพูดนั้นซ้ำๆ ความรู้สึกหนักอึ้งกลับมาเกาะกุมหัวใจอีกครั้ง
แม้ว่าเขาจะสามารถเอาชนะศัตรูตรงหน้าได้ แต่คำพูดของร่างเงาช่างฝากความกังวลไว้ในใจ
“ข้าต้องรีบไป… ก่อนที่พลังแห่งความมืดจะครอบงำทุกสิ่ง…” เหมันต์ตัดสินใจ เขาหันหลังให้กับซากปรักหักพังของนครแห่งแสง และมุ่งหน้าต่อไปยังเป้าหมายของเขา
เขาเดินผ่านซากปรักหักพังเหล่านั้นไปเรื่อยๆ ความเงียบที่เคยปกคลุมบัดนี้ถูกแทนที่ด้วยเสียงลมที่พัดผ่านช่องว่างของอาคารที่พังทลาย ราวกับเสียงกระซิบจากอดีต
ในขณะที่เขาเดินนั้น สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นบางอย่างที่ซ่อนอยู่ใต้เศษหินที่ถล่มลงมา มันเป็นสิ่งเล็กๆ ที่เปล่งประกายสีฟ้าอ่อนๆ ด้วยความสงสัย เหมันต์ก้มลงไปหยิบมันขึ้นมา
มันคือจี้ห้อยเล็กๆ ทำจากอัญมณีสีฟ้าที่ไม่เคยเห็นมาก่อน บนจี้นั้นมีสัญลักษณ์โบราณสลักอยู่ มันดูคุ้นตา แต่เขาก็นึกไม่ออกว่าเคยเห็นที่ไหน
ทันทีที่นิ้วของเขาสัมผัสกับจี้นั้น ความรู้สึกอบอุ่นประหลาดก็แผ่ซ่านเข้ามาในตัวเขา ราวกับว่ามันมีพลังงานบางอย่างที่เชื่อมโยงกับจิตวิญญาณของเขา
“นี่มัน… อะไรกัน…” เหมันต์พึมพำ
ทันใดนั้นเอง! ภาพในหัวของเขาก็ปรากฏขึ้นซ้ำอีกครั้ง ภาพของเอลาร่า… แต่ครั้งนี้ ภาพนั้นชัดเจนกว่าเดิม… เขามองเห็นนางกำลังยื่นสิ่งนี้ให้กับใครบางคน… และนางกำลังกล่าวบางสิ่งบางอย่าง…
“จงเก็บรักษามันไว้… มันคือความหวัง… และพลังที่จะนำทางเจ้า… ในยามที่มืดมิดที่สุด…”
เสียงของเอลาร่าดังก้องอยู่ในหูของเหมันต์ ราวกับว่านางกำลังพูดอยู่ข้างๆ เขา
เหมันต์ตกตะลึง เขาไม่เคยได้ยินเสียงของเอลาร่าชัดเจนขนาดนี้มาก่อน จี้นี้… มันคือสิ่งเดียวกันกับที่เอลาร่าเคยให้…
“นาง… นางมอบสิ่งนี้ให้ข้า… ในอดีต… แต่ข้ากลับลืมเลือนไป…”
ความทรงจำที่เคยเลือนราง บัดนี้กลับชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ราวกับภาพยนตร์ที่กำลังฉายซ้ำ เขานึกออกว่าครั้งหนึ่งเขาก็เคยได้รับจี้ห้อยนี้มาจากเอลาร่า ก่อนที่โศกนาฏกรรมจะเกิดขึ้น… แต่ด้วยความโศกเศร้าและความเจ็บปวด เขาได้โยนมันทิ้งไป และลืมเลือนมันไปเสียสนิท
“นี่คือคำเตือน… หรือว่านี่คือเบาะแส…” เหมันต์คิดอย่างใคร่ครวญ
เขารู้สึกได้ถึงพลังงานที่แฝงอยู่ในจี้นี้ มันคือพลังแห่งความหวัง… และพลังแห่งการปกป้อง…
“ข้าจะต้องไขปริศนาของสิ่งนี้ให้ได้… และข้าจะต้องไปให้ถึงปราสาทแห่งพญามารให้เร็วที่สุด…”
เหมันต์กำจี้ห้อยในมือแน่น ความมุ่งมั่นของเขาแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม เขารู้สึกได้ว่าการเดินทางครั้งนี้… กำลังจะนำเขาไปสู่การเผชิญหน้าที่ยิ่งใหญ่กว่าที่เขาเคยคาดคิด… การเผชิญหน้าที่อาจจะตัดสินชะตากรรมของโลกใบนี้…
ทว่า… ท่ามกลางความมืดมิดที่ปกคลุม เขาได้ยินเสียงกระซิบแผ่วเบาดังมาจากที่ไกลๆ… เสียงที่เต็มไปด้วยความหวัง… และความสิ้นหวัง…
“ท่าน… ท่านคือความหวังของเรา… โปรดช่วยเราด้วย…”
เสียงนั้น… มาจากที่ไหนกัน? และเป็นใครกันแน่… เหมันต์ได้แต่ภาวนาในใจว่า… เขาจะสามารถไปถึงที่หมาย… ก่อนที่ทุกสิ่งจะสายเกินไป…
เรื่องราวจะดำเนินต่อไปอย่างไร? เหมันต์จะสามารถไขปริศนาของจี้ห้อยโบราณได้หรือไม่? และเสียงกระซิบที่เขาได้ยินนั้นมาจากที่ใดกันแน่?
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก