เหมันต์ยืนนิ่ง ราวกับถูกแช่แข็งไว้ในห้วงเวลา ซากปรักหักพังของนครแห่งแสงที่เคยทอประกายระยิบระยับ บัดนี้กลายเป็นเพียงเงาสะท้อนอันบิดเบี้ยวของความรุ่งโรจน์ในอดีต ลมหนาวที่กรีดผ่านผิวหนังราวกับคมมีดน้ำแข็ง ไม่ได้ทำให้กายหยาบของเขาสั่นคลอน ทว่าความเย็นยะเยือกที่แทรกซึมเข้าไปในจิตวิญญาณนั้นรุนแรงเสียยิ่งกว่า
มันคือความเย็นที่ไร้ซึ่งชีวิต ไร้ซึ่งความหวัง ความเย็นที่มาจากส่วนลึกที่สุดของความมืด ดั่งหลุมดำที่กำลังจะกลืนกินทุกสิ่ง แม้แต่แสงดาวที่เคยส่องประกายบนฟากฟ้าก็ถูกม่านหมอกสีดำทะมึนบดบังจนมิด ราวกับสรวงสวรรค์เองก็ยอมจำนนต่ออำนาจแห่งอเวจี
ความเงียบงันที่ปกคลุมนครแห่งนี้ หนักอึ้งยิ่งกว่าหินผา มันบีบคั้นหัวใจจนแทบหยุดเต้น กลิ่นอายแห่งความตายที่คละคลุ้งอยู่ทั่วทุกอณูอากาศนั้น ไม่ใช่เพียงกลิ่นคาวเลือดหรือซากศพที่เน่าเปื่อย แต่เป็นกลิ่นอายแห่งการสูญสลาย กลิ่นอายของความสิ้นหวังที่ฝังรากลึกจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของผืนดิน
"เจ้ารู้สึกได้ถึงมัน ใช่หรือไม่... เหมันต์"
เสียงกระซิบนั้นแผ่วเบา แต่กลับดังก้องอยู่ในโสตประสาทของเขา ราวกับมันมาจากภายในจิตใจของตนเอง เหมันต์หลับตาลง พยายามรวบรวมสติสัมปชัญญะทั้งหมดที่มี
"นี่คือผลลัพธ์ของความอ่อนแอ... ของการยึดติดในสิ่งที่สูญสลายไปแล้ว" เสียงนั้นกล่าวต่อ "แสงสว่างนั้นจอมปลอม... ความหวังนั้นคือภาพลวงตา... ทุกสิ่งล้วนต้องดับสูญ"
เหมันต์กัดฟันแน่น ความรู้สึกบางอย่างที่เขาพยายามเก็บงำมาตลอด เริ่มปะทุขึ้นมาภายใน เขาไม่ได้ยึดติดในความรุ่งโรจน์ที่สูญสลายไป แต่เขายึดติดในความทรงจำ ยึดติดในผู้คนที่เคยอาศัยอยู่ในนครแห่งนี้ ยึดติดในความหมายของสิ่งที่เรียกว่า 'แสงสว่าง'
"เจ้าหลอกตัวเอง" เสียงนั้นเย้ยหยัน "แท้จริงแล้ว... เจ้าก็เป็นเพียงเศษธุลีที่พร้อมจะถูกพัดพาไปตามกระแสแห่งความมืดเช่นกัน"
ทันใดนั้น เหมันต์ก็ลืมตาขึ้น ดวงตาของเขาไม่ได้ฉายแววของความสิ้นหวังอีกต่อไป ทว่ากลับเต็มไปด้วยประกายเย็นชา ดุจน้ำแข็งแหลมคมที่พร้อมจะสลักลึกเข้าไปในจิตใจของผู้ที่บังอาจมายั่วยุ
"เจ้าเข้าใจผิดแล้ว" เหมันต์กล่าวเสียงเรียบ "ความทรงจำ... คือสิ่งที่หล่อหลอมตัวตนของเรา ความหวัง... คือพลังที่ทำให้เราก้าวต่อไป แม้ในยามที่มืดมิดที่สุด"
เขาเงยหน้ามองท้องฟ้าที่ถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกสีดำ "แสงสว่างที่เจ้ากล่าวถึง... อาจจะจอมปลอมสำหรับเจ้า แต่สำหรับข้า... มันคือเส้นทาง"
"เส้นทางสู่ความพินาศ!" เสียงนั้นตะโกนก้อง "เจ้าจะหลอกลวงตัวเองไปได้อีกนานเท่าใด! เมื่อเผชิญหน้ากับอำนาจที่แท้จริง... เจ้าก็ไม่ต่างจากมดปลวก!"
ทันใดนั้น พื้นดินภายใต้เท้าของเหมันต์ก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ซากปรักหักพังรอบกายเริ่มลอยขึ้นหมุนคว้างราวกับถูกพลังงานลึกลับดึงดูดเข้าหากัน เงาดำที่เคยคืบคลานอยู่ตามมุมต่างๆ บัดนี้รวมตัวกันเป็นรูปร่างที่น่าสะพรึงกลัว
มันคือร่างมหึมาของอสุรกายโบราณ ดวงตาของมันแดงฉานราวกับถ่านเพลิงที่ลุกโชน ลำคอของมันเต็มไปด้วยเสียงคำรามที่กึกก้องจนแผ่นดินสะเทือน
"ข้าคือผู้พิทักษ์แห่งความว่างเปล่า... ผู้ที่จะลบล้างทุกสรรพสิ่งให้กลับสู่ความมืดอันเป็นนิรันดร์!" อสุรกายประกาศก้อง
เหมันต์ไม่แสดงอาการตื่นตระหนก เขาเพียงแต่ก้าวเท้าไปข้างหน้าอย่างมั่นคง "หากเจ้าคือผู้พิทักษ์แห่งความว่างเปล่า... ข้าก็คือผู้ที่จะเติมเต็มความว่างเปล่านั้นด้วยแสงสว่าง"
สิ้นเสียงของเหมันต์ พลังงานสีเงินบริสุทธิ์ก็ปะทุออกมาจากร่างของเขา แสงสว่างนั้นเจิดจ้าเสียจนแม้แต่ม่านหมอกสีดำก็ไม่อาจบดบังได้ มันส่องสว่างไปทั่วทั้งนครที่กำลังจะดับสูญ
อสุรกายคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยว มันเหวี่ยงกรงเล็บอันแหลมคมเข้าใส่เหมันต์ ดุจดั่งก้อนหินยักษ์ที่กำลังจะบดขยี้ทุกสิ่ง
แต่เหมันต์ไม่ได้หลบเลี่ยง เขากลับยกมือขวาขึ้น ปลายนิ้วเรียวของเขาส่องประกายสีเงินเย็นเยียบ เกิดเป็นโล่พลังงานที่แข็งแกร่งดุจเพชร
เคร้ง!
เสียงปะทะกันของกรงเล็บเหล็กกล้าและโล่พลังงานดังกึกก้อง สะท้อนไปทั่วซากปรักหักพัง แรงสั่นสะเทือนจากการปะทะกันนั้นรุนแรงเสียจนพื้นดินที่เคยสั่นคลอนอยู่แล้ว ยิ่งแตกร้าวออกไปอีก
"เจ้า... ไม่ใช่เพียงแค่มนุษย์" อสุรกายกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แฝงความประหลาดใจ "พลังของเจ้า... มันลึกล้ำเกินกว่าที่ข้าคาดคิด"
"ข้าไม่ได้เป็นเพียงแค่มนุษย์" เหมันต์ตอบ "ข้าคือผู้ที่ได้รับพรจากแสงสว่าง... และข้าจะใช้พรนั้นปกป้องทุกสิ่งที่มีค่า"
เมื่อกล่าวจบ เหมันต์ก็รวบรวมพลังทั้งหมดที่มี ปลายนิ้วของเขากลายเป็นจุดศูนย์รวมแห่งแสงสว่างอันเจิดจ้า มันค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นลูกบอลพลังงานสีเงินขนาดมหึมา
"นี่คือเพลงสวดแห่งความหวัง... ที่จะขับไล่ความมืดมิดของเจ้าไป!" เหมันต์ตะโกนก้อง
ลูกบอลพลังงานสีเงินถูกปล่อยออกไป พุ่งตรงเข้าใส่อสุรกายอย่างรวดเร็วราวกับดาวตก แสงสว่างจากลูกบอลพลังงานนั้นสว่างไสวเสียจนมองเห็นได้ในระยะไกล ราวกับดวงอาทิตย์ดวงใหม่กำลังจะถือกำเนิดขึ้น
อสุรกายพยายามใช้กรงเล็บและลำคอของมันปัดป้อง แต่พลังของลูกบอลนั้นรุนแรงเกินกว่าที่มันจะต้านทานได้ เสียงคำรามของมันถูกกลืนหายไปในเสียงของพลังงานที่กำลังปะทุ
ตูมมมมมมมมมมมมมม!
การระเบิดครั้งใหญ่เกิดขึ้น แสงสว่างเจิดจ้าสาดส่องไปทั่วทุกอณูของนครแห่งแสงที่เคยถูกปกคลุมด้วยความมืด หมอกสีดำทะมึนค่อยๆ จางหายไป เผยให้เห็นท้องฟ้าที่เริ่มปรากฏแสงดาวอันริบหรี่
เหมันต์ยืนนิ่ง เขามองดูผลลัพธ์ของการกระทำของตนเอง เขารู้ดีว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการต่อสู้ที่แท้จริง
เมื่อแสงสว่างจางลง เหมันต์ก็เห็นว่าอสุรกายตัวนั้นได้สลายไปแล้ว เหลือเพียงกลุ่มควันสีดำที่ลอยอ้อยอิ่งอยู่กลางอากาศ แต่เขาก็สัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่างที่ยังคงแผ่ซ่านอยู่
"เจ้าคิดว่า... ชัยชนะครั้งนี้... จะทำให้เจ้าปลอดภัยอย่างนั้นหรือ?" เสียงกระซิบนั้นกลับมาอีกครั้ง คราวนี้มันไม่ใช่เสียงของอสุรกาย แต่เป็นเสียงที่เย็นเยียบกว่า ลึกซึ้งกว่า และน่ากลัวกว่า
"นี่เป็นเพียงการทดสอบ... บทพิสูจน์ความแข็งแกร่งของเจ้า" เสียงนั้นกล่าวต่อ "หากเจ้าคิดว่า... การเอาชนะภูตผีปีศาจเพียงไม่กี่ตัว... จะทำให้เจ้าสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเองได้... เจ้าคิดผิดแล้ว"
เหมันต์หันซ้ายหันขวา เขาไม่เห็นสิ่งมีชีวิตใดๆ อยู่รอบกาย แต่ความรู้สึกถึงอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามานั้นรุนแรงจนเขารู้สึกได้ถึงปลายผม
"เส้นทางที่เจ้ากำลังจะก้าวเดิน... เต็มไปด้วยกับดัก... และความทรมาน... ที่จะทดสอบจิตวิญญาณของเจ้าถึงขีดสุด" เสียงนั้นกระซิบ "หากเจ้าอ่อนแอ... เจ้าจะหลงทาง... และจะไม่มีวันได้พบกับแสงสว่างที่เจ้าตามหาอีกต่อไป"
ทันใดนั้น พื้นดินเบื้องหน้าของเหมันต์ก็เริ่มแยกออกจากกัน เผยให้เห็นโพรงลึกสีดำสนิทที่ดูดกลืนทุกสิ่งทุกอย่างเข้าไป อากาศรอบๆ โพรงนั้นเย็นยะเยือกผิดปกติ ราวกับมันคือปากประตูนรกที่กำลังอ้าออก
"ไปเถอะ... เหมันต์" เสียงนั้นล่อลวง "เข้าสู่ดินแดนต้องสาป... ที่ซึ่งเจ้าจะได้พบกับความจริงอันน่าสะพรึงกลัว... และหากเจ้าสามารถเอาชนะมันได้... เจ้าอาจจะแข็งแกร่งขึ้น... มากกว่าที่เจ้าเคยคิด"
เหมันต์มองดูโพรงสีดำนั้น เขาสัมผัสได้ถึงพลังงานที่แปลกประหลาดที่เล็ดลอดออกมาจากมัน มันคือพลังที่ดึงดูดและผลักไสในเวลาเดียวกัน เป็นพลังที่ทั้งน่าหวาดกลัวและน่าค้นหา
นี่คือดินแดนต้องสาป... ที่เขาจะต้องเดินทางผ่าน
เขาไม่รู้ว่าข้างหน้าจะพบเจออะไร จะมีภัยอันตรายใดบ้าง แต่เขารู้เพียงอย่างเดียว คือเขาไม่สามารถหยุดยั้งได้
เหมันต์สูดลมหายใจลึก ก่อนจะก้าวเท้าเข้าไปในโพรงสีดำนั้นอย่างไม่ลังเล
แสงสว่างจากดวงดาวที่เริ่มปรากฏบนท้องฟ้าค่อยๆ เลือนหายไป เมื่อร่างของเหมันต์ถูกกลืนกินเข้าไปในความมืดมิดอันไร้ที่สิ้นสุด
นี่คือจุดเริ่มต้นของการเดินทางที่แท้จริง...
...การเดินทางสู่ดินแดนต้องสาป.

จอมเทพบุตรทลายภพ
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก